บทที่ 3 3.คนไข้พิเศษ

“ต้องปลดกระดุมไหมคะ” เธอถามอย่างระวัง

“ถ้าฟังผ่านเสื้อแล้วเสียงไม่ชัด อาจต้องปลดเฉพาะเม็ดบนหนึ่งถึงสองเม็ดครับ แต่ผมจะเริ่มจากฟังผ่านเสื้อก่อน”

มินตราเผลอมองเขา คำตอบนั้นสุภาพและเป็นมืออาชีพเกินกว่าความรู้สึกเย็นวาบที่เธอสัมผัสได้จากสายตาของเขา อรัณย์วางแผ่นฟังเสียงลงบนตำแหน่งหัวใจผ่านเนื้อผ้า

“หายใจเข้าลึก ๆ ครับ”

มินตราทำตาม

ตึก ตึก ตึก...

เสียงหัวใจของเธอดังอยู่ในความเงียบของห้องตรวจ อรัณย์นิ่งไปชั่วขณะ มือที่ถือหูฟังแพทย์ไม่ได้สั่น แต่แววตาของเขาไหววูบในแบบที่มินตราอ่านไม่ออก สำหรับเขา เสียงนั้นไม่ใช่แค่ข้อมูลทางการแพทย์ มันคือเสียงที่ควรเคยอยู่ในร่างของเจติญา ผู้หญิงที่เคยยิ้มให้เขาในห้องพักผู้ป่วย เคยวางแผนงานแต่งหลังการผ่าตัด และเคยบอกว่าอยากฟังเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรง ๆ อีกครั้งตอนเดินเข้าพิธี แต่เสียงนั้นกลับเต้นอยู่ในอกของผู้หญิงตรงหน้า อรัณย์กดความคิดทั้งหมดลงไปในที่ลึกที่สุด เขาถอดหูฟังออกช้า ๆ

“หัวใจเต้นเร็วไปนิดครับ”

มินตราเม้มปาก “ฉันตื่นโรงพยาบาลค่ะ”

“หรือเพราะตื่นหมอ”

คำถามนั้นเรียบมากจนแยกไม่ออกว่าเขาล้อเล่นหรือจับผิด มินตราเงยหน้ามองเขา “ถ้าคุณหมอหมายถึงอึดอัด ก็ใช่ค่ะ”

ห้องเงียบลง อรัณย์มองเธอนิ่ง มินตรากำชายเสื้อบนตักแน่นขึ้น แต่ครั้งนี้เธอไม่หลบตา “ฉันรู้ว่าคุณหมอทำตามหน้าที่ แต่ตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้ คุณมองฉันเหมือนกำลังตัดสินอะไรบางอย่าง ทั้งที่เราเพิ่งเจอกัน”

แววตาของอรัณย์เย็นลงนิดหนึ่ง “คุณรู้สึกแบบนั้น?”

“ค่ะ”

“แล้วคุณคิดว่าผมตัดสินอะไรคุณ”

มินตราหายใจเข้าช้า ๆ “ฉันไม่รู้ค่ะ แต่ฉันไม่ชอบ”

คำตอบตรง ๆ นั้นทำให้อรัณย์เงียบไป เขาควรไม่พอใจ ควรคิดว่าเธอกำลังแสดงบทคุณหนูผู้บอบบางเหมือนที่เขาเคยจินตนาการไว้ แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับไม่ใช่ความเย่อหยิ่ง เป็นความพยายามปกป้องพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเอง อรัณย์วางหูฟังแพทย์ลงบนถาดข้างเตียง

“ถ้าผมทำให้คุณรู้สึกแบบนั้น ผมขอโทษ”

มินตราชะงัก

เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม “ผมไม่ควรทำให้คนไข้รู้สึกเหมือนถูกตัดสินระหว่างการตรวจ”

คำขอโทษครั้งที่สองทำให้กำแพงในใจเธอสั่นเล็กน้อย ไม่พังแต่สั่น

อรัณย์หยิบเครื่องวัดความดันขึ้นมา “ขออนุญาตวัดความดันครับ”

คราวนี้เขาถามก่อนทุกการแตะต้อง มินตราพยักหน้า เขาพันผ้ารัดต้นแขนให้เธออย่างระวัง ไม่ชิดเกินจำเป็น ไม่ปล่อยให้ปลายนิ้วสัมผัสผิวเธอนานเกินไป ความเป็นมืออาชีพของเขากลับทำให้เธอรู้สึกสับสนมากกว่าตอนเขาเย็นชาเสียอีก

“ช่วงนี้มีอาการวูบบ่อยไหมครับ”

“สองครั้งในเดือนนี้ค่ะ”

“เจ็บหน้าอก?”

“มีบ้างค่ะ เจ็บจี๊ด ๆ ไม่นาน”

“ใจสั่นตอนพักเฉย ๆ?”

มินตรานิ่งไป “บางครั้งค่ะ”

เขาจดข้อมูลลงในแฟ้มอย่างรวดเร็ว “กินยากดภูมิตรงเวลาหรือเปล่า”

“ตรงค่ะ”

“ไม่เคยลืม?”

“ไม่เคยค่ะ”

อรัณย์เงยหน้าขึ้น “แน่ใจ?”

มินตราขมวดคิ้ว “คุณหมอถามเหมือนไม่เชื่อฉัน”

“ผมถามเหมือนหมอที่เคยเจอคนไข้โกหกเรื่องยาบ่อยมาก”

“ฉันไม่โกหกเรื่องนี้ค่ะ” น้ำเสียงของเธอแข็งขึ้น

อรัณย์มองเธอครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ดีครับ งั้นเราจะเริ่มจากตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเลือดเพิ่มเติม”

มินตราถอนหายใจเบา ๆ “ต้องตรวจเพิ่มอีกเหรอคะ”

“จากอาการที่คุณเล่า ต้องตรวจครับ”

“ทุกครั้งที่ฉันบอกว่าเจ็บนิดเดียว ทุกคนก็ทำเหมือนฉันจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ” ประโยคนั้นหลุดออกมาโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจ

อรัณย์ชะงักไปเล็กน้อยขณะที่มินตราเองก็เงียบ เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงพูดออกไปกับหมอแปลกหน้าคนนี้

เขามองเธออยู่นานกว่าปกติ

“คนรอบตัวคุณกลัวเสียคุณไป”

“ฉันรู้ค่ะ”

“แต่บางทีเขาอาจลืมถามว่าคุณเหนื่อยหรือเปล่า”

คำพูดนั้นทำให้มินตรานิ่งสนิท เหมือนเขาเผลอแตะจุดที่ไม่มีใครในบ้านเคยแตะถูก เธอหลุบตาลง มองมือของตัวเองบนตัก “ฉันแค่ไม่อยากกลับไปเป็นเด็กอายุสิบสามคนนั้นอีก”

เสียงของเธอเบามาก

อรัณย์ไม่ได้ถามต่อทันที เขาปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่ลดความแข็งลงเล็กน้อย “ตอนนี้คุณไม่ใช่เด็กคนนั้นแล้ว”

มินตราเงยหน้าขึ้น

อรัณย์เก็บแฟ้มประวัติ ปิดมันลงอย่างเป็นระเบียบ “และถ้าคุณให้ความร่วมมือ ผมจะพยายามทำให้คุณไม่ต้องกลับไปอยู่ตรงนั้น”

มันไม่ใช่คำปลอบหวาน ๆ ไม่ใช่คำสัญญาเกินจริง แต่กลับเป็นประโยคที่ทำให้มินตราหายใจได้เต็มปอดขึ้นเล็กน้อย เธอไม่อยากไว้ใจเขา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อครู่เขาฟังเธอจริง ๆ อรัณย์เดินไปเปิดประตู แล้วเรียกพยาบาลเข้ามาเพื่อพาเธอไปตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก่อนออกจากห้อง มินตราหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง

“คุณหมอคะ”

“ครับ”

“เมื่อกี้คุณบอกว่าอาหารในเพจฉันดูน่ากิน”

“ครับ”

“คุณเคยลองทำตามไหมคะ”

คำถามนั้นดูไม่เข้ากับบรรยากาศห้องตรวจเลยสักนิด อรัณย์นิ่งไป ก่อนตอบเรียบ ๆ “ผมไม่ไว้ใจสูตรที่บอกว่าอร่อยแต่ลดน้ำตาล”

มินตราเผลอหลุดหัวเราะเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะสั้นมาก แทบจะหายไปทันที แต่ก็พอทำให้บรรยากาศในห้องตรวจเปลี่ยนไปเสี้ยวหนึ่ง อรัณย์มองรอยยิ้มนั้นและเป็นครั้งแรกที่ความแค้นในอกเขาเงียบลงชั่วขณะ แต่เพียงชั่วขณะเท่านั้น เมื่อประตูปิดลงหลังมินตรา อรัณย์หันกลับไปมองแฟ้มประวัติบนโต๊ะอีกครั้ง ปลายนิ้วของเขาวางลงบนวันที่ผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ สิบสองปี สิบสองปีที่เสียงหัวใจดวงนั้นยังเต้นอยู่ เขาหลับตาลงช้า ๆ ภาพรอยยิ้มของเจติญาซ้อนทับกับเสียงหัวเราะเมื่อครู่ของมินตราอย่างน่ารังเกียจ

“อย่าทำเหมือนตัวเองบริสุทธิ์นักเลย” เขาพูดกับความเงียบแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตากลับมาเย็นสนิท “ผมยังไม่ได้เริ่มเลย มินตรา”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป