บทที่ 10 10.พรานล่าเนื้อ
สีหน้าพิมพ์แขเปลี่ยนเป็นกังวลทันที “ตายจริง ดิฉันไม่ทราบเลยค่ะ”
“ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงครับ แค่ต้องระวังมากขึ้น” อรัณย์พูดด้วยน้ำเสียงของหมอที่ควบคุมสถานการณ์ได้ดี เขาหยิบกล่องเล็กจากกระเป๋าเอกสารข้างตัวออกมา “ผมเตรียมเครื่องดื่มเสริมที่เหมาะกับตารางยาของเธอมาด้วยพอดี เป็นสูตรที่ต้องชงตามปริมาณน้ำและอุณหภูมิที่กำหนด ถ้าไม่รบกวน ผมขอสาธิตให้นงลักษณ์ดูได้ไหมครับ ครั้งต่อไปจะได้เตรียมให้ถูก”
คุณหญิงพิมพ์แขลังเล “เกรงใจคุณหมอจังค่ะ ให้พยาบาลที่บ้านทำแทนได้ไหมคะ”
อาจารย์เกริกเกียรติช่วยเสริมทันที “ให้หมออรัณย์สาธิตก็ดีนะพิมพ์ ของพวกนี้ถ้าชงผิดอัตราส่วน บางทีประสิทธิภาพก็ลดลง”
เมื่ออาจารย์เกริกเกียรติพูดเช่นนั้น พิมพ์แขจึงพยักหน้า “ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวพิมพ์ให้คนไปตามนงลักษณ์”
ไม่นาน นงลักษณ์ก็เดินเข้ามาในห้องอาหาร เธอชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นอรัณย์อยู่ร่วมโต๊ะ แต่รีบเก็บสีหน้า
“นง” พิมพ์แขเอ่ย “ช่วยพาคุณหมอไปที่ครัวเล็กของยายมิ้นทีนะ คุณหมอจะสาธิตวิธีชงเครื่องดื่มเสริมให้”
นงลักษณ์เหลือบมองอรัณย์ แววตาของเธอมีความระวังอยู่บาง ๆ ไม่มากพอให้เสียมารยาท แต่ชัดพอให้อรัณย์รับรู้ “ได้ค่ะคุณหญิง”
อรัณย์ลุกขึ้นอย่างสุภาพ “รบกวนด้วยครับ”
เขาเดินตามนงลักษณ์ออกจากห้องอาหาร ผ่านโถงกว้างที่เงียบเกินกว่าจะเป็นบ้านของคนป่วยเพียงคนเดียว ระหว่างทาง เขามองขึ้นไปยังบันไดวนที่ทอดสู่ชั้นบน มินตราอยู่บนนั้น กำลังหลบเขาอยู่หลังประตูห้องของตัวเอง อรัณย์หลุบตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางแทบมองไม่เห็นแตะอยู่ที่มุมปาก ไม่เป็นไร คืนนี้เขาไม่จำเป็นต้องเจอเธอต่อหน้า แค่ทำให้ทุกคนในบ้านนี้เชื่อว่าเขาคือคนที่ดูแลเธอได้ดีที่สุด ก็เพียงพอแล้วสำหรับก้าวแรก และเมื่อถึงวันที่มินตราเริ่มเชื่อแบบเดียวกัน เขาจะเป็นคนเดียวที่เธอคิดถึงทุกครั้งที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ
นงลักษณ์นำอรัณย์ออกจากห้องอาหารไปตามโถงทางเดินด้านใน ผนังสองข้างประดับรูปถ่ายของมินตราตั้งแต่วัยเด็ก เด็กหญิงตัวเล็กในชุดคนไข้ รอยยิ้มบาง ๆ ข้างเตียงโรงพยาบาล ภาพวันเกิดที่มีสายระโยงระยางของเครื่องมือแพทย์อยู่มุมหนึ่งของรูป อรัณย์มองผ่านภาพเหล่านั้นอย่างสงบ เด็กหญิงในรูปดูเปราะบางเกินกว่าจะถูกเกลียด เขาเบือนสายตาออกทันที ครัวเล็กของมินตราอยู่ลึกเข้าไปในโซนพักผ่อนของบ้าน เป็นห้องสว่างสะอาด มีกลิ่นขนมปังอบจาง ๆ ติดอยู่ในอากาศ บนชั้นวางมีโหลธัญพืช น้ำผึ้ง และสมุดสูตรอาหารเขียนด้วยลายมือเรียงเป็นระเบียบ นงลักษณ์เริ่มหยิบแก้วและอุปกรณ์ออกมา
“พี่นงคะ มิ้นต์บอกว่าไม่ต้อง...” เสียงของมินตราหยุดชะงักเมื่อเธอก้าวเข้ามาในครัวแล้วเห็นชายหนุ่มยืนอยู่กลางพื้นที่ส่วนตัวของเธอ “คุณหมออรัณย์”
เธออยู่ในชุดลำลอง เสื้อผ้าเนื้อนิ่มสีอ่อน ผมถูกรวบหลวม ๆ ใบหน้ายังซีดเล็กน้อยจากความเพลีย แต่ดวงตากลับตื่นระวังทันที อรัณย์หันมามองเธอ
“ผมมาสาธิตวิธีชงเครื่องดื่มเสริมสำหรับคุณให้นงลักษณ์ครับ”
“ดิฉันไม่ได้ขอ”
“ผมทราบครับ”
คำตอบเรียบ ๆ นั้นทำให้เธอเม้มปาก ขณะที่นงลักษณ์มองทั้งคู่สลับกัน ก่อนรีบพูด “ตายจริง พี่ลืมหยิบที่คั้นน้ำผลไม้ เดี๋ยวพี่ไปเอาก่อนนะคะ”
“พี่นง” แต่พี่เลี้ยงเดินออกไปแล้ว ความเงียบปิดล้อมครัวเล็กทันที มินตราขยับถอยหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“คุณไม่ต้องกลัวผมขนาดนั้นก็ได้”
“ฉันไม่ได้กลัวค่ะ”
“งั้นทำไมถอย”
คำถามสั้น ๆ ทำให้เธอชะงัก มินตราหันตัวจะเดินอ้อมไปอีกฝั่งของเคาน์เตอร์ แต่ปลายเท้ากลับสะดุดพรมผืนเล็กตรงพื้น
“ระวัง” อรัณย์ขยับเร็วกว่าเธอคิด มือหนึ่งคว้าต้นแขนเธอไว้ อีกมือประคองแผ่นหลังไม่ให้กระแทกขอบเคาน์เตอร์
มินตราหายใจสะดุด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้เกินไป ใกล้จนเธอได้กลิ่นสะอาดเย็น ๆ จากตัวเขา ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจที่นิ่งกว่าของตัวเองมาก “ปล่อยค่ะ” เธอพูดเบา ๆ
อรัณย์ไม่ได้ปล่อยทันที เขามองใบหน้าเธอ เห็นแก้มที่เริ่มมีสีขึ้น เห็นดวงตาที่พยายามแข็งแต่ซ่อนความตื่นไว้ไม่มิด “หัวใจคุณเต้นเร็ว”
“ฉันก็แค่ตกใจ”
“ผมยังไม่ได้ตรวจชีพจร”
มินตรานิ่งไป มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้มอบอุ่น แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่รู้ว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า “คุณเดาเก่งเกินไปแล้วค่ะ”
“หรือคุณรู้ตัวดี”
คำพูดนั้นทำให้เธอร้อนวูบที่ใบหน้า มินตราดันมือกับอกเขาเบา ๆ เพื่อรักษาระยะ “คุณหมอคะ นี่ไม่ใช่ห้องตรวจ”
อรัณย์ก้มมองมือเล็กที่แตะอยู่บนอกเขา ก่อนเลื่อนสายตากลับมาสบตาเธอ “ผมก็ยังเป็นหมอของคุณอยู่ดี”
“แต่ฉันไม่ใช่คนไข้บนเตียงตรวจตลอดเวลานะคะ”
คำตอบนั้นทำให้แววตาเขาไหววูบ เธอไม่ได้อ่อนแออย่างที่เขาอยากเชื่อ อรัณย์ค่อย ๆ ปล่อยมือจากแผ่นหลังเธอ แต่ยังจับข้อมือไว้หลวม ๆ เพื่อตรวจชีพจร “ผมขอตรวจแค่ครู่เดียว”
“คุณขอหลังจากจับแล้วค่ะ”
เขานิ่งไป คราวนี้เขาปล่อยมือเธอจริง ๆ “ขอโทษครับ”
มินตราไม่คิดว่าเขาจะยอมถอยง่ายขนาดนั้น เธอเงยหน้ามองเขาอย่างระแวงปนสับสน
อรัณย์เว้นระยะออกไปหนึ่งก้าว “ผมควรขอก่อน”
ความสุภาพที่กลับมาอย่างกะทันหันทำให้หัวใจเธอยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาน่ากลัวตอนรุกเข้ามาใกล้ แต่ยิ่งน่ากลัวกว่าเมื่อถอยออกไปแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “คุณทำแบบนี้กับคนไข้ทุกคนหรือเปล่าคะ”
