บทที่ 1 1.หัวใจตัวดี
สีหน้าของหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่กลางห้องพักฟื้นคนไข้แสดงถึงความเจ็บปวดร้าวรานของหัวใจ มือซ้ายของเธอกุมหน้าอกข้างซ้าย ส่วนมือขวากำกระดาษที่มีข้อความเขียนด้วยลายมือแผ่นหนึ่งไว้จนยับย่น เครื่องมือตรวจติดตามสัญญาณชีพพจรส่งเสียงดังถี่ขึ้น ในขณะที่หน้าจอมอนิเตอร์แสดงค่ากราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ค่าความดัน และค่าออกซิเจนในเลือดของมินตรา ปลายเท้าเธอมีแฟ้มสีน้ำตาลตกอยู่ เอกสารในนั้นเป็นเอกสารสำเนาเวชระเบียนเก่าตั้งแต่สิบสองปีก่อน รายชื่อผู้รอปลูกถ่ายหัวใจกับภาพถ่ายของหญิงสาวที่ชื่อเจติญากระจายออกมาเกลื่อนอยู่บนพื้น
‘หัวใจดวงนั้นควรเป็นของเจน ไม่ใช่มินตรา’
ข้อความที่มินตราอ่านมันซ้ำ ๆ เป็นข้อความที่ทำให้หัวใจเธอปวดร้าวไม่ต่างกับถูกโบยตีด้วยความจริงที่หญิงสาวเพิ่งรับรู้ ตัวเธอชาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ดวงตาหม่นเศร้าหลังม่านน้ำตาไม่ได้ละจากใบหน้าของนายแพทย์ที่ทำการรักษาให้เธอ เขายืนนิ่งราวกับก้อนหินอยู่ตรงหน้าเธอ สีหน้าของเขาเครียดขรึมแต่มินตราเพิ่งเข้าใจในวินาทีนี้เองว่า การนิ่งเงียบของเขาไม่ใช่ความสุขุมของคนที่กุมความเป็นความตายของคนไข้ แต่มันคือความเย็นชาของคนที่วางแผนทำร้ายเธอมาเนิ่นนาน
“มินตรา” เขาใช้โทนเสียงต่ำเอ่ยเตือนให้เธอระงับโทสะ “ใจเย็นก่อนนะ เรามีเรื่องต้องคุยกัน ให้โอกาสผมได้อธิบาย เรามาปรับความเข้าใจกันก่อนเถอะนะ”
เธอสบตาเขาด้วยแววตาเปิดเผยความเจ็บปวด หัวใจเธอเหมือนถูกบดขยี้ มินตรามองหาความจริงใจในดวงตาคู่นั้นทั้งที่เธอรู้ว่ามันไม่เคยมีอยู่เลย เสียงแหบพร่าเอ่ยอย่างสั่นเครือ
“อธิบายอย่างนั้นเหรอ? หรือตั้งใจจะหาคำพูดเพื่อมาหลอกให้ฉันเชื่อเหมือนคนโง่ ในเมื่อความจริงมันปรากฏอยู่ตรงหน้าฉันหมดแล้ว” เธอมองเขาด้วยสายตาของคนหัวใจสลาย “คุณคิดว่าฉันขโมยชีวิตที่ควรเป็นของคุณเจติญา ผู้หญิงที่คุณรักมา…เพราะหัวใจดวงนี้อย่างนั้นสินะ”
อรัณย์กัดฟันกรอด ไม่ได้ตอบโต้และความเงียบของเขากำลังกรีดลึกเข้าไปทำร้ายจิตวิญญาณของมินตรามากกว่าคำตอบเสียอีก เธอหัวเราะหยันตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลผ่านแก้มเป็นทางแต่เธอกลับไม่ใยดี
“คุณคิดว่ามันไม่ควรเป็นของฉันตั้งแต่แรก”
น้ำเสียงแสดงความปวดร้าวของเธอดังคลอเสียงการทำงานของเครื่องมอนิเตอร์หัวใจที่ส่งเสียงรัวถี่ขึ้นจนอรัณย์ต้องเหลือบมองค่าหน้าจอทุกหนึ่งนาที เขาเดินไปข้างหน้าอย่างตั้งใจจะเข้าไปคว้าร่างสะท้านเพราะแรงสะอื้นของหญิงสาว
“อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย หัวใจของคุณ...”
“อย่าเข้ามาใกล้ฉันอีกแม้แต่ก้าวเดียว” เสียงสั่นเครือของมินตราตวาดสั่งเขาดังลั่น เธอถอยเท้าไปข้างหลังครึ่งก้าวแทนคำประกาศว่าเธอไม่อยากอยู่ใกล้เขาอีกแม้แต่ก้าวเดียว
อรัณย์ชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นมองสบสายตาร้าวรานของเธอด้วยหัวใจเจ็บปวด ร่างบางที่ถอยห่างออกไปทันทีที่เขาขยับเท้าก้าวเข้าหา มือคู่นั้นสั่นเทาจนเห็นได้ชัดทำให้เขาต้องหยุดและยื่นนิ่ง ๆ หวังให้เธอใจเย็น
“ทุกอย่างที่คุณทำ…” นัยน์ตาเจิ่งหยดน้ำทอดมองอย่างต้องการจะถ่ายทอดความรู้สึกพร้อมกับกลืนสะอื้นลงคอแล้วเอ่ยเสียงแหบเครือ “เพื่อให้หัวใจดวงนี้...รักคุณอย่างนั้นเหรอคะ คุณเสแสร้งทำเพื่อให้ฉันรักคุณมากพอที่จะเจ็บปวดเจียนตายในวันที่ฉันจะได้รู้ความจริงอย่างนั้นใช่ไหมคะ”
อรัณย์บดกรามแน่นจนเห็นสันนูน ดวงตาจ้องมองสบสายตาเปิดเผยอารมณ์และความรู้สึกปวดร้าวของคนตรงหน้าอย่างเจ็บปวดแต่ไร้คำพูด
“คุณตั้งใจเข้ามาเพื่อทำลายมัน” เธอยกมือขึ้น ชี้ปลายนิ้วที่สั่นระริกไปทางจอมอนิเตอร์แล้วเอ่ยทั้งสะอื้น “ฟังสิ!” เสียงเต้นของหัวใจที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอดังไม่สม่ำเสมอ “คุณฟังเสียงมันให้ชัด ๆ” น้ำตาไหลลงมาตามแก้มของเธอ “สะใจซะให้พอ กับสิ่งที่คุณอยากเห็น ความเจ็บปวดของฉันคนที่ไม่คู่ควรกับหัวใจดวงนี้”
อรัณย์ไม่ได้ตอบโต้ถ้อยคำตัดพ้อกึ่งประชดของเธอ ได้แต่ยืนกำมือแน่นอยู่ข้างลำตัวขณะทอดสายตามองสบตาหญิงสาวที่มองเขาอย่างคนหัวใจสลาย
“ฉันนึกว่า…อย่างน้อยก็คงจะมีสักครั้งหนึ่ง ที่คุณจะหวังดีกับฉันจริง ๆ”เสียงของเธอเบาลง “แค่ในฐานะที่ฉันเป็นคนไข้คนหนึ่งของคุณก็ยังดี”
คำพูดนั้นทำให้แววตาของอรัณย์ไหววูบ แต่เขากดมันไว้ทันที “มินตรา ผมขอร้องกลับไปนั่งที่เตียงก่อนเถอะนะแล้วเราจะค่อย ๆ มานั่งเคลียร์เรื่องนี้กัน”
“ไม่ค่ะ” เธอส่ายหน้า น้ำตาร่วงลงบนเอกสารในมือ “ฉันไม่มีอะไรจะต้องเคลียร์กับคุณ แต่ฉันอยากจะบอกกับคุณไว้อย่างนึงว่าคนอย่างฉันไม่เคยคิดจะแย่งของของใครแต่ฉันย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ ในวันนั้นฉันไม่มีอำนาจตัดสินความเป็นความตายของตัวเองเสียด้วยซ้ำ และฉันไม่สามารถปฏิเสธหัวใจดวงนี้ในวันที่คนรักของคุณต้องการมันเพราะถ้าฉันมีสิทธิ์เลือก ฉันจะไม่ยอมให้หัวใจดวงนี้เข้ามาอยู่ในตัวฉันเลย”
ใบหน้าของอรัณย์ซีดลงเล็กน้อย “หยุดพูดแบบนั้น”
“คุณคงจะเกลียดฉันมากสินะ” เธอยิ้มทั้งน้ำตา “ต้องอดทนดูแลผู้หญิงที่คุณอยากให้ตายไปตั้งแต่สิบสองปีก่อน ต้องทนเห็นหน้าคนที่คิดว่าแย่งโอกาสรอดชีวิตไปจากคนที่คุณรักมันคงจะทรมานหัวใจของคุณมากเลยสินะ”
เสียงเตือนจากเครื่องมอนิเตอร์ดังแหลมขึ้น ร่างของมินตราเซไปด้านข้างและก่อนที่เธอจะทรุดลงเขาพุ่งตัวเข้ามารับร่างอ่อนแรงของเธอไว้ได้ทันท่วงที
“มินต์! มินตรา!”เขาประคองเธอไว้ในอ้อมแขน มือแตะชีพจรที่ลำคออย่างรวดเร็ว ความนิ่งของศัลยแพทย์ยังอยู่ครบ แต่ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ
มินตราฝืนลืมตาขึ้นมองเขา “ไม่ต้องมาช่วยฉัน...ถ้าคุณอยากได้หัวใจดวงนี้คืน…” ลมหายใจของเธอขาดห้วง “ก็เอาคืนไปเถอะค่ะ ฉันไม่ต้องการเจ็บปวดเพราะมันอีกแล้ว”
เส้นกราฟบนหน้าจอมอนิเตอร์แสดงผลการทำงานหัวใจกระตุกผิดจังหวะ อรัณย์กระแทกปุ่มฉุกเฉินที่หัวเตียงรัว ๆ พร้อมกับตะโกนสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดจนแทบไร้อารมณ์
“โค้ดบูล ประกาศเรียกทีมกู้ชีพฉุกเฉินเข้ามาเดี๋ยวนี้ เตรียมยา เครื่องกระตุ้นหัวใจแล้วก็แจ้งไอซียูด้วย” เขาก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน
ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีคำอธิบาย มีเพียงดวงตาเย็นชาคู่นั้นที่แตกร้าวลงอย่างเงียบงัน
“คุณยังตายไม่ได้” เขาพูดเสียงต่ำ “ผมยังไม่อนุญาต” แต่มินตราไม่ได้ยินเขาแล้ว
ประตูห้องถูกเปิดออก ทีมแพทย์และพยาบาลพากันกรูเข้ามา อรัณย์ส่งร่างเธอขึ้นเตียงด้วยมือที่กลับมานิ่งสนิทอีกครั้ง เขาลงมือทำหน้าที่ของแพทย์ราวกับกลัวว่าหากหยุดแม้แต่วินาทีเดียว ทุกอย่างที่เขาควบคุมไว้จะพังลงต่อหน้าทุกคนก่อนที่บานประตูห้องพักฟื้นถูกผลักเปิดออกอย่างแรงอีกครั้ง ในวินาทีที่เสียงประกาศเรียกทีมกู้ชีพฉุกเฉินดังก้องไปทั่ววอร์ด นงลักษณ์ที่เพิ่งจัดการธุระเสร็จก้าวพรวดเข้ามาในห้องพร้อมกับใบเสร็จในมือ แต่ภาพความโกลาหลตรงหน้าทำเอาพี่เลี้ยงสาวชาวาบไปทั้งตัว
อรัณย์ตัดสินใจเฉียบขาด เขาและทีมแพทย์ช่วยกันย้ายร่างไร้สติของมินตราพร้อมสายน้ำเกลือและเครื่องช่วยหายใจออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าเยียบเย็นและกลิ่นอายของความเป็นความตาย
นงลักษณ์วิ่งกระหืดกระหอบออกจากห้องพักฟื้นของมินตราพร้อมเสียงหัวใจที่เต้นระรัวตามแรงขับเคลื่อนของโทสะ ในมือทั้งสองข้างยังคงกำแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลบรรจุเอกสารกับรูปถ่ายเจติญาไว้แน่นแนบอก เสียงประกาศโค้ดบูลที่เพิ่งดังก้องไปทั่วทั้งวอร์ดยังคงสะท้อนอยู่ในโสตประสาท ที่บริเวณโถงทางเดินหน้าลิฟต์วีไอพี ภาคินเพิ่งมาถึงและได้ยินเสียงประกาศฉุกเฉินเช่นกัน ร่างสูงชะงักปลายเท้าที่ก้าวเดินเมื่อเห็นนงลักษณ์วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาพร้อมกับคราบน้ำตาที่เปื้อนใบหน้า
“คุณนง! เกิดอะไรขึ้น เสียงประกาศเมื่อกี้...ยัยมินต์เป็นอะไรอย่างนั้นเหรอ!” ภาคินพุ่งเข้าไปจับไหล่ของนงลักษณ์ น้ำเสียงทุ้มตวัดถามด้วยความร้อนรน
“คุณมาร์ค...ฮือ ๆ คุณมินต์ค่ะ หัวใจคุณมินต์หยุดเต้น หมอรันเพิ่งพาลงไปห้องไอซียูเมื่อกี้ค่ะ...”
นงลักษณ์สะอื้นฮัก ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะยื่นกลุ่มก้อนกระดาษที่ยับย่นในมือส่งให้ชายหนุ่ม
“มีคนตั้งใจส่งของพวกนี้มาฆ่าคุณมินต์...มันหลอกใช้คุณโคลอี้ให้เอาของพวกนี้เข้าไปให้คุณมินต์ถึงในห้อง!”
ภาคินกัดกรามกรอด ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความเครียด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนเป็นปม มือกว้างยืนออกไปรับเอกสารเหล่านั้นมาคลี่ดู และเพียงแค่วินาทีแรกที่สายตาคมกริบเหลือบเห็นภาพถ่ายของหญิงสาวที่ชื่อเจติญา และอักษรย่อJ.S.ลงท้ายบนกระดาษโน้ต ร่างกายสูงใหญ่ของประธานหนุ่มก็ชาวาบ ก่อนที่อุณหภูมิในเลือดจะเดือดพล่านขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนแทบทะลักจุดเดือดเขากวาดสายตาไล่อ่านไปตามข้อความที่กล่าวหาตระกูลบดินทร์เทวาของเขาว่าใช้เส้นสายปล้นหัวใจ และเป็นฆาตกรที่ฆ่าเจติญา ทุกประโยคที่กลั่นกรองออกมาจากความตอแหล และบิดเบือนความจริงอย่างน่ารังเกียจ
กรอด...
เสียงกัดกรามลั่นออกมาจากสันกรามที่ปูดโปน ภาคินกำกระดาษแผ่นนั้นแน่นจนเส้นเลือดหลังมือขึ้นเส้นนูน แววตาที่เคยสุขุมเยือกเย็นของผู้บริหารฯ ทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล บัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยรังสีอำมหิตและไฟแค้นที่ลุกโชนจนแทบจะแผดเผาทุกสิ่งรอบตัวให้เป็นจุณ
“เจนิสรา...”
ชื่อของนางแบบสาวถูกเค้นผ่านไรฟันออกมาอย่างเยียบเย็นที่สุด บดินทร์เทวาหนุ่มเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีรัตติกาลแผ่ซ่านไปด้วยความดุดันไร้ความปรานี เขารู้ความจริงเบื้องหลังการตายของเจติญาดีกว่าใคร รู้ถึงความเน่าเฟะของหมอเจ้าของไข้ที่ปกปิดความผิดพลาดของตัวเอง แต่ผู้หญิงแพศยาคนนี้กลับเอาเรื่องไม่เป็นจริงพวกนี้มาเป็นอาวุธแทงข้างหลังน้องสาวของเขาในเวลาที่เปราะบางที่สุด!
“เธอกล้ามาก กล้าเอาความตายมาล้อเล่นกับน้องสาวฉัน”
ภาคินไม่ได้ตะคอก ไม่ได้อาละวาดทำลายข้าวของ แต่ความเงียบงันและน้ำเสียงที่กดต่ำของเขากลับสร้างความกดดันและน่าสะพรึงกลัวจนนงลักษณ์ยังต้องลอบกลืนน้ำลาย ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้ง กดต่อสายหาเลขาฯ ส่วนตัวและหัวหน้าบอดี้การ์ดด้วยจังหวะที่เด็ดขาดและเฉียบขาดที่สุด
“ส่งคำสั่งแบนชื่อเจนิสราไปให้คู่ค้าเครือข่ายธุรกิจ รวมทั้งสื่อสำนักข่าวทุกที่ที่เป็นพาร์ตเนอร์ของเรา รวมทั้งเอเจนซี่ทุกสังกัดให้แบนชื่อผู้หญิงคนนี้...ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้ ฉันต้องการให้ผู้หญิงที่ชื่อเจนิสรา ไม่มีที่ยืนในวงการบันเทิงอีกต่อไป”
ภาคินสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ก่อนจะปรายตามองเศษกระดาษในมือเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมจุดประกายขึ้นที่มุมปาก
“ฉันจะลากคอผู้หญิงคนนี้มารับผิดชอบสิ่งที่เธอทำด้วยตัวฉันเอง”
“คุณมาร์คจะทำอะไรคะ...ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเถอะค่ะ” นงลักษณ์เอ่ยเตือนด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นแววตาฆาตกรในดวงตาของเจ้านาย
“กฎหมายมันปรานีเกินไปสำหรับผู้หญิงเหี้ยมโหด ใจอำมหิตอย่างแม่นี่คุณนง”
ชายหนุ่มหันกลับมามองพี่เลี้ยงของน้องสาวด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแต่ซ่อนเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างไว้มหาศาล
“ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นเสพติดความแค้น อยากเล่นบทเหยื่อถูกกระทำ...ผมก็จะสงเคราะห์ให้เธอลองได้เป็นเหยื่อจริง ๆ ดูบ้าง ในเมื่อเธอกล้าทำลายหัวใจของมินต์ ผมก็จะทำลายทุกสิ่งที่เธอมี ให้เธอได้ลิ้มรสชาติของการถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีดู...ผมจะทำให้แม่นี่รู้ซึ้งว่า การมีชีวิตอยู่แต่เหมือนตกนรกทั้งเป็น... มันทรมานกว่าความตายยังไง!”
ร่างสูงใหญ่ของทายาทบดินทร์เทวาหมุนตัวก้าวเดินออกไปจากโถงทางเดินอย่างสง่างามและอันตราย แหลังกว้างแผ่รังสีของพญามัจจุราชที่พร้อมจะกวาดล้างทุกสิ่ง เจนิสราอาจต้องการจบเกมความแค้นที่มีต่อบดินทร์เทวาด้วยความตายของมินตรา แต่สำหรับภาคิน บดินทร์เทวานี่เพิ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของบทลงทัณฑ์ที่แท้จริง ซึ่งเขาจะเป็นคนพิพากษาและลงแส้ใส่ผู้หญิงอวดดีคนนั้นด้วยมือของเขาเอง!
