บทที่ 7 7.หัวใจไม่ปล่อยวาง
เช้าวันต่อมา อากาศเหนือสุสานเงียบเย็น
อรัณย์ยืนอยู่หน้าป้ายหินอ่อนสีขาวที่สลักชื่อ เจติญาไว้อย่างประณีต เขาสวมเชิ้ตสีดำ เรียบกริบตั้งแต่ปกเสื้อถึงปลายแขน ในมือมีช่อดอกลิลีสีขาว ดอกไม้ที่เธอเคยบอกว่าชอบ เพราะมันดูสะอาดและไม่พยายามเรียกร้องสายตาใคร เขาวางช่อดอกไม้ลงหน้าป้ายอย่างระมัดระวัง
“พี่มาแล้ว เจน”
เสียงของเขาเบากว่าทุกครั้ง ไม่มีความเย็นชา ไม่มีคำสั่ง ไม่มีเกราะของศัลยแพทย์หัวใจมือหนึ่ง เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่ยังยืนอยู่ตรงที่เดิม แม้เวลาจะผ่านไปสิบสองปี ลมพัดผ่านยอดไม้เหนือศีรษะ กลีบดอกลิลีขยับไหวเล็กน้อย อรัณย์มองชื่อบนป้ายหินนิ่งนาน
“เมื่อวานพี่ได้ยินเสียงหัวใจดวงนั้นอีกครั้ง” ปลายนิ้วของเขากำแน่นขึ้น “มันยังเต้นอยู่” เขาหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงนั้นไม่มีความสุขแม้แต่น้อย “น่าแปลกไหม เจน คนที่ไม่ควรได้มีชีวิต กลับยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าพี่เหมือนไม่เคยรู้เลยว่ามีใครต้องตายแทน”
แววตาของเขาเข้มขึ้น ความเจ็บปวดที่ถูกกดไว้ใต้ความนิ่งเริ่มร้าวออกมา ภาพมินตราตอนประคองน้องกราฟผุดขึ้นมาในความคิดโดยไม่ทันตั้งใจ ใบหน้าซีด มือสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัว อรัณย์ขบกราม
เขาไม่ชอบที่จำภาพนั้นได้ ไม่ชอบที่เธอดูเหมือนคนที่เจ็บเป็น ไม่ชอบที่เธอไม่ได้เหมือนปีศาจในเรื่องเล่าที่เขาสร้างไว้ตลอดสิบสองปี
“พี่จะไม่ใจอ่อน” เขาพูดกับป้ายหิน เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “พี่จะทำให้เธอรักพี่ ให้เธอไว้ใจพี่ แล้ววันหนึ่งเธอจะรู้ว่าหัวใจที่เธอได้มา…มันเคยมีเจ้าของ”
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหลัง “พี่อรัณย์”
เขาไม่ต้องหันไปก็รู้ว่าเป็นใคร เจนิสรา น้องสาวของเจติญา เดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้เล็ก ๆ ใบหน้าของเธอดูอ่อนล้าเหมือนคนที่ร้องไห้มาแล้วก่อนถึงที่นี่
“แม่รออยู่ทางโน้นค่ะ”
อรัณย์พยักหน้า แต่สายตายังไม่ละจากชื่อบนป้ายหิน
เจนิสรามองเขาเงียบ ๆ ก่อนถามเสียงเบา “เจได้ยินว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนไข้ในความดูแลของพี่หมอแล้วเหรอคะ”
อรัณย์ปรายตามองเจนิสราเพียงเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเรียบ “ใช่ เธอเป็นคนไข้ของอาจารย์เกริกเกียรติ พี่รับมาดูแลแทน”
เจนิสราเม้มปาก สีหน้าของเธอแข็งขึ้นทันที “แล้วพี่หมอไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอคะ ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นคือคนที่ขโมยหัวใจดวงนั้นไปจากพี่เจน”
แววตาของอรัณย์เย็นลง “รู้สึกสิ” เขาหันกลับไปมองป้ายชื่อของเจติญา “ทุกครั้งที่เห็นเธอหายใจ พี่ก็ยิ่งจำได้ว่าเจนไม่ได้มีโอกาสนั้น”
เจนิสรานิ่งไปขณะที่อรัณย์ยิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นไม่มีความอบอุ่น “เธอใช้ชีวิตสุขสบาย ทำขนม แจกกำลังใจให้คนอื่น เล่นบทคนใจดี ทั้งที่หัวใจในอกเธอควรเป็นของเจน”
“พี่หมอ…”
“พี่จะดูแลหัวใจดวงนั้นให้ดี” เขาพูดช้า ๆ “จนกว่าจะถึงวันที่พี่กระชากความสุขทั้งหมดคืนจากเธอ”
เจนิสราหน้าซีดลง “พี่ตั้งใจจะแก้แค้นจริง ๆ เหรอคะ”
อรัณย์ไม่ตอบ ความเงียบของเขาชัดเจนกว่าคำยืนยันใด ๆ สายลมพัดผ่านแนวสุสาน ดอกลิลีสีขาวหน้าป้ายหินไหวเบา ๆ อรัณย์ยังยืนนิ่ง ดวงตาจับอยู่ที่รูปถ่ายของเจติญา ราวกับกำลังให้คำมั่นกับคนที่ไม่มีวันตอบกลับ
“ฉันว่านายควรหยุดได้แล้วนะ อรัณย์”
เสียงทุ้มหนักที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้เจนิสรารีบหันไปทันที “พี่เจฟ”
จักรกฤษก้าวเข้ามาหยุดข้างน้องสาว เขาอยู่ในชุดลำลองเรียบง่าย แต่บุคลิกสุขุมและแผ่นหลังที่ตั้งตรงทำให้เขาดูหนักแน่นอย่างคนที่ผ่านวินัยมาทั้งชีวิต ด้านหลังเขา พ่อกับแม่ของเจติญายืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าของทั้งคู่สงบลงตามกาลเวลา แต่แววตายังมีร่องรอยของความสูญเสียที่ไม่เคยหายไปจริง ๆ จักรกฤษมองอรัณย์นิ่ง
“การโทษคนอื่นไม่ได้ทำให้เจนกลับมา”
เจนิสรารีบแย้ง “แต่พี่หมอแค่อยากทวงความยุติธรรมให้พี่เจนนะคะ”
“เจนตายไปสิบสองปีแล้ว เจ” จักรกฤษพูดเสียงต่ำ “คนตายไม่เจ็บแล้ว คนที่ยังเจ็บคือพวกเรา”
เจนิสราเงียบลงในขณะที่อรัณย์กำหมัดแน่นข้างลำตัว
“พูดง่ายดีนะ” เขาเอ่ยเย็น ๆ “ถ้าเป็นลิขิตสวรรค์จริง สวรรค์ก็คงเข้าข้างคนมีเงินมากไปหน่อย ถึงปล่อยให้พวกเขาแทรกแซงคิวผ่าตัด แล้วเอาหัวใจของเจนไปให้ลูกสาวตัวเอง”
จักรกฤษถอนหายใจ เขาไม่ได้โต้กลับทันที แต่เดินเข้าไปใกล้อรัณย์ แล้ววางมือลงบนไหล่เขาอย่างหนักแน่น “ฉันไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยุติธรรม” เขามองสบตากับอรัณย์ที่ยืนนิ่ง “แต่ความแค้นไม่ใช่ความยุติธรรม อรัณย์ มันแค่ทำให้นายมีเหตุผลสวย ๆ ในการทำร้ายคนอื่น”
คำพูดนั้นทำให้อรัณย์หันมามองเขา สายตาของทั้งคู่ปะทะกันเงียบ ๆ จักรกฤษพูดต่อ “นายเป็นหมอ นายรู้ดีกว่าใครว่าชีวิตคนมันเปราะบางแค่ไหน อย่าใช้มือที่ควรช่วยชีวิต ไปทำลายใครเพราะอดีตที่แก้ไม่ได้”
อรัณย์หัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขัน “นายคิดว่าฉันยังเหลืออะไรให้ทำลายอีกเหรอ”
