บทที่ 5 5.เกมล่าท้าทัวใจ
มินตรายิ้มตอบ ความกังวลที่ติดค้างจากโรงพยาบาลค่อย ๆ จางลงเมื่อเห็นแววตาของเด็กชาย “พี่สัญญาแล้วก็ต้องมาสิ วันนี้มีขนมปังที่กราฟกินได้ด้วยนะ ไม่หวานมาก หมอไม่ดุแน่นอน”
“ถ้าหมอดุ กราฟจะบอกว่าพี่มิ้นต์ทำให้”
“อ้าว แบบนี้พี่ก็โดนดุแทนสิ”
เด็กชายหัวเราะเสียงใส มินตรามองเขาแล้วรู้สึกเจ็บแปลบในอกอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่อาการเจ็บทางกาย แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยที่เธอไม่เคยอยากคุ้น เด็กที่ต้องระวังทุกลมหายใจ เด็กที่ทุกคนรอบตัวรักมากจนแทบไม่กล้าปล่อยให้ใช้ชีวิต เธอเคยเป็นแบบนั้นและบางที…เธอก็ยังเป็นอยู่
นงลักษณ์เดินตามเข้ามาพร้อมถุงของฝาก “คุณมิ้นต์คะ อย่ายืนนานนะคะ เข้าไปข้างในก่อนดีกว่า”
มินตราพยักหน้า แล้วจับมือน้องกราฟเบา ๆ “ไปครับ เดี๋ยวพี่เล่านิทานเรื่องขนมปังหัวใจให้ฟัง”
“มีเจ้าหญิงไหมครับ”
“มีสิ”
“มีหมอหล่อไหมครับ”
มินตราชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง ใบหน้าของอรัณย์ผุดขึ้นมาในความคิดโดยไม่ทันตั้งตัว เธอรีบยิ้มกลบเกลื่อน “มีแต่หมอดุ”
น้องกราฟทำหน้าตื่น “ดุกว่าหมอของกราฟไหมครับ”
มินตรานึกถึงสายตาเย็น ๆ ในห้องตรวจหมายเลขเก้า แล้วตอบเบา ๆ “อาจจะดุกว่านิดหนึ่ง”
เธอจูงเด็กชายเดินเข้าไปในบ้าน โดยไม่รู้เลยว่าห่างออกไปไม่ไกลรถคันหนึ่งเพิ่งจอดนิ่งอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มในชุดลำลองสีเข้มนั่งอยู่หลังพวงมาลัย อรัณย์มองผ่านกระจกไปยังร่างบางของมินตราที่กำลังประคองเด็กชายเข้าไปในบ้าน แววตาของเขานิ่งสนิท แต่ปลายนิ้วที่วางบนพวงมาลัยกลับกดแน่นขึ้นเล็กน้อย
บรรยากาศในบ้านของน้องกราฟเต็มไปด้วยเสียงคุยเล่น เด็กชายลากมินตราไปดูสมุดสะสมการ์ตูน รูปวาด และหุ่นยนต์ตัวโปรดที่เขาภูมิใจนำเสนอทีละชิ้น มินตรานั่งอยู่บนพรมห้องรับแขก ฟังเขาพูดเจื้อยแจ้วอย่างไม่เร่งรัด นาน ๆ ครั้งก็ถามแทรกให้เด็กชายยิ้มกว้างกว่าเดิม
“อันนี้กราฟวาดพี่มิ้นต์ครับ” เด็กชายยื่นกระดาษให้เธอ ในรูปมีผู้หญิงผมยาวถือถาดขนมปัง ยืนข้างหัวใจดวงใหญ่ที่ติดปีก
มินตรายิ้มอ่อน “ทำไมพี่มีปีกด้วยครับ”
“เพราะพี่มิ้นต์เป็นนางฟ้าขนมปัง”
“งั้นพี่ต้องอบขนมบนก้อนเมฆไหม”
น้องกราฟหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะนั้นขาดหายไปกลางคันทำให้มินตราเงยหน้าขึ้นทันที เธอมองเด็กชายที่กำลังยกมือกุมหน้าอก ใบหน้าซีดลงอย่างรวดเร็ว ร่างเล็กโอนเอนไปด้านข้างด้วยความตกใจ
“กราฟ!” มินตราพุ่งเข้าไปรับเขาไว้ทันก่อนศีรษะจะกระแทกพื้น มือของเธอสั่นจนแทบประคองเด็กชายไม่อยู่ “กราฟครับ ได้ยินพี่ไหม”
เด็กชายกะพริบตาถี่ หายใจแรงและสั้น มือเล็กกำเสื้อบริเวณหน้าอกแน่น ภาพตรงหน้ากระชากความทรงจำเก่าของมินตรากลับมาอย่างรุนแรง เสียงเครื่องวัดชีพจร กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ แสงขาวในห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างซ้อนทับกันจนหัวใจของเธอเริ่มเต้นผิดจังหวะ
“พี่นงคะ โทรเรียกรถพยาบาลเร็วค่ะ!” เสียงของเธอสั่น “แม่กราฟคะ ช่วย...”
“หลีกไป ผมดูแลเอง”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังทำให้มินตราหันขวับไปมองเห็นอรัณย์ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้อยู่ในเสื้อกาวน์เหมือนที่โรงพยาบาล แต่สวมเสื้อออกกำลังกายสีเข้ม เหงื่อซึมตามไรผมเล็กน้อย ท่าทางเหมือนเพิ่งวิ่งผ่านมา
“คุณหมอ…”
“ถอยออกมานิดหนึ่ง มินตรา” น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่เด็ดขาดพอให้ทุกคนทำตาม
มินตราขยับถอยอย่างงุนงง อรัณย์ทรุดตัวลงข้างเด็กชายทันที เขาตรวจชีพจร ดูการหายใจ และประคองศีรษะของกราฟให้อยู่ในท่าที่ปลอดภัย ทุกการเคลื่อนไหวรวดเร็ว แม่นยำ ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
“กราฟ มองหมอครับ หายใจช้า ๆ”
เด็กชายพยายามทำตาม น้ำตาคลอด้วยความตกใจขณะที่อรัณย์หันไปสั่งแม่ของเด็ก “ขอหมอนใบเล็กครับ แล้วเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท อย่าให้คนมุงใกล้เกินไป”
นงลักษณ์รีบประคองมินตราให้ถอยออกมาอีกนิด “คุณมิ้นต์คะ หายใจช้า ๆ ค่ะ”
แต่มินตรายังจ้องอรัณย์ เธอเคยเห็นเขาเย็นชา เคยเห็นเขามองเธอเหมือนมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ในใจ แต่ตอนนี้ผู้ชายคนนั้นกำลังประคองเด็กชายตัวเล็กด้วยมือที่มั่นคงและระวังอย่างยิ่ง ไม่อ่อนหวาน ไม่ปลอบเกินจำเป็นแต่ปลอดภัย นั่นต่างหากที่ทำให้เธอสั่นคลอน ไม่กี่นาทีต่อมา อาการของน้องกราฟเริ่มดีขึ้น เด็กชายหายใจได้สม่ำเสมอขึ้น แม้ยังซีดและตกใจอยู่
อรัณย์ผ่อนลมหายใจเบา ๆ “ความดันตกจากความตื่นเต้นและใช้แรงมากไปครับ แต่ยังต้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจซ้ำให้แน่ใจ”
แม่ของเด็กชายพยักหน้าทั้งน้ำตา “ค่ะคุณหมอ ขอบคุณมากค่ะ”
อรัณย์ไม่ได้รับคำขอบคุณยาว เขาเพียงพยักหน้า แล้วหันกลับมามองมินตรา สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ใบหน้าซีดเผือดของเธอ “คุณโอเคไหม”
มินตราพยักหน้าเร็วเกินไป “ค่ะ ฉันแค่ตกใจ”
“คุณไม่ได้แค่ตกใจ” เขาลุกขึ้น เดินเข้ามาใกล้ แต่ครั้งนี้หยุดในระยะที่ไม่ทำให้เธอต้องถอย “หายใจเข้าลึก ๆ”
มินตราเม้มปาก “ฉันไม่เป็นไรค่ะ”
“มือคุณสั่น”
เธอก้มมองมือตัวเอง ถึงเพิ่งรู้ว่าปลายนิ้วเย็นและสั่นจริง อรัณย์ยื่นมือออกมา แต่หยุดไว้กลางอากาศก่อนแตะเธอ
“ผมขอตรวจชีพจรได้ไหม” เขาจำได้ว่าเธอไม่ชอบถูกแตะตัวโดยไม่บอกก่อน
