บทที่ 1 ตอนที่ 1 ผู้หญิงที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นลูกสะใภ้

ตอนที่ 1

ผู้หญิงที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นลูกสะใภ้

เสียงฝนกระหน่ำลงบนกระจกบานสูงของโรงพยาบาลเอกชนกลางเมืองราวกับฟ้าทั้งผืนกำลังร้องไห้แทนใครบางคน แสงไฟสีขาวนวลทอดยาวไปตามทางเดินเงียบสงัดของชั้นผู้ป่วยพิเศษ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นอับชื้นของค่ำคืนฝนพรำ ทำให้บรรยากาศยามใกล้เที่ยงคืนยิ่งเงียบเหงากว่าปกติ

มินตรา เร่งฝีเท้าไปตามทางเดินด้วยหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอเพิ่งวางโทรศัพท์จากหัวหน้าผู้ประสานงานดูแลผู้ป่วยพิเศษไม่ถึงยี่สิบนาที หลังได้รับแจ้งว่ามีคนไข้วีไอพีอาการกำเริบหลังผ่าตัดเล็ก ต้องการคนเฝ้าเฉพาะกิจที่ใจเย็น พูดจานุ่มนวล และสามารถดูแลผู้ป่วยสูงวัยที่มีอาการตื่นกลัวได้เป็นพิเศษ

เธอไม่ใช่พยาบาล ไม่ใช่หมอ และไม่มีตำแหน่งใดในโรงพยาบาลแห่งนี้ นอกจากคำเรียบง่ายว่า             คนดูแลผู้ป่วยพิเศษ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเพียงงานรับจ้างเฝ้าไข้ ทว่าในสายตาของมินตรา งานนี้ไม่ใช่แค่การนั่งอยู่ข้างเตียงเพื่อรอเวลาเปลี่ยนกะ มันคือ            การอยู่เป็นเพื่อนคนที่กำลังเปราะบางที่สุดในชีวิต อยู่กับความกลัว อยู่กับความเจ็บ และบางครั้งก็อยู่กับลมหายใจสุดท้ายของใครบางคน

หญิงสาวยกมือกดกระเป๋าผ้าสะพายข้างแนบอก ในนั้นมีสมุดบันทึกเล่มเล็ก ปากกาด้ามโปรด และผ้าพันคอผืนบางที่เธอมักพกติดตัวไว้เสมอ ยามต้องเฝ้าคนไข้กลางคืน บางคนหลับยาก บางคนกลัวความมืด บางคนเพียงต้องการใครสักคนอ่านหนังสือให้ฟังจนกว่าจะผ่านคืนยาวนานไปได้

คืนนี้ก็อาจเป็นคืนเช่นนั้น“คุณมินตราใช่ไหมคะ” พยาบาลเวรคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหา สีหน้ามีความกังวลชัดเจนแม้พยายามเก็บอาการไว้ภายใต้ความเป็นมืออาชีพ

“ใช่ค่ะ คนไข้อยู่ห้องไหนคะ” มินตราถามด้วยน้ำเสียงสุภาพพลางพยายามปรับลมหายใจให้มั่นคง แม้เสื้อเชิ้ตสีครีมของเธอจะเปียกชื้นจากละอองฝนบริเวณหัวไหล่ก็ตาม

“ห้องพิเศษด้านในสุดค่ะ ท่านเพิ่งมีภาวะตื่นตกใจ ความดันแกว่งนิดหน่อย หมอเวรเข้ามาดูแล้ว ตอนนี้อาการทางกายยังควบคุมได้ แต่ทางใจไม่ค่อยดีเลยค่ะ ท่านเอาแต่เรียกลูกชาย แล้วก็ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้” พยาบาลอธิบายยาวกว่าปกติ เพราะรู้ดีว่าคนไข้รายนี้ไม่ใช่คนไข้ธรรมดา

“ท่านชื่ออะไรคะ มินจะได้เรียกถูก” มินตราถามต่ออย่างใจเย็น ขณะเดินตามพยาบาลไปตามทางเดินที่มีไฟสว่างแต่ไร้ผู้คน

“คุณหญิงภาวินีค่ะ” พยาบาลตอบเบาลงเล็กน้อย คล้ายเกรงว่าแม้แต่ชื่อคนไข้ก็ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

มินตราชะงักเพียงเสี้ยววินาที ชื่อนั้นดูคุ้นหูอย่างประหลาด บางทีเธออาจเคยเห็นตามข่าวสังคมหรือป้ายบริจาคของโรงพยาบาล แต่เธอไม่ปล่อยให้ความสงสัยดึงความสนใจออกจากหน้าที่ตรงหน้า

เมื่อประตูห้องพิเศษถูกเปิดออก เสียงสะอื้นแหบพร่าของหญิงสูงวัยก็ดังลอดออกมาทันที

“ปรินทร์... ปรินทร์อยู่ไหน... อย่าทิ้งแม่ไว้คนเดียว... แม่ไม่อยากอยู่คนเดียว...” เสียงนั้นสั่นเครือจนคนฟังเจ็บตาม แม้ไม่รู้จักกันมาก่อน

มินตราก้าวเข้าไปในห้องอย่างช้า ๆ ไม่รีบร้อน ไม่ส่งเสียงดัง และไม่ทำท่าตื่นตกใจ แม้ภาพตรงหน้าจะบีบหัวใจไม่น้อย หญิงสูงวัยร่างผอมบางนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ใบหน้าซีดเซียวมีร่องรอยความงามสง่าในวัยสาวหลงเหลืออยู่ ดวงตาคู่เศร้าจับจ้องไปยังประตูเหมือนกำลังรอใครบางคนที่ไม่เคยมาถึง ข้อมือมีสายน้ำเกลือ บริเวณอกติดแผ่นวัดสัญญาณชีพ เสียงเครื่องมอนิเตอร์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าอัตราการเต้นของหัวใจบนหน้าจอกลับเร็วผิดปกติ

“คุณหญิงคะ มินตรานะคะ มินขอนั่งเป็นเพื่อนตรงนี้ได้ไหมคะ” มินตราเอ่ยอย่างอ่อนโยน พลางหยุดยืนห่างจากเตียงในระยะที่ไม่ทำให้คนไข้รู้สึกถูกคุกคาม

คุณหญิงภาวินีหันมามองเธอ แววตาขุ่นมัวด้วยน้ำตาและความตื่นกลัว ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริกเหมือนพยายามจำว่าใบหน้าหวานตรงหน้าเป็นใคร

“ลูก... ลูกเป็นใคร... ปรินทร์ส่งลูกมาใช่ไหม” หญิงสูงวัยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคง มือเหี่ยวย่นพยายามยื่นออกมาหาใครสักคน แต่ยกได้เพียงครึ่งทางก็ร่วงลงบนผ้าห่ม

มินตรารีบเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ยังไม่แตะต้องโดยพลการ เธอย่อตัวลงข้างเตียงให้ระดับสายตาใกล้กับคนไข้มากที่สุด

“มินเป็นคนที่จะมานั่งเป็นเพื่อนคุณหญิงคืนนี้ค่ะ คุณหญิงไม่ต้องกลัวนะคะ ตอนนี้คุณหญิงอยู่ที่โรงพยาบาล มีหมอ มีพยาบาล และมีมินอยู่ตรงนี้ด้วยค่ะ” เธอพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงนุ่มจนพยาบาลที่ยืนอยู่ด้านหลังยังรู้สึกผ่อนคลายตาม

“ไม่... ไม่เอาหมอ... ไม่เอาใครทั้งนั้น... แม่จะหาปรินทร์... ปรินทร์โกรธแม่ใช่ไหม เขาถึงไม่มา... เขาไม่รักแม่แล้วใช่ไหมลูก” คุณหญิงภาวินีเริ่มหอบ น้ำตาไหลจากหางตา ความดันบนจอขยับสูงขึ้นอีกเล็กน้อยจนพยาบาลก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความกังวล

มินตราเห็นตัวเลขบนจอแล้วรู้ทันทีว่าหากปล่อยให้คนไข้ตื่นตระหนกต่อไป อาการอาจแย่ลง เธอจึงค่อย ๆ วางมือตัวเองลงใกล้มือของหญิงสูงวัย ก่อนถามเสียงเบา

“มินจับมือคุณหญิงได้ไหมคะ มินจะอยู่ตรงนี้ ไม่ปล่อยให้คุณหญิงอยู่คนเดียวค่ะ” เธอถามด้วยความเคารพ ไม่ใช่คำสั่ง และรอคำตอบราวกับกำลังรออนุญาตจากคนสำคัญ

คุณหญิงภาวินีมองมือเรียวเล็กนั้นอยู่นาน ก่อนจะค่อย ๆ ขยับนิ้วมาแตะปลายนิ้วของมินตราเอง สัมผัสนั้นเย็นเฉียบและสั่นน้อย ๆ จนมินตราใจหาย เธอจึงประคองไว้ด้วยสองมืออย่างระมัดระวัง

“มือคุณหญิงเย็นจังเลยค่ะ เดี๋ยวมินช่วยห่มผ้าให้อีกชั้นนะคะ คืนนี้ฝนตกหนัก อากาศเย็นกว่าทุกคืน แต่ไม่เป็นไรนะคะ อีกไม่นานฝนก็จะซาแล้วค่ะ” มินตราพูดพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ให้คนไข้ด้วยท่าทางอ่อนโยน

“ลูกสะใภ้...” คุณหญิงภาวินีกระซิบออกมาพร้อมน้ำตา แววตาที่สับสนเมื่อครู่กลับมีประกายบางอย่างคล้ายความหวัง “ในที่สุดปรินทร์ก็พาลูกมาหาแม่จริง ๆ ใช่ไหม แม่คิดว่าเขาโกหกแม่เสียอีก เขาบอกแม่หรือเปล่าว่าเขารักลูกมากแค่ไหน”

หัวใจของมินตรากระตุกวูบ เธอเงยหน้ามองพยาบาลอย่างตกใจ อีกฝ่ายมีสีหน้าลำบากใจชัดเจนและส่ายหน้าเบา ๆ ราวกับไม่รู้จะแก้สถานการณ์อย่างไร

“คุณหญิงคะ มินคิดว่าคุณหญิงอาจจะเข้าใจผิดนะคะ มินไม่ใช่...” มินตราพยายามปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มที่สุด เพราะไม่อยากทำให้คนป่วยสะเทือนใจ

“ไม่ผิด... แม่จำได้... ปรินทร์บอกว่าจะพาลูกสะใภ้มาหาแม่... แม่รอทุกวัน... รอจนกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้า...” คุณหญิงภาวินีเริ่มหายใจถี่อีกครั้ง นิ้วที่จับมือมินตราเกร็งแน่นขึ้นอย่างน่าสงสาร “ลูกอย่าไปนะ อย่าทิ้งแม่ไว้เหมือนปรินทร์... ทุกคนมีงาน มีชีวิต มีคนต้องรักษา แต่ไม่มีใครมีเวลาให้แม่เลย”

ประโยคนั้นเหมือนมีดเล่มเล็กกรีดลงกลางอกมินตรา เธอรู้ดีว่าเธอไม่ควรรับสมอ้าง ไม่ควรปล่อยให้คนไข้เข้าใจผิด แต่เสียงเครื่องมอนิเตอร์ที่เริ่มถี่ขึ้นทำให้เธอไม่มีเวลาคิดมากนัก ชีวิตและความสงบของคนไข้ตรงหน้าสำคัญกว่าความถูกต้องสมบูรณ์แบบในวินาทีนั้น

“มินไม่ไปไหนค่ะ คุณหญิงพักก่อนนะคะ มินจะอยู่ตรงนี้จนกว่าคุณหญิงจะหลับ” มินตราตัดสินใจพูดเพียงเท่านั้น ไม่ยอมรับเต็มปากว่าเป็นลูกสะใภ้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธจนคนไข้ตื่นตกใจ

สีหน้าคุณหญิงภาวินีค่อย ๆ คลายลง ราวกับคำสัญญาสั้น ๆ นั้นเป็นยาที่ทำให้หัวใจอ่อนล้าได้พัก เธอจับมือมินตราแน่นขึ้นแล้วหลับตาลงช้า ๆ

“ลูกชื่ออะไรนะ แม่จำไม่ค่อยได้ ช่วงนี้แม่ลืมง่ายเหลือเกิน แม่กลัวว่าสักวันจะลืมหน้าปรินทร์ด้วย” คนป่วยถามเสียงแผ่ว

“มินตราค่ะ เรียกมินก็ได้ค่ะ” มินตราตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสาร

“มิน... ชื่อเพราะจัง เหมาะกับคนใจดีอย่างลูก” คุณหญิงภาวินีพึมพำ ดวงตาที่ปิดอยู่มีน้ำตาซึมออกมาอีกครั้ง “ปรินทร์เป็นคนดื้อ เป็นคนใจแข็ง แต่ลูกอย่าเพิ่งเกลียดเขานะ เขาเคยเป็นเด็กอ่อนโยนมาก เพียงแต่ชีวิตทำให้เขาต้องแข็งกระด้าง แม่เลี้ยงเขาไม่ดีพอหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาถึงไม่ค่อยยิ้มให้ใครแล้ว”

มินตรามองใบหน้าซีดเซียวของหญิงสูงวัยด้วยหัวใจอ่อนยวบ เธอไม่รู้ว่าปรินทร์คือใคร แต่จากน้ำเสียงของคนเป็นแม่ เธอสัมผัสได้ว่าชื่อนั้นคือทั้งความรัก ความหวัง และความเจ็บปวดทั้งหมดในชีวิตของผู้หญิงคนนี้

“คนที่ยิ้มยากไม่ได้แปลว่าไม่มีหัวใจนะคะ บางทีเขาอาจแค่ลืมวิธีแสดงออกว่ารักใครสักคนก็ได้ค่ะ” มินตราพูดออกไปอย่างไม่รู้ตัว เพราะในชีวิตของเธอเองก็เคยพบคนที่แสดงความรักไม่เก่งมาก่อน

“ลูกพูดเหมือนรู้จักเขาดีเลย” คุณหญิงภาวินีลืมตาขึ้นมามองเธอด้วยรอยยิ้มอ่อนแรง

มินตราชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มให้คนไข้ด้วยความระมัดระวัง

“มินไม่ได้รู้จักคุณปรินทร์หรอกค่ะ แต่มินเคยดูแลคนไข้หลายคน บางคนบอกรักลูกไม่เป็น บางคนดุลูกทั้งที่ใจเป็นห่วง บางคนร้องไห้ทุกคืนเพราะคิดถึงครอบครัว แต่พอครอบครัวมาเยี่ยมกลับทำหน้านิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไร มินเลยคิดว่า บางทีหัวใจคนเราอาจมีวิธีซ่อนความรักไม่เหมือนกันค่ะ” เธออธิบายยาวขึ้น เพื่อให้คนไข้ค่อย ๆ จดจ่อกับเสียงของเธอแทนความกลัวในใจ

คุณหญิงภาวินีนิ่งฟังอย่างตั้งใจ ลมหายใจที่เคยถี่เริ่มช้าลง เครื่องมอนิเตอร์กลับมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอกว่าเดิม พยาบาลที่ยืนสังเกตการณ์อยู่            เงียบ ๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“เล่านิทานให้แม่ฟังหน่อยได้ไหม ตอนปรินทร์ยังเล็ก แม่เคยเล่านิทานให้เขาฟังทุกคืน แต่พอโตขึ้น เขาก็บอกว่านิทานไม่มีประโยชน์กับชีวิตจริง” คุณหญิงภาวินีเอ่ยด้วยรอยยิ้มเศร้าจาง ๆ

มินตราหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกจากกระเป๋า เธอเปิดหน้ากระดาษที่มีเรื่องเล่าสั้น ๆ ซึ่งเธอแต่งไว้สำหรับคนไข้สูงวัยโดยเฉพาะ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่นิทานเด็กหวานเลี่ยน แต่เป็นเรื่องเล่าที่มีความหมายต่อคนที่ผ่านชีวิตมายาวนาน

“ได้ค่ะ มินจะเล่าเรื่องดอกไม้ที่รอแสงอาทิตย์นะคะ” เธอบอกเสียงอ่อนโยน แล้วเริ่มอ่านด้วยจังหวะช้า ๆ

น้ำเสียงของมินตราไหลไปในห้องเงียบ ๆ เหมือนลำธารเล็กในคืนฝนพรำ เธอเล่าเรื่องดอกไม้ดอกหนึ่งที่เคยคิดว่าตัวเองถูกลืม เพราะแสงอาทิตย์ไม่เคยส่องถึงมุมสวนที่มันอยู่ แต่แท้จริงแล้ว แสงอาทิตย์ไม่ได้ลืม เพียงแต่เมฆฝนบดบังไว้นานเกินไป ดอกไม้จึงต้องอดทนรอจนถึงวันที่ฟ้าเปิด

ขณะฟัง คุณหญิงภาวินีหลับตาลงช้า ๆ รอยย่นบนหน้าผากคลายออกทีละน้อย มือที่จับมือมินตราอยู่ยังไม่ยอมปล่อย แต่แรงบีบอ่อนลงจนคล้ายเพียงต้องการยึดเหนี่ยวกับความอบอุ่นเล็ก ๆ เท่านั้น

มินตราอ่านต่อจนจบ แล้วนั่งเงียบอยู่อีกพักใหญ่เพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้หลับสนิท ทว่าในขณะที่เธอกำลังจะค่อย ๆ ดึงมือตัวเองออก ประตูห้องพักก็ถูกผลักเปิดอย่างแรง

ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มก้าวเข้ามาพร้อมกลิ่นฝนและความเย็นจากภายนอก ใบหน้าหล่อจัดเคร่งขรึมจนเกือบดุ ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มมองตรงมายังเตียงคนไข้ ก่อนหยุดที่มือของมินตราซึ่งยังถูกคุณหญิงภาวินีจับไว้แน่น วินาทีนั้น บรรยากาศในห้องเหมือนลดต่ำลงอย่างน่าประหลาด

“คุณเป็นใคร” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้น ไม่ดังมาก แต่เย็นจัดจนมินตรารู้สึกเหมือนถูกน้ำแข็งแตะหลังคอ

มินตรารีบลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง แต่เพราะคุณหญิงภาวินียังจับมือเธออยู่ เธอจึงไม่อาจถอยห่างได้ทันที

“มินตราค่ะ เป็นคนดูแลผู้ป่วยพิเศษที่ถูกเรียกมา tonight... เอ่อ คืนนี้ค่ะ” เธอรีบแก้คำพูดเพราะความตกใจ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ

ดวงตาของชายตรงหน้าไม่อ่อนลงเลยแม้แต่นิด เขาก้าวเข้ามาใกล้เตียงช้า ๆ ทุกก้าวเต็มไปด้วยอำนาจและความไม่ไว้วางใจ

“ใครอนุญาตให้คุณจับมือแม่ผม” เขาถามเสียงเรียบ แต่คำว่าแม่ผมทำให้มินตราเข้าใจทันทีว่าชายคนนี้คือปรินทร์ คนที่คุณหญิงภาวินีเรียกหาทั้งคืน

“คุณหญิงมีอาการตื่นตกใจค่ะ มินขออนุญาตท่านก่อนแล้ว และท่านก็จับมือมินไว้เอง มินไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินนะคะ” มินตราอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุด แม้จะรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกตัดสินโดยยังไม่ได้มีโอกาสชี้แจง

“แม่ผมมีภาวะความทรงจำสับสนเป็นช่วง ๆ ท่านอาจพูดหรือเข้าใจอะไรผิดได้ง่าย คนที่ทำงานกับผู้ป่วยควรรู้ว่าไม่ควรเล่นตามอาการหลงผิดของคนไข้” ปรินทร์พูดอย่างเฉียบคม สายตาเขากวาดมองสมุดบันทึกบนตักเธอ ก่อนกลับมาจ้องหน้าเธออีกครั้ง

“มินไม่ได้เล่นตามค่ะ มินแค่พยายามทำให้คุณหญิงสงบ เพราะเมื่อครู่อัตราการเต้นของหัวใจและความดันแกว่งมาก ถ้ามินปฏิเสธแรง ๆ ท่านอาจตกใจมากกว่าเดิม” มินตราพยายามอธิบายยาวขึ้น เพราะไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด

ปรินทร์แค่นหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในนั้นเลย

“คุณคิดว่าตัวเองเข้าใจอาการของแม่ผมดีกว่าทีมแพทย์อย่างนั้นหรือ” เขาถามพลางยืนกอดอก สีหน้าเย็นชาเหมือนหมอกที่จับตัวหนาในคืนฝน

มินตราหน้าเสียเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมให้เสียงตัวเองสั่น

“มินไม่ได้คิดแบบนั้นค่ะ คุณหมอ มินรู้ว่ามินไม่ใช่แพทย์ และไม่มีความรู้มากพอจะรักษาใคร แต่มินรู้ว่าคนไข้กำลังกลัว และบางครั้งคนกลัวก็ต้องการใครสักคนจับมือไว้เท่านั้นเองค่ะ” เธอตอบออกไป ตรง ๆ ด้วยความจริงใจคำตอบนั้นทำให้ปรินทร์นิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที แต่ความแข็งกระด้างในแววตาไม่ได้ลดลง ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งคมขึ้นคล้ายเขาไม่ชอบถูกผู้หญิงตรงหน้าทำให้รู้สึกอะไรบางอย่าง

“คำพูดแบบนี้ใช้ได้ผลกับคนไข้สูงวัยหลายคนสินะ ความอ่อนโยน เสียงนุ่ม ๆ นิทานสั้น ๆ แล้วก็การจับมือให้เหมือนเป็นคนในครอบครัว” เขาพูด            ช้า ๆ แต่ทุกคำเหมือนตั้งใจทิ่มแทง “บางคนอาจใช้ความสงสารเป็นบันไดไต่ขึ้นมาในชีวิตได้เก่งกว่าที่คิด”

มินตรารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าโดยไม่มีมือ เธอได้ยินเสียงพยาบาลที่ยืนอยู่มุมห้องสูดลมหายใจอย่างตกใจ แต่ไม่มีใครกล้าแทรกบทสนทนาของคุณหมอ ปรินทร์ ศัลยแพทย์หัวใจชื่อดังของโรงพยาบาล

“คุณหมอกำลังกล่าวหามินแรงเกินไปนะคะ” มินตราพูดเสียงเบาลง แต่ดวงตาหวานที่เคยอ่อนโยนเริ่มมีประกายเจ็บปวด “มินมาที่นี่เพราะได้รับแจ้งให้มาดูแลคนไข้ ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าคุณหญิงเป็นคุณแม่ของคุณหมอ และไม่เคยคิดใช้ความสงสารของใครเป็นบันไดอะไรทั้งนั้นค่ะ”

“คนที่คิดจะทำ มักพูดแบบนี้ทุกคน” ปรินทร์ตอบทันทีโดยไม่เว้นช่องให้เธอหายใจ

มินตรากำมือข้างที่ว่างแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เธออยากเดินออกไปจากห้องนี้ทันที อยากบอกเขาว่าความใจร้ายของเขาไม่สมควรได้รับความสุภาพจากเธอแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อก้มลงมองมือเย็น ๆ ของคุณหญิงภาวินีที่ยังจับเธออยู่ เธอก็จำต้องกลืนความเจ็บลงไป

“ถ้าคุณหมอไม่สบายใจ มินจะออกไปค่ะ แต่ขอให้คุณหญิงหลับสนิทกว่านี้อีกสักครู่ได้ไหมคะ ถ้ามินดึงมือออกตอนนี้ ท่านอาจตื่นขึ้นมาอีก” มินตราพูดด้วยความอดทน เธอไม่เถียงเพื่อตัวเองอีก แต่ยังคำนึงถึงคนไข้ตรงหน้าเป็นอันดับแรก

ปรินทร์มองมือนั้นอีกครั้ง สายตาของเขามีประกายบางอย่างที่อ่านยาก อาจเป็นความไม่พอใจ อาจเป็นความหึงหวงในฐานะลูกชาย หรืออาจเป็นความเจ็บที่เห็นแม่ยึดมือคนแปลกหน้าแน่นกว่าที่เคยยึดมือเขาในระยะหลัง

“ผมจะอยู่เอง คุณหมดหน้าที่แล้ว” เขาพูดตัดบท แล้วก้าวเข้ามาใกล้เตียง

มินตราจำใจค่อย ๆ แกะนิ้วคุณหญิงภาวินีออกจากมือของตนอย่างนุ่มนวลที่สุด แต่เพียงเธอขยับ คนป่วยก็สะดุ้งเล็กน้อยและพึมพำทั้งที่ยังไม่ลืมตา

“มิน... ลูกอย่าเพิ่งไป... อยู่กับแม่ก่อน...” เสียงนั้นแผ่วเบา แต่ชัดเจนพอให้ทั้งห้องได้ยิน

มินตราหยุดนิ่งทันที หัวใจเธอปวดหนึบ ส่วนปรินทร์ยืนนิ่งเหมือนถูกประโยคนั้นแทงเข้าตรงที่ลึกที่สุดในใจ

เขากลับบ้านดึกแทบทุกคืน ผ่าตัด ช่วยชีวิตคนไข้ ประชุม วางแผนงาน และบอกตัวเองเสมอว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อแม่ แต่ในคืนที่แม่หวาดกลัวที่สุด คนที่แม่เรียกหาและจับมือไว้กลับเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้

“คุณหญิงคะ มินอยู่ตรงนี้ค่ะ มินไม่ได้ไปไหนนะคะ คุณหญิงนอนพักก่อน เดี๋ยวคุณหมอปรินทร์จะอยู่เป็นเพื่อนคุณหญิงเองค่ะ” มินตราก้มลงพูดใกล้ ๆ คนไข้ด้วยน้ำเสียงปลอบโยน

“ปรินทร์...” คุณหญิงภาวินีพึมพำชื่อนั้นเบา ๆ น้ำตาซึมออกจากหางตาทั้งที่ยังหลับ “ลูกชายแม่... อย่าใจร้ายกับตัวเองนักเลย...” ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบงันขึ้นกว่าเดิม มินตราเผลอเงยหน้ามองชายตรงหน้า เห็นเพียงกรามแกร่งที่ขบแน่นและแววตาเย็นชาที่เหมือนพยายามกักอะไรบางอย่างไว้ภายใน แต่เพียงครู่เดียว ปรินทร์ก็กลับมาเป็นผู้ชายคนเดิมที่เธอเพิ่งรู้จัก ผู้ชายที่ใช้ความเย็นชาเป็นเสื้อเกราะหนาแน่น

“ออกไปได้แล้ว” เขาพูดโดยไม่มองหน้าเธอ

มินตราชะงักกับน้ำเสียงนั้น แต่สุดท้ายก็พยักหน้า          ช้า ๆ เธอวางมือคุณหญิงภาวินีลงบนผ้าห่มอย่างทะนุถนอม ก่อนหยิบสมุดบันทึกและกระเป๋าขึ้นมา

“ถ้าคุณหญิงตื่นแล้วตกใจ ให้เปิดไฟหัวเตียงไว้ครึ่งหนึ่งนะคะ ท่านกลัวความมืด และถ้าท่านหายใจถี่ ให้พูดช้า ๆ อย่าขัดทันทีเวลาท่านเรียกหาใคร เพราะยิ่งปฏิเสธแรง ท่านยิ่งตื่นกลัวค่ะ” มินตราบอกด้วยความเป็นห่วง แม้รู้ว่าเขาอาจไม่อยากฟัง

ปรินทร์หันมามองเธออย่างเย็นชา“ผมเป็นหมอ ผมรู้วิธีดูแลแม่ตัวเอง” เขาตอบเสียงเรียบ

มินตราเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนก้มศีรษะอย่างสุภาพอีกครั้ง

“ค่ะ มินขอโทษที่พูดมากเกินไป” เธอกล่าวเสียงเบา แล้วเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองอีก

ทันทีที่ประตูปิดลง ความเข้มแข็งซึ่งเธอฝืนประคองไว้ต่อหน้าคนอื่นก็สั่นคลอน มินตรายืนพิงผนังทางเดิน สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อกักน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอถูกดูถูกมาหลายครั้งในชีวิต ถูกมองว่าเป็นผู้หญิงจน ๆ ที่ต้องรับจ้างดูแลคนอื่น ถูกมองว่าไม่มีทางเลือก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ถ้อยคำไม่กี่ประโยคจะเจ็บเท่าคืนนี้ บางทีอาจเป็นเพราะเธอเพิ่งให้ความจริงใจกับคนไข้คนหนึ่งไปเต็มหัวใจ แล้วถูกลูกชายของคนไข้มองว่าความจริงใจนั้นเป็นเล่ห์เหลี่ยม

“คุณมินตราคะ” พยาบาลเวรเดินตามออกมาด้วยสีหน้าลำบากใจ “ดิฉันขอโทษแทนคุณหมอด้วยนะคะ ท่านอาจเครียดเรื่องคุณแม่มากไปหน่อย ปกติคุณหมอปรินทร์ก็... เอ่อ... เป็นคนพูดตรงค่ะ” มินตราฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่ยังเจ็บในอก

“ไม่เป็นไรค่ะ มินเข้าใจ คนในครอบครัวป่วยหนัก ใครก็คงเครียดได้ทั้งนั้น” เธอตอบอย่างใจเย็น เพราะไม่อยากให้พยาบาลต้องอึดอัดไปด้วย

“แต่เมื่อกี้คุณช่วยคุณหญิงไว้มากจริง ๆ นะคะ ก่อนคุณมา ท่านไม่ยอมให้ใครแตะตัวเลย ความดันขึ้นจนพวกเรากลัวมาก” พยาบาลพูดด้วยความจริงใจ

“แค่ท่านสงบลงก็ดีแล้วค่ะ” มินตราตอบสั้น ๆ พลางยกมือเช็ดหยดน้ำฝนที่ยังเกาะปลายผม ทั้งที่ความจริงมันอาจปนกับหยดน้ำตาที่เธอไม่อยากยอมรับ

เธอเดินลงลิฟต์ไปยังชั้นล่างของโรงพยาบาลด้วยหัวใจหนักอึ้ง กระจกในลิฟต์สะท้อนใบหน้าหวานซีดเซียวของตัวเอง ดวงตาของเธอมีร่องรอยความเหนื่อยล้าเกินวัยยี่สิบหกปี ชีวิตไม่ได้ใจดีกับเธอนัก ตั้งแต่พ่อแม่จากไป เธอต้องกลายเป็นเสาหลักให้ครอบครัว ดูแลน้องชายที่ป่วยเรื้อรัง รับงานทุกอย่างที่สุจริตเพื่อประคองชีวิตไว้ และคืนนี้ เธอก็เพิ่งถูกชายคนหนึ่งสรุปคุณค่าของเธอด้วยความระแวงในเวลาไม่ถึงสิบนาที

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทันทีที่เธอก้าวออกจากลิฟต์ มินตราหยิบขึ้นมาดู เห็นชื่อโรงพยาบาลอีกแห่งซึ่งเป็นสถานที่รักษาน้องชายปรากฏบนหน้าจอ หัวใจเธอกระตุกแรงกว่าตอนเผชิญหน้ากับปรินทร์เสียอีก

“สวัสดีค่ะ มินตราพูดค่ะ” เธอรับสายด้วยเสียงที่พยายามไม่สั่น

“คุณมินตราใช่ไหมคะ ทางโรงพยาบาลโทรมาแจ้งเรื่องค่ายาและค่ารักษาของคุณเมธาวินนะคะ แพทย์เจ้าของไข้ประเมินว่ารอบนี้จำเป็นต้องใช้ยาตัวใหม่ต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายส่วนต่างค่อนข้างสูง และต้องชำระงวดแรกภายในสามวันค่ะ” เสียงเจ้าหน้าที่ปลายสายแจ้งอย่างสุภาพ แต่ทุกคำเหมือนก้อนหินถ่วงลงกลางอก

มินตราหยุดเดินอยู่กลางโถงโรงพยาบาล แสงไฟสีขาวส่องลงมาบนใบหน้าที่ซีดลงทันตา

“ประมาณเท่าไรคะ” เธอถามเบามาก เบาจนแทบไม่ใช่เสียงของตัวเอง

เมื่อได้ยินตัวเลขจากปลายสาย โลกทั้งใบของมินตราเหมือนเงียบไปชั่วขณะ เสียงฝน เสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงคนเดินผ่าน ล้วนเลือนหาย เหลือเพียงตัวเลขที่สูงเกินกว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะหามาได้ในสามวัน

“ค่ะ... มินจะพยายามค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” เธอพูดอย่างสุภาพจนจบสาย ทั้งที่มือเย็นเฉียบและหัวใจสั่นไหวราวกับกำลังจะหลุดออกจากอก

หลังวางสาย มินตราเดินไปนั่งที่เก้าอี้มุมหนึ่งของโถงรับรอง เธอมองออกไปนอกกระจก เห็นสายฝนไหลเป็นทางยาวเหมือนม่านน้ำตาของฟ้า ความอ่อนแอที่เธอเก็บไว้ทั้งคืนเริ่มร้าวออกทีละน้อย

“วินต้องไม่เป็นอะไรนะ พี่จะหาเงินให้ได้ พี่สัญญา” เธอกระซิบกับตัวเอง พลางกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาว

ในเวลาเดียวกัน ชั้นผู้ป่วยพิเศษด้านบน ปรินทร์ วรเศรษฐ์ นั่งอยู่ข้างเตียงมารดา เขาเปลี่ยนจากสูทเปียกฝนมาเป็นเสื้อกาวน์สีขาวที่พยาบาลนำมาให้ ท่าทางของเขากลับสู่ความนิ่งสงบเหมือนทุกครั้งที่อยู่ในโรงพยาบาล ทว่าดวงตาคมยังคงจับจ้องมือของแม่ที่วางอยู่บนผ้าห่ม มือข้างนั้นเพิ่งจับมือผู้หญิงแปลกหน้าไว้แน่น แน่นกว่าที่เคยจับมือเขาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

“มิน...” คุณหญิงภาวินีพึมพำขึ้นอีกครั้งหลังจากหลับไปได้ไม่นาน

ปรินทร์เงยหน้าทันที“แม่ครับ ผมอยู่ตรงนี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าตอนคุยกับมินตรามาก

คุณหญิงภาวินีค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตายังพร่าเลือน ครั้นเห็นใบหน้าลูกชาย เธอก็ยิ้มทั้งน้ำตา

“ปรินทร์... ลูกพาเธอกลับมาหาแม่แล้วใช่ไหม ลูกสะใภ้ของแม่... หนูมินใจดีมาก แม่ชอบเธอ” คนเป็นแม่พูดอย่างอ่อนแรง แต่ทุกคำทำให้หัวใจของปรินทร์หนักอึ้ง

“เธอไม่ใช่ลูกสะใภ้ของแม่ครับ แม่เข้าใจผิด” เขาพยายามอธิบายอย่างใจเย็น แม้ในใจจะมีความหงุดหงิดพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง

สีหน้าคุณหญิงภาวินีเปลี่ยนไปทันที ความสุขเล็ก ๆ เมื่อครู่แตกสลายเหมือนแก้วบาง ๆ

“ไม่ใช่เหรอ... แล้วปรินทร์จะปล่อยให้แม่รอไปถึงเมื่อไร ลูกไม่อยากมีใครเลยใช่ไหม ลูกไม่อยากให้แม่เห็นว่าลูกมีคนรักก่อนแม่ตายใช่ไหม” เสียงของหญิงสูงวัยเริ่มสั่น อัตราการเต้นหัวใจบนจอขยับสูงขึ้นอีกครั้ง

“แม่ครับ อย่าพูดแบบนั้น” ปรินทร์รีบจับมือแม่ แต่คุณหญิงภาวินีกลับหันหน้าหนี น้ำตาไหล          เงียบ ๆ

“แม่ไม่ได้อยากบังคับลูก แม่แค่อยากเห็นลูกไม่โดดเดี่ยว แม่กลัวว่าถ้าวันหนึ่งแม่ไม่อยู่ ลูกจะเหลือแต่โรงพยาบาล เหลือแต่คนไข้ เหลือแต่มีดผ่าตัด แต่ไม่มีใครกอดลูกในวันที่ลูกเจ็บ” คุณหญิงภาวินีพูดยาวจนเหนื่อย หายใจสะดุดเป็นช่วง ๆ

ปรินทร์กดเรียกพยาบาลทันที สีหน้าที่เคยนิ่งเริ่มมีรอยกังวลชัดเจน เมื่อพยาบาลเข้ามาประเมินอาการ ทุกอย่างในห้องก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง

“คุณหมอคะ ความดันท่านขึ้นอีกแล้วค่ะ” พยาบาลรายงานอย่างระมัดระวัง

ปรินทร์ยืนตัวตรง มองตัวเลขบนจอด้วยแววตาแข็งเครียด ทว่าลึกลงไปมีความกลัวซ่อนอยู่ ความกลัวที่เขาไม่เคยยอมรับต่อหน้าใคร

“ให้ยาตามแผนเดิม แล้วตามหมอเวรหัวใจขึ้นมาดูอีกครั้ง” เขาสั่งเสียงเรียบ แต่นิ้วที่กำปลายเตียงกลับแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดขึ้น

คุณหญิงภาวินียังคงพร่ำเรียกชื่อมินตราเบา ๆ ระหว่างที่พยาบาลดูแลอาการ ปรินทร์ยืนฟังด้วยหัวใจที่ค่อย ๆ ถูกบีบรัดอย่างประหลาด เขาไม่ชอบผู้หญิงคนนั้น ไม่ชอบสายตาอ่อนโยนที่ทำให้แม่สงบได้ง่ายเกินไป ไม่ชอบน้ำเสียงนุ่มนวลที่เหมือนเข้าใจคนเจ็บป่วยมากกว่าเขา ทั้งที่เขาเป็นหมอ ไม่ชอบความรู้สึกพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นแม่เรียกหาผู้หญิงคนนั้นแทนที่จะเรียกหาเขา แต่ไม่ว่าเขาจะไม่ชอบมากแค่ไหน ความจริงตรงหน้าก็ปฏิเสธไม่ได้ มินตรา ทำให้แม่ของเขาสงบได้ และตอนนี้แม่ของเขากำลังทรุดเพราะเธอไม่อยู่

เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา อาการของคุณหญิงภาวินีจึงค่อย ๆ คงที่อีกครั้ง ปรินทร์เดินออกจากห้องด้วยใบหน้าเคร่งเครียด พยาบาลเวรรีบตามออกมารายงานข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมินตราอย่างละเอียด ทั้งเวลาที่ถูกเรียกมา วิธีที่เธอปลอบคนไข้ และข้อเท็จจริงที่ว่าเธอไม่ได้รู้มาก่อนว่าคุณหญิงเป็นแม่ของเขา

“ดิฉันคิดว่าคุณมินตราทำดีที่สุดแล้วค่ะคุณหมอ ถ้าเธอไม่ช่วยคุยให้ คุณหญิงอาจตื่นตกใจนานกว่านั้น” พยาบาลพูดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

ปรินทร์เงียบไปนาน ก่อนถามเสียงต่ำ

“เธอยังอยู่ในโรงพยาบาลไหม”

“น่าจะเพิ่งลงไปข้างล่างค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าออกไปหรือยัง” พยาบาลตอบ

ปรินทร์ไม่พูดอะไรต่อ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาผู้ช่วยส่วนตัวทันที

“หาข้อมูลผู้หญิงชื่อมินตรา สิริกานต์ คนที่รับงานดูแลผู้ป่วยพิเศษคืนนี้ให้ผม” เขาสั่งเสียงเรียบ

ปลายสายตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่ปรินทร์ยังไม่วางสายทันที เขาหันไปมองประตูห้องพักของแม่อีกครั้ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นลง

“ผมต้องการรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำงานกับใคร มีปัญหาอะไรอยู่ และทำไมแม่ผมถึงติดเธอมากขนาดนั้น”

เมื่อวางสาย ปรินทร์ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องของมารดา ภาพหญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีครีมเปียกฝน          นิด ๆ ดวงตาหวานที่เจ็บแต่ยังพยายามสุภาพย้อนกลับเข้ามาในความคิดโดยไม่ทันตั้งตัว

เขาควรลืมเธอไปเหมือนคนรับจ้างทั่วไป

แต่เสียงแม่ที่เรียกหา “มิน” ยังดังอยู่ในหู และความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

ใต้ตึกโรงพยาบาล มินตราเดินฝ่าสายฝนออกไปยังป้ายรถโดยสารหน้าอาคาร เธอไม่มีเงินมากพอจะเรียกรถกลับบ้านในคืนนี้ เพราะทุกบาทในกระเป๋าต้องเก็บไว้ให้น้องชาย เธอกอดกระเป๋าผ้าแนบอก ปล่อยให้ละอองฝนเปียกผมและใบหน้าโดยไม่สนใจ

คืนนี้เธอช่วยคนไข้คนหนึ่งไว้ แต่กลับถูกลูกชายของคนไข้มองว่าเป็นผู้หญิงฉวยโอกาส คืนนี้เธอได้รับรู้ว่าค่ารักษาน้องชายสูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึง คืนนี้โลกทั้งใบเหมือนกำลังบอกเธอว่า ความอ่อนโยนไม่เคยปกป้องใครจากความโหดร้ายของชีวิตได้จริง

ทว่ามินตรายังยืนอยู่ตรงนั้น ยังหายใจ ยังไม่ยอมทรุดลงไปกับพื้น เธอยกมือปาดน้ำฝนออกจากแก้ม สูดลมหายใจลึก แล้วบอกตัวเองว่าเธอต้องผ่านไปให้ได้เหมือนทุกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่า อีกไม่นาน ผู้ชายที่เพิ่งทำร้ายเธอด้วยถ้อยคำเย็นชาจะกลับเข้ามาในชีวิตเธออีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะหมอเจ้าของคนไข้

ไม่ใช่ในฐานะลูกชายของคุณหญิงภาวินี แต่ในฐานะผู้ชายที่จะยื่นข้อเสนออันโหดร้ายที่สุดให้เธอ ข้อเสนอที่จะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

บทถัดไป