บทที่ 6 6.ซาตานจำแลง
คำขออนุญาตนั้นทำให้มินตราชะงัก เรื่องเล็ก ๆ นั้นทำให้ความระแวงในใจเธอลดลงอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ได้ค่ะ”
อรัณย์จับข้อมือเธอเบา ๆ ปลายนิ้วของเขาวางลงบนชีพจรอย่างแม่นยำ สัมผัสนั้นสั้น สุภาพ และเป็นงานเป็นการ แต่หัวใจของมินตรากลับเต้นแรงขึ้นจนเธอนึกโกรธตัวเอง เขามองนาฬิกา จับจังหวะเงียบ ๆ
“เร็วไปนิด แต่ยังไม่อันตราย”
“ฉันบอกแล้วว่าไม่เป็นไร”
“คนที่ไม่เป็นไรไม่ต้องพยายามพูดให้เหมือนตัวเองไม่เป็นไรขนาดนั้น”
มินตราเงยหน้ามองเขา ประโยคนั้นไม่ได้อ่อนโยน แต่กลับตรงเกินไปจนเธอเถียงไม่ออก อรัณย์ปล่อยข้อมือเธอ แล้วถอยออกไปหนึ่งก้าว
“นั่งพักก่อน อย่าเพิ่งเดินไปไหน”
“คุณหมอสั่งคนไข้ทุกคนแบบนี้เหรอคะ”
“เฉพาะคนไข้ที่หน้าซีดแล้วยังดื้อจะยืน”
มินตราเผลอหลุดยิ้มจาง ๆ ทั้งที่ยังใจสั่น
อรัณย์เห็นรอยยิ้มนั้น แต่สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยน เขาหันไปหยิบแก้วน้ำจากนงลักษณ์ แล้วยื่นให้เธอ“จิบช้า ๆ”
มินตรารับแก้วน้ำมา “คุณหมอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”
“บ้านผมอยู่ซอยถัดไป ผมออกมาวิ่ง”
คำตอบเรียบง่ายเกินกว่าจะจับผิดได้ แต่บางอย่างในใจมินตรายังไม่ยอมเชื่อทั้งหมด “บังเอิญจังนะคะ”
อรัณย์มองเธอนิ่ง “ใช่ครับ บังเอิญ” คำตอบนั้นสุภาพ แต่ดวงตาของเขาไม่ยอมอธิบายอะไรเพิ่ม
มินตราก้มลงมองแก้วน้ำในมือ ความรู้สึกสองอย่างปะทะกันเงียบ ๆ เธอยังไม่ไว้ใจเขา แต่เมื่อครู่ ถ้าไม่มีเขา เธอคงทำอะไรไม่ถูกและความจริงข้อนั้นทำให้กำแพงในใจเธอร้าวลงนิดหนึ่ง
อรัณย์หันกลับไปดูอาการน้องกราฟอีกครั้ง ก่อนพูดกับแม่เด็ก “ผมจะรอจนรถพยาบาลมา ระหว่างนี้อย่าให้เขาลุกเดิน” จากนั้นเขาหันมามองมินตรา “ส่วนคุณ นั่งอยู่ตรงนี้”
มินตราขมวดคิ้ว “คุณหมอคะ ฉันไม่ใช่เด็ก”
“ผมรู้”
“แล้วทำไมชอบสั่งเหมือนฉันเป็นเด็ก”
อรัณย์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ “เพราะเวลาคุณกลัว คุณลืมดูแลตัวเอง”
คำพูดนั้นทำให้มินตราเงียบลงทันที เขาไม่ได้พูดหวาน ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้ปลอบ แต่กลับพูดเหมือนเห็นสิ่งที่เธอพยายามซ่อนไว้มาตลอด มินตราหลุบตาลงช้า ๆ มือที่ถือแก้วน้ำกระชับแน่นขึ้น และเป็นครั้งแรกที่ความน่ากลัวของอรัณย์ไม่ได้ทำให้เธออยากหนีอย่างเดียว มันทำให้เธออยากรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้ชายคนนี้มองเห็นอะไรในตัวเธอกันแน่
“หมดเรื่องแล้ว ผมคงต้องขอตัวและผมคิดว่าคุณก็ควรจะกลับไปพักผ่อนให้มาก” อรัณย์เอ่ยทิ้งท้าย น้ำเสียงยังราบเรียบเหมือนเดิม แต่สายตากลับหยุดอยู่บนใบหน้าซีดของมินตรานานกว่าที่ควร “หัวใจคุณไม่ได้แข็งแรงไปกว่าน้องกราฟนักหรอก ดูแลมันให้ดี…จนกว่าเราจะพบกันอีกในนัดครั้งหน้า”
เขาพูดจบก็หันไปพยักหน้าน้อย ๆ รับไหว้เจ้าของบ้านที่ยกมือไหว้เขาเป็นการขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือก่อนหันหลังเดินออกไป ไม่รอให้เธอตอบ ไม่เปิดโอกาสให้ถาม เหลือเพียงแผ่นหลังกว้างในเสื้อสีเข้มที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
มินตรายืนนิ่ง มองตามเขาด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ความอึดอัดที่เคยมีไม่ได้หายไปเสียทีเดียว แต่มันถูกเจือด้วยความสงสัยบางอย่าง หมออรัณย์คนที่มองเธอเหมือนซ่อนคำตัดสินไว้ในใจ กับผู้ชายคนเดียวกันที่ประคองเด็กชายตัวเล็กอย่างมั่นคงและอ่อนโยนเมื่อครู่…ตัวตนไหนคือความจริงกันแน่ เธอวางมือลงบนอกซ้ายเบา ๆ หัวใจดวงที่ยืมมาเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะอาการป่วย แต่เพราะผู้ชายคนนั้นเริ่มทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในความคิดของเธอ
ระหว่างทางกลับบ้าน ห้องโดยสารเงียบกว่าทุกครั้ง มินตรานั่งมองถนนด้านนอก กระจกสะท้อ ใบหน้าของเธอกลับมา ซีด อ่อนล้า และสับสนกว่าที่อยากยอมรับ
“คุณมิ้นต์คะ ดื่มน้ำหน่อยไหมคะ หน้ายังซีดอยู่เลย” นงลักษณ์ยื่นขวดน้ำให้ด้วยสีหน้าเป็นห่วง
มินตรารับมาจิบเพียงเล็กน้อย “มิ้นต์ไม่เป็นไรค่ะ แค่ตกใจเรื่องน้องกราฟ”
“ตกใจเรื่องน้องกราฟ หรือเรื่องคุณหมออรัณย์โผล่มาพอดีกันแน่คะ”
มินตราหันไปมองพี่เลี้ยงทันที “พี่นง”
นงลักษณ์ยิ้มบาง ๆ “พี่แค่พูดตามที่เห็นค่ะ คุณหมอดุนะคะ แต่ตอนช่วยน้องกราฟ เขาดูเป็นหมอที่พึ่งได้มากจริง ๆ”
มินตราเงียบไป ภาพอรัณย์คุกเข่าข้างร่างเล็กของน้องกราฟยังชัดอยู่ในหัว มือของเขานิ่ง น้ำเสียงมั่นคง ทุกคำสั่งทำให้คนรอบตัวตั้งสติได้ “เขาอาจไม่ได้อ่อนโยนหรอกค่ะ” เธอพูดช้า ๆ “เขาแค่เป็นหมอที่เก่งมาก เก่งจนรู้ว่าต้องทำอะไรในทุกสถานการณ์”
“แล้วนั่นไม่ดีเหรอคะ”
มินตราหลุบตามองมือตัวเอง “ดีค่ะ” เธอตอบเบา ๆ “แต่มันทำให้มิ้นต์ยิ่งไม่เข้าใจเขา”
นงลักษณ์มองเธออย่างรอคำอธิบาย
“บางทีเขามองมิ้นเหมือนมิ้นเป็นคนผิด แต่บางทีเขาก็พูดเหมือนเข้าใจมิ้นมากกว่าคนที่รู้จักกันมานาน” มินตราถอนหายใจ “มิ้นไม่รู้ว่าควรกลัวเขา หรือควรขอบคุณเขาดี”
“ถ้าไม่แน่ใจ ก็อย่าเพิ่งไว้ใจค่ะ” นงลักษณ์บีบมือเธอเบา ๆ “แต่ก็ไม่ต้องปิดใจจนไม่เห็นด้านดีของเขา”
มินตราหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง คำพูดนั้นฟังง่าย แต่ทำยากเหลือเกิน เพราะอรัณย์ไม่ใช่คนที่มีแค่ด้านดีหรือด้านร้าย เขาเหมือนห้องตรวจเย็น ๆ ที่มีแสงสว่างมากเกินไป สะอาด น่าเชื่อถือ แต่ก็ทำให้คนอยู่ข้างในรู้สึกเหมือนถูกเปิดโปงจนหมด และที่น่ากลัวที่สุดคือ เธอเริ่มอยากรู้ว่าเขาซ่อนอะไรไว้หลังดวงตาคู่นั้น
