บทที่ 6 ตอนที่ 2 เวลากับความรัก (3)
“สองอาทิตย์เท่านั้นเองจ้ะ”
“สองอาทิตย์!!” สี่หนุ่มอุทานพร้อมกันด้วยความตกใจ ไม่เว้นแม้แต่คนนิ่งอย่างพีรทัต ชายหนุ่มดูจะอึ้งกว่าใครเพื่อน เขามองบุพการีทั้งสองเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เปลี่ยนใจ จึงหันไปคว้าแฟ้มงานมาเปิดอ่านเสียเลย
“คุณพ่อกับคุณแม่จะไวไฟไปไหน”
“ไวไฟแต่ก็อยู่กันจนแก่จนเฒ่า ดีกว่าไวไฟแบบแกน่ะตาณัฐ เห็นผู้หญิงถูกใจไม่ได้ ลากขึ้นเตียงท่าเดียว ใช้ไม่ได้”
“คุณแม่ก็ว่าผมจัง ไอ้คนที่อยู่ในครัวก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ เสน่ห์แรงทั้งหญิงแท้หญิงเทียม ก็บอกมันให้หาสะใภ้ให้แม่บ้างสิครับ จะได้เลิกยุ่งกับผมเสียที”
“พอกันทั้งพี่ทั้งน้อง ไม่เอาไม่คุยกับพวกหวงความโสดอย่างพวกแกแล้ว คุยกับตาเวธน์ดีกว่า แล้วนี่จะแต่งกันเมื่อไหร่ล่ะ”
“กุมภาปีหน้าครับ”
“อุ๊ย! หมั้นกันข้ามปีเลยหรือนี่ ป้าว่ามันนานไปไหม” คนแก่ใจร้อนออกความเห็น
“ผมก็อยากแต่งเร็วๆ เหมือนกันนะครับ แต่พ่อแม่ของอ้อนเขาบอกว่าฤกษ์นั้นดีที่สุดน่ะครับ ผมก็เลยตามใจท่าน เดี๋ยวท่านเปลี่ยนใจไม่ยกลูกสาวให้...ซวยเลย”
แม้ทางพ่อแม่ของแฟนสาวจะอ้างอย่างนั้น เขาก็พอรู้หรอกว่าพวกท่านก็เห็นไม่ต่างจากพีรทัตที่บอกว่าคบกันเดือนเดียวแล้วจะแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันดูจะเร็วเกินไป แต่พวกท่านจะห้ามก็คงกระไรอยู่จึงยืดเวลาโดยใช้วิธีนี้
“ว่างๆ ก็พาว่าที่เจ้าสาวมาพบลุงกับป้าหน่อยสิ ไม่มีลูกสะใภ้เป็นของตัวเองก็ขอชื่นชมลูกสะใภ้ของคนอื่นแก้ขัดไปก่อนแล้วกัน” ไม่วายหันไปมองค้อนลูกชายทั้งสาม
“แน่นอนอยู่แล้วครับ และที่สำคัญ ผมขอจองตัวลูกชายบ้านนี้ทุกคนไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวด้วยนะครับ”
“ป้าอนุญาตจ้ะ เผื่อจะมีสักคนเจอเนื้อคู่” คุณฟ้าเอ่ยปากก่อนที่ลูกชายคนโตจะเงยหน้าขึ้นมาแย้งอย่างรู้ทัน และเมื่อเป็นอย่างนั้น คนที่มีปัญหาจึงหุบปากและนั่งทำงานฆ่าเวลาระหว่างรอรับประทานมื้อค่ำต่อไป
“แล้วเรื่องจัดงานเตรียมงานก็ปรึกษาตาขวัญแล้วกันนะจ๊ะ ป้ารับรองว่าไม่ผิดหวัง”
“เพราะเหตุนี้แหละครับผมถึงแวะไปหามันที่ร้าน ว่าแต่ร้านไอ้ขวัญมันใหญ่โตหรูหรามากเลยนะครับ ไม่คิดว่าจะรุ่งขนาดนี้ เห็นมันเคยบอกว่าเป็นร้านเล็กๆ พอไปเห็นแล้วต้องบอกว่าทึ่งจริงๆ” เวธน์พูดอย่างชื่นชมและทึ่งในความสามารถของเพื่อนรักจากใจจริง เขาคิดว่าไม่มีใครเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าของฟ้าลิขิตเวดดิงสตูดิโอเท่าเพื่อนของเขาคนนี้อีกแล้ว
“ป้าเองก็คาดไม่ถึง ทุกวันนี้ก็ภูมิใจมากที่ตาขวัญดูแลเอาใจใส่ร้านที่ป้ารักอย่างดี จนรุ่งเรืองใหญ่โตขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่เสียอยู่อย่างเดียวคือทุ่มเทกับงานกับร้านมากไปหน่อยจนจะขึ้นคานกันทั้งบ้านแล้ว ตระกูลศักดินนท์จะมีลูกหลานไว้สืบสกุลหรือเปล่าก็ไม่รู้ พูดเรื่องนี้แล้วกลุ้ม”
สิ้นเสียงบ่นของคนเป็นแม่ สามหนุ่มก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะบทสนทนาเหมือนจะวนอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหนไกล ต้องมีใครสักคนที่ดึงมารดาไปเรื่องอื่น และคนคนนั้นก็มาได้จังหวะพอดี
“อาหารเสร็จแล้ว เชิญทุกคนที่โต๊ะได้เลยครับ” สรัลซึ่งยังคงไม่ถอดผ้ากันเปื้อนประจำตัวเดินออกมาบอกทุกคนด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องครัวอีกครั้ง เพื่อช่วยแม่ครัวตั้งโต๊ะอาหารอย่างที่เคยทำประจำถ้าเขาเข้าครัวเอง
“รอดแล้วพวกเรา” พีรณัฐบอกน้องชายกับพี่ชายเบาๆ
แม้จะเป็นการขัดเวลาสั้นๆ แต่นั่นก็เป็นสัญญาณที่ดีที่จะยุติมารดาไม่ให้คุยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของบรรดาลูกชาย จากห้องนั่งเล่นจนถึงห้องรับประทานอาหารแม้จะไม่ไกล แต่เชื่อเถอะว่ามารดาจะไม่คุยเรื่องที่ค้างไว้แน่นอน ลูกๆ ทุกคนรู้ดี
