บทที่ 8 8.เธอมาดีหรือเธอมาร้าย
“เหลือ” จักรกฤษตอบทันที “จรรยาบรรณของนาย ตัวตนของนาย แล้วก็ชีวิตของผู้หญิงคนนั้น”
ชื่อของมินตราไม่ได้ถูกเอ่ยออกมา แต่ทุกคนรู้ว่าเขาหมายถึงใคร อรัณย์เบือนหน้ากลับไปทางป้ายหลุมศพ “เธอมีชีวิตอยู่เพราะสิ่งที่เจนควรได้”
“หรือเธออาจเป็นแค่คนไข้คนหนึ่งที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือกอะไรเลยก็ได้”
ประโยคนั้นทำให้อรัณย์เงียบไป ภาพมินตราหน้าซีด มือสั่นตอนน้องกราฟวูบ แวบเข้ามาในหัวอย่างน่ารำคาญ เขากดภาพนั้นทิ้งทันที “นายไม่รู้เรื่องทั้งหมด”
“ใช่” จักรกฤษยอมรับ “ฉันไม่รู้ทั้งหมด แต่ฉันรู้จักนายมากพอจะเห็นว่านายกำลังปล่อยให้ความแค้นลากนายไปไกลเกินกว่าจะกลับตัวง่าย ๆ”
เจนิสราก้มหน้าลง มือกำช่อดอกไม้แน่น พ่อของเจติญาขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงเหนื่อยล้า “อรัณย์ ลุงขอบใจที่ไม่เคยลืมเจน แต่ถ้าการจำเจนไว้ทำให้ชีวิตเธอต้องเหลือแค่ความแค้น…เจนคงเสียใจ”
อรัณย์หลุบตาลง เพียงวูบเดียวเท่านั้น ก่อนที่เขาจะดึงสีหน้ากลับมาเรียบสนิท “ผมขอตัวก่อนนะครับ” เขาก้มศีรษะให้ผู้ใหญ่ แล้วเดินผ่านทุกคนออกไป
เจนิสราขยับจะตาม แต่จักรกฤษจับข้อมือเธอไว้เบา ๆ “ปล่อยเขาไปก่อน”
“แต่พี่เจฟ...”
“ถ้าเขายังอยากจมอยู่กับไฟ เราดึงเขาออกมาด้วยมือเปล่าไม่ได้หรอก”
เจนิสราหันกลับไปมองแผ่นหลังของอรัณย์ที่เดินห่างออกไป ในขณะที่อรัณย์ก้าวไปตามทางเดินหินอย่างมั่นคง แต่ในหัวกลับมีเสียงของจักรกฤษดังซ้ำ ‘หรือเธออาจเป็นแค่คนไข้คนหนึ่งที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือกอะไรเลยก็ได้’ เขาหยุดเดินชั่วขณะ ใบหน้าของมินตราผุดขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาที่สั่นแต่ไม่ยอมหลบ เสียงที่พูดว่า ‘คุณมองฉันเหมือนฉันทำผิดอะไรบางอย่าง’ อรัณย์ขบกรามแน่น
“อย่ามาทำให้ฉันไขว้เขว” เขาพูดกับความคิดของตัวเองเสียงต่ำ แล้วเดินต่อไปโดยไม่หันกลับ แต่ครั้งนี้ ไฟแค้นในอกเขาไม่ได้ลุกอย่างมั่นคงเหมือนเดิม มันยังร้อนแรงเพียงแต่เริ่มมีรอยร้าวเล็ก ๆ แทรกอยู่ข้างใน
หลังแยกจากครอบครัวของเจติญาที่สุสาน อรัณย์ไม่ได้กลับบ้านทันที เขาเลือกมาวิ่งที่สวนสาธารณะ ใกล้โรงพยาบาล แม้เวลาจะเกือบสามทุ่มแล้วก็ตาม ฝีเท้าของเขากระทบพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลมหายใจถูกควบคุมอย่างมีวินัย เหงื่อซึมตามไรผมและแผ่นหลัง แต่ความเหนื่อยทางร่างกายยังไม่พอจะกลบคำพูดเตือนของจักรกฤษที่ดังซ้ำอยู่ในหัว อรัณย์เร่งฝีเท้าขึ้น ภาพเจติญาหน้าป้ายหินอ่อนซ้อนทับกับภาพมินตราที่บ้านน้องกราฟ ใบหน้าซีด มือสั่น แต่ยังพยายามยืนให้ไหว เขาไม่ชอบภาพนั้น ไม่ชอบที่มันทำให้ความโกรธของเขาเสียจังหวะ อรัณย์หยุดวิ่งข้างม้านั่งตัวหนึ่ง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดตารางการรักษาของมินตรา อีกไม่กี่ชั่วโมงจะถึงเวลายากดภูมิก่อนนอนของเธอ ปลายนิ้วเขาหยุดอยู่บนเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของคนไข้สาว เขารู้ว่าควรให้พยาบาลโทร รู้ว่าการติดต่อคนไข้ในเวลานี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำโดยไม่มีเหตุจำเป็น แต่เขาก็กดโทรออก
ในเวลาเดียวกัน มินตรานั่งอยู่ปลายเตียง แก้วน้ำและยากดภูมิที่นงลักษณ์เตรียมไว้ให้วางอยู่บนโต๊ะข้างตัว บ้านทั้งหลังเงียบสนิท ความเงียบนั้นทำให้ภาพน้องกราฟตอนหมดแรงทรุดลงบนพื้นย้อนกลับมาในหัวซ้ำ ๆ เธอกำลังจะหยิบยาเข้าปาก โทรศัพท์ก็สั่นขึ้น เบอร์ไม่คุ้นทำให้มินตราขมวดคิ้ว ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกดรับ
“สวัสดีค่ะ มินตราพูดค่ะ”
“กินยาก่อนนอนหรือยังครับ”
เสียงทุ้มเรียบทำให้เธอชะงัก “คุณหมออรัณย์?”
“ครับ”
“คุณหมอได้เบอร์ฉันมาจากไหนคะ”
“จากประวัติคนไข้”
คำตอบสั้นเกินไปจนเธอเม้มปาก “นี่ดึกแล้วนะคะ ปกติถ้ามีเรื่องจากโรงพยาบาลจะติดต่อผ่านพยาบาลหรือเลขาของอาจารย์เกริกเกียรติ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง “ผมทราบครับ”
“แล้วทำไมคุณหมอถึงโทรมาเอง”
“เพราะวันนี้คุณเห็นเด็กหัวใจวูบต่อหน้า และคุณเป็นคนไข้ปลูกถ่ายหัวใจที่มีประวัติใจสั่นง่าย ผมไม่อยากให้ความเครียดทำให้คุณลืมยา หรือนอนไม่หลับจนกระทบอาการ”
เหตุผลของเขาฟังถูกต้องทุกอย่าง ถูกต้องจนมินตราไม่รู้จะโต้แย้งตรงไหน “ฉันกำลังจะกินค่ะ”
“ดีครับ” น้ำเสียงเขาไม่ได้อ่อนโยน แต่ก็ไม่ได้เย็นชาเหมือนตอนแรกที่เจอกัน “แล้วคืนนี้ถ้าหายใจไม่สะดวก เจ็บหน้าอก หรือใจสั่นผิดปกติ ให้โทรเข้าโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอให้เช้า”
มินตรานิ่งไปเล็กน้อย “คุณหมอโทรมาแค่นี้เหรอคะ”
“แค่นี้ครับ”
“ฟังดูเหมือนคำสั่งมากกว่าความเป็นห่วง”
“ถ้าคำสั่งทำให้คุณกินยาตรงเวลา ผมก็ไม่ติดปัญหา”
มินตราหลุดถอนหายใจเบา ๆ “คุณหมอเป็นแบบนี้กับคนไข้ทุกคนหรือเปล่าคะ”
“แบบไหนครับ”
“เหมือนรู้ทุกอย่าง ควบคุมทุกอย่าง แล้วก็ไม่สนใจว่าคนอื่นจะอึดอัดหรือเปล่า”
ปลายสายเงียบลง คราวนี้นานกว่าก่อนหน้า อรัณย์ยืนอยู่ใต้ไฟสลัวของสวนสาธารณะ เหงื่อยังไหลลงมาตามขมับ แต่แววตากลับนิ่งสนิท “ผมสนใจผลลัพธ์ครับ”
“แล้วความรู้สึกของคนไข้ล่ะคะ”
คำถามนั้นทำให้เขาเงียบไปอีกครั้ง ภาพมินตราในห้องตรวจผุดขึ้นมา ‘คุณมองฉันเหมือนฉันทำผิดอะไรบางอย่าง’ อรัณย์ขบกรามเบา ๆ “ถ้าผมทำให้คุณอึดอัด ผมจะระวังวิธีพูดให้มากขึ้น”
