บทที่ 4 4.เจตนาบังเอิญ
รถยุโรปสีดำเคลื่อนไปบนถนนสายหลักในช่วงเวลาบ่ายอย่างนุ่มนวล ท่ามกลางรถคันอื่นที่เบียดแทรกกันอย่างเร่งรีบ คนขับรถของบ้านบดินทร์เทวารู้ดีว่าผู้โดยสารเบาะหลังต้องการความปลอดภัยมากกว่าความเร็ว มินตรานั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง สมุดบันทึกเล่มเล็กวางอยู่บนตัก ปลายนิ้วของเธอลูบสันปกไปมาโดยไม่รู้ตัว ‘ผมเอาใจใส่คนไข้ของผมเสมอ’ เป็นคำพูดของอรัณย์ที่ยังวนอยู่ในหัว น้ำเสียงของเขาเรียบ สุภาพ แต่กลับทิ้งความรู้สึกประหลาดไว้ในอก เธอไม่แน่ใจว่าความใส่ใจนั้นควรทำให้สบายใจ หรือควรทำให้ระวังมากกว่าเดิม เขารู้เรื่องเพจของเธอ รู้เรื่องอาหารที่เธอทำ รู้แม้กระทั่งพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เธอไม่คิดว่าหมอคนหนึ่งจำเป็นต้องรู้ ใส่ใจเกินไป และเย็นชาเกินไปในเวลาเดียวกัน
“เป็นอะไรไปคะคุณมิ้นต์ ตั้งแต่ออกจากห้องตรวจดูเงียบไปเลย”
เสียงของนงลักษณ์ทำให้มินตราหลุดจากความคิด เธอถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอนหลังพิงเบาะ “มิ้นต์ว่าคุณหมอคนใหม่ของมิ้นต์ เขาดูแปลก ๆ ค่ะ”
“แปลกยังไงคะ เท่าที่พี่ได้ยินมา คุณหมออรัณย์ทั้งเก่ง ทั้งจบเมืองนอก พยาบาลข้างล่างชมกันใหญ่”
“มิ้นต์ไม่เถียงว่าเขาเก่งค่ะ” มินตราก้มมองสมุดบนตัก “แต่เขาดูเหมือนคนที่รู้จักมิ้นต์มากกว่าที่ควร ทั้งที่เราเพิ่งเจอกันครั้งแรก”
นงลักษณ์รับสมุดบันทึกไปเปิดดู หน้ากระดาษเต็มไปด้วยตารางอาหาร เวลาออกกำลังเบา ๆ และช่องบันทึกอาการรายวัน ลายมือของอรัณย์เป็นระเบียบ ชัดเจน และละเอียดจนน่าประหลาด “ใส่ใจขนาดนี้เลยเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ ใส่ใจจนมิ้นต์ไม่รู้ว่าควรขอบคุณหรือควรกลัว”
นงลักษณ์เงยหน้าขึ้น “คุณหมออาจแค่เข้มงวดก็ได้ค่ะ เคสของคุณมิ้นต์ไม่ธรรมดา ใครดูแลก็ต้องละเอียดเป็นพิเศษ”
มินตราเม้มปาก “แต่ตอนเขามองมิ้นต์…” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังหาคำที่ตรงที่สุด “มิ้นรู้สึกเหมือนตัวเองทำผิดอะไรสักอย่าง ทั้งที่มิ้นต์ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน”
นงลักษณ์นิ่งลง สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่จางไป “ถ้าคุณมิ้นต์อึดอัด ครั้งหน้าพี่เข้าไปอยู่ในห้องตรวจด้วยดีไหมคะ”
มินตราพยักหน้า “ดีค่ะ” เธอควรโล่งใจที่พูดแบบนั้นออกไป แต่ลึก ๆ กลับมีบางอย่างแย้งขึ้นมาเงียบ ๆ ว่าต่อให้มีคนอยู่ในห้องอีกกี่คน สายตาของอรัณย์ก็คงยังทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกดึงออกไปยืนอยู่กับเขาตามลำพังอยู่ดี
รถเคลื่อนห่างจากโรงพยาบาลไปเรื่อย ๆ แต่มินตรายังรู้สึกเหมือนความเย็นของห้องตรวจหมายเลขเก้ายังติดอยู่บนผิว ในห้องตรวจที่เงียบลงหลังคนไข้คนสุดท้ายออกไป อรัณย์ยังนั่งอยู่ที่เดิม แฟ้มประวัติของมินตราวางเปิดอยู่บนโต๊ะ แสงจากหน้าจอมอนิเตอร์สะท้อนในดวงตาคมที่นิ่งเกินกว่าจะอ่านความรู้สึกได้ เขาหยิบหูฟังแพทย์ขึ้นมา จังหวะหัวใจของมินตรายังติดอยู่ในความทรงจำ สม่ำเสมอ เปราะบาง และน่ารังเกียจตรงที่มันยังเต้นอยู่ หัวใจดวงนั้นควรเป็นของเจติญา อรัณย์หลับตาลง ภาพหญิงสาวอีกคนปรากฏขึ้นในความทรงจำ รอยยิ้มซีดเซียวบนเตียงผู้ป่วย มือเย็นที่เคยจับมือเขาไว้แน่น และคำสัญญาเรื่องชีวิตหลังการผ่าตัดที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำลายความเงียบ หน้าจอปรากฏชื่อเจนิสรา น้องสาวของเจติญา อรัณย์มองชื่อนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดรับสาย
“ว่าไง เจนนิส”
“แม่ให้เจโทรมาถามค่ะ ปีนี้พี่อรัณย์จะไปร่วมงานครบรอบวันจากไปของพี่เจนไหมคะ”
แววตาของเขามืดลง“ไปสิ” เขาตอบเรียบ ๆ “พี่ไม่เคยไม่ไป”
ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบา “ค่ะ งั้นเจอกันวันงานนะคะ”
“อืม” เขาวางสาย
ห้องตรวจกลับมาเงียบอีกครั้ง แต่อากาศรอบตัวเขาเหมือนหนักกว่าเดิม อรัณย์มองแฟ้มของมินตรา ปลายนิ้วแตะลงบนวันที่ผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ สิบสองปี เธอมีชีวิตอยู่มาสิบสองปี ด้วยสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกพรากไปจากคนรักของเขา
“ใช้หัวใจดวงนั้นให้คุ้มเถอะ มินตรา” เสียงของเขาเบามาก แต่เย็นจัด “เพราะผมจะทำให้คุณรู้เองว่า บางครั้งการมีชีวิตอยู่ก็เจ็บกว่าการตาย”
เขาปิดแฟ้มลงช้า ๆ สีหน้าของเขากลับไปสงบนิ่งเหมือนเดิม ราวกับเมื่อครู่ไม่มีไฟแค้นใดลุกอยู่ใต้เสื้อกาวน์สีขาวเลย
หลายวันต่อมา มินตราได้ออกจากบ้านอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะนัดตรวจ ไม่ใช่เพราะคำสั่งของพ่อ และไม่ใช่เพราะตารางสุขภาพที่ใครจัดไว้ให้ แต่เพราะเด็กชายวัยเจ็ดขวบคนหนึ่งส่งข้อความมาหาเธอผ่านเพจว่า “พี่มิ้นต์ครับ ถ้าผ่าตัดแล้ว ผมจะกินขนมปังของพี่ได้ไหม”
น้องกราฟเป็นแฟนคลับอายุน้อยที่สุดของเพจ หัวใจตัวดีกับพี่มินตรา เด็กชายกำลังรอคิวผ่าตัดหัวใจ และมินตรามักแวะมาเยี่ยมเขาที่บ้านในหมู่บ้านจัดสรรไม่ไกลจากบ้านของเธอ โดยมีนงลักษณ์ติดตามมาด้วยทุกครั้ง วันนี้มินตราแต่งตัวเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน กางเกงยีนส์ขายาว ผมรวบหลวม ๆ แทบไม่แต่งหน้า ในมือมีกล่องขนมปังโฮลวีตสูตรน้ำผึ้งที่เธอทำเอง ทันทีที่ประตูรั้วเปิด เด็กชายตัวเล็กก็วิ่งออกมา
“พี่มิ้นต์!” เขาวิ่งได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดหอบ มือเล็กกุมหน้าอกไว้ แต่ใบหน้าซีด ๆ ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
มินตรารีบก้าวเข้าไปหา ย่อตัวลงตรงหน้าเขา “ช้า ๆ สิครับคนเก่ง เดี๋ยวหัวใจประท้วงนะ”
น้องกราฟยิ้มกว้าง “กราฟดีใจนี่ครับ พี่มิ้นต์มาจริง ๆ ด้วย”
