บทที่ 3 ตอนที่ 3 คืนแรกในฐานะภรรยาที่ไม่มีสิทธิ์
ตอนที่ 3
คืนแรกในฐานะภรรยาที่ไม่มีสิทธิ์
คฤหาสน์วรเศรษฐ์ตั้งตระหง่านอยู่หลังรั้วเหล็กสีดำสูงใหญ่ ราวกับโลกอีกใบที่แยกขาดจากถนนเปียกชื้นและย่านชุมชนแออัดที่มินตราเคยคุ้น ต้นปีบสูงเรียงรายสองฝั่งทางเข้าทอดเงายาวลงบนพื้นหินขัดมัน แสงไฟสีเหลืองนวลจากเสาโคมหน้าบ้านส่องกระทบหยดน้ำฝนที่ยังเกาะตามใบไม้จนเป็นประกายระยิบระยับ ทว่าความงดงามนั้นกลับไม่ได้ทำให้หัวใจของหญิงสาวสงบลงเลยแม้แต่น้อย
รถยนต์สีดำคันหรูเคลื่อนผ่านประตูรั้วเข้าไปอย่างเงียบเชียบ มินตรานั่งอยู่เบาะหลัง กอดกระเป๋าผ้าใบเดิมแนบอกแน่น ข้างตัวมีเป้เสื้อผ้าใบเล็กและถุงใส่ของใช้จำเป็นไม่กี่อย่าง นั่นคือทั้งหมดที่เธอนำติดตัวมาจากชีวิตเดิม ชีวิตที่ถึงจะลำบากแต่ยังเป็นของเธอเอง
ต่อจากวันนี้ เธอต้องอยู่ที่นี่ในฐานะภรรยาของคุณหมอปรินทร์ วรเศรษฐ์ ภรรยาชั่วคราว คำนี้เย็นเยียบกว่าละอองฝนที่เกาะกระจกเสียอีก มินตราเผลอมองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกหน้าต่าง เห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดกระโปรงเรียบร้อย ใบหน้าหวานซีดเล็กน้อย ดวงตาอ่อนล้าแต่ยังพยายามเข้มแข็ง ผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนกำลังจะก้าวเข้าไปในชีวิตที่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากใคร นอกจากทำหน้าที่ให้ครบตามสัญญา
ด้านหน้า ปรินทร์นั่งอยู่เบาะหลังอีกฝั่งหนึ่ง ห่างจากเธอเพียงระยะเอื้อมมือถึง แต่กลับเหมือนมีกำแพงน้ำแข็งกั้นกลาง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับสูทสีเข้ม ใบหน้าหล่อคมเคร่งขรึม ดวงตาคมมองเอกสารในมืออย่างสงบนิ่ง ราวกับการพาผู้หญิงคนหนึ่งเข้าบ้านในฐานะภรรยาไม่ใช่เรื่องสำคัญต่อความรู้สึกของเขาเลย
มินตราเหลือบมองเขาเพียงครู่เดียว ก่อนหลุบตาลง เธอไม่อยากให้เขาเห็นความหวาดหวั่นในแววตา เพราะรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้อาจตีความความอ่อนแอของเธอเป็นความพยายามเรียกร้องความสงสารอีก
“เมื่อเข้าไปในบ้าน คุณต้องจำไว้ว่าแม่ผมยังไม่รู้เรื่องสัญญา และไม่ควรรู้เด็ดขาด” ปรินทร์พูดขึ้นโดยไม่ละสายตาจากเอกสาร น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นเหมือนอ่านข้อบังคับในที่ประชุม
“มินทราบค่ะ มินจะระวังคำพูดและท่าทางให้มากที่สุด ไม่ทำให้คุณหญิงสงสัยแน่นอนค่ะ” มินตราตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม้หัวใจยังหนักอึ้งกับบทบาทที่กำลังจะต้องสวม
“ต่อหน้าท่าน คุณต้องเรียกผมว่าปรินทร์ หรืออย่างน้อยก็อย่าเรียกคุณหมอ เพราะสามีภรรยาที่ไหนเรียกกันห่างเหินแบบนั้น” เขากล่าวต่อ น้ำเสียงยังเย็นชาเหมือนกำลังจัดตารางงาน ไม่ใช่พูดถึงความใกล้ชิดระหว่างคนสองคน
มินตราชะงักเล็กน้อย เพียงแค่คิดว่าจะต้องเรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนมต่อหน้าคนอื่น หัวใจก็เหมือนถูกบีบขึ้นมาอย่างประหลาด
“ค่ะ มินจะพยายามเรียกให้เป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ” เธอตอบเบา ๆ
ปรินทร์เงยหน้าขึ้นมองเธอในที่สุด แววตาของเขานิ่งสนิทจนคนถูกมองรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกตรวจสอบทุกชิ้นส่วน
“ไม่ใช่พยายาม แต่ต้องทำให้ได้ เพราะถ้าคุณทำพลาด คนที่กระทบไม่ใช่คุณ แต่เป็นแม่ผม” เขาย้ำอย่างเย็นชา
มินตรากำสายกระเป๋าแน่นขึ้น แต่ยังคงตอบรับอย่างอดทน
“มินเข้าใจค่ะ คุณหมอไม่ต้องห่วง มินรู้ดีว่าตัวเองเข้ามาที่นี่เพื่ออะไร” เธอพูดจบแล้วเม้มริมฝีปาก เมื่อรู้ตัวว่าเผลอเรียกเขาว่าคุณหมออีกครั้ง
ปรินทร์มองริมฝีปากที่เม้มแน่นของเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“เริ่มแก้ตั้งแต่ตอนนี้” เขาบอกสั้น ๆ แต่คมพอให้คนฟังเจ็บ
มินตราสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลืนความอึดอัดลงไปให้ลึกที่สุด
“ค่ะ... ปรินทร์” เธอพูดชื่อนั้นออกมาช้า ๆ อย่างไม่คุ้นปาก
ปรินทร์ไม่ได้ตอบรับ ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มบาง ๆ เขาเพียงก้มลงมองเอกสารต่อ ราวกับสิ่งที่เธอเพิ่งฝืนทำไม่มีความหมายมากไปกว่าการทำตามคำสั่งข้อหนึ่งเท่านั้น
รถจอดสนิทหน้ามุขคฤหาสน์ แม่บ้านสูงวัยกับคนรับใช้อีกสองคนยืนรออยู่เรียบร้อย มินตราเปิดประตูลงจากรถเอง เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาคอยปรนนิบัติเธอ แต่ทันทีที่เธอก้าวลงไป ลมเย็นของยามค่ำก็พัดผ่านจนเธอเผลอกระชับผ้าคลุมไหล่บาง ๆ แน่นขึ้น
คฤหาสน์ตรงหน้าสวยงามจนแทบเหมือนภาพวาด เสาสูงสีขาว ประตูไม้บานใหญ่ หน้าต่างกระจกกรอบเข้ม และสวนที่ถูกตัดแต่งอย่างประณีต ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบในสายตาคนภายนอก แต่ในความรู้สึกของมินตรา บ้านหลังนี้เงียบเกินไป กว้างเกินไป และเย็นเกินกว่าจะเชื่อว่ามีความอบอุ่นซ่อนอยู่ภายใน
“คุณปรินทร์คะ คุณหญิงรออยู่ที่ห้องพักด้านล่างค่ะ ท่านถามถึงคุณมินตราตั้งแต่บ่ายแล้วค่ะ” แม่บ้านสูงวัยรายงานด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาของนางมีความเอ็นดูปะปนกับความโล่งใจเมื่อเห็นหญิงสาวที่คุณหญิงเรียกหามาถึงจริง ๆ
“อาการวันนี้เป็นยังไงบ้างป้านวล” ปรินทร์ถาม น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงมารดา
“ตอนกลางวันพักได้บ้างค่ะ แต่พอตื่นมาก็ถามหาคุณมินตราตลอด พอป้าบอกว่าคุณปรินทร์จะพามาเย็นนี้ ท่านก็ยอมกินข้าวได้มากขึ้นกว่าหลายวันก่อนเลยค่ะ” ป้านวลตอบด้วยแววตาดีใจอย่างปิดไม่มิด
มินตราได้ยินแล้วหัวใจยิ่งหนักอึ้ง เธอไม่ได้ดีใจที่มีใครรอเธอด้วยความหวัง เพราะความหวังนั้นตั้งอยู่บนความเข้าใจผิด และเธอเองกำลังจะกลายเป็นผู้ร่วมสร้างความเข้าใจผิดให้มั่นคงกว่าเดิม
“ไปหาแม่ผมก่อน” ปรินทร์หันมาบอกเธอ สั้น ๆ
มินตราพยักหน้า เดินตามเขาเข้าไปในบ้าน ทุกย่างก้าวของเธอบนพื้นหินอ่อนเงาวับเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกแยก เธอไม่รู้ว่าจะวางมือไว้ตรงไหน ไม่รู้ว่าควรยิ้มหรือควรนิ่ง ไม่รู้ว่าควรเดินใกล้เขามากแค่ไหนจึงจะดูเหมือนภรรยา แต่ไม่มากจนถูกเขามองว่าล้ำเส้น
เหมือนปรินทร์อ่านความไม่มั่นใจนั้นออก เขาจึงหยุดเดินกะทันหันแล้วหันมามองเธอ
“ขยับมาใกล้กว่านี้” เขาพูดเสียงเบาเพื่อไม่ให้คนอื่นได้ยิน
มินตราชะงัก ก่อนก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแขนเกือบแตะกัน กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมกลิ่นสะอาดแบบโรงพยาบาลจากตัวเขาลอยเข้ามาใกล้ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดอย่างไม่รู้เหตุผล
“ถ้าคุณเดินห่างผมขนาดนั้น แม่ผมคงเชื่อยากว่าเราเป็นสามีภรรยากัน” เขากล่าวโดยไม่มองหน้าเธอ
“มินขอโทษค่ะ มินยังไม่ชิน” เธอตอบเสียงเบา
“คุณต้องชินให้เร็ว เพราะเก้าเดือนต่อจากนี้ ความไม่ชินของคุณอาจทำให้ทุกอย่างพังได้” เขาพูดจบแล้วเดินต่อ
มินตรากัดริมฝีปากเบา ๆ แต่ยังเดินตามเขาไปอย่างสงบ เมื่อถึงหน้าห้องพักด้านล่าง ป้านวลเปิดประตูให้ช้า ๆ กลิ่นยาหอมอ่อน ๆ ลอยออกมาปะปนกับกลิ่นดอกมะลิในแจกัน ห้องพักกว้างขวางตกแต่งเรียบหรู มีหน้าต่างบานใหญ่เปิดรับแสงจากสวนด้านนอก เตียงผู้ป่วยแบบปรับระดับถูกจัดไว้อย่างกลมกลืนกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อน ทำให้ห้องนี้ดูเหมือนห้องนอนอบอุ่นมากกว่าห้องคนไข้
บนเตียง คุณหญิงภาวินีนั่งพิงหมอนอยู่ ใบหน้าซีดแต่ดวงตาสว่างขึ้นทันทีเมื่อเห็นมินตรา
“หนูมิน...” เสียงเรียกนั้นเต็มไปด้วยความดีใจจนคนฟังปวดใจ “มาจริง ๆ ด้วย แม่คิดว่าจะไม่ได้เห็นหนูอีกแล้ว”
มินตรายืนชะงักอยู่ข้างปรินทร์ ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมาจุกลำคอ เธอพยายามยิ้มให้หญิงสูงวัย ทั้งที่หัวใจแทบรับน้ำหนักความรักที่ไม่ควรเป็นของเธอไม่ไหว
“มินมาแล้วค่ะ คุณหญิง วันนี้คุณหญิงเป็นยังไงบ้างคะ พักผ่อนได้มากขึ้นไหมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางเดินเข้าไปใกล้เตียงอย่างระมัดระวัง
คุณหญิงภาวินียื่นมือออกมาอย่างอ่อนแรง มินตราไม่อาจใจแข็งปล่อยให้มือนั้นค้างอยู่กลางอากาศ เธอจึงจับไว้ด้วยสองมือเช่นคืนแรก สัมผัสเย็นน้อยลงกว่าเดิม แต่ยังบอบบางจนเธอต้องประคองอย่างทะนุถนอม
“แม่ดีขึ้นแล้ว พอรู้ว่าปรินทร์จะพาหนูมา แม่ก็กินข้าวได้ตั้งครึ่งถ้วย ป้านวลยังชมเลยนะ” คุณหญิงภาวินีพูดด้วยรอยยิ้มเหมือนเด็กน้อยที่อยากอวดความดี
“เก่งมากเลยค่ะ ถ้าคุณหญิงกินได้แบบนี้ทุกมื้อ ร่างกายจะมีแรงขึ้นนะคะ” มินตราชมอย่างจริงใจ แววตาอ่อนโยนขึ้นโดยไม่ต้องแสดง
ปรินทร์ยืนมองภาพนั้นเงียบ ๆ ในอกมีความรู้สึกบางอย่างเคลื่อนไหวช้า ๆ เขาเคยขอร้อง เคยอธิบาย เคยสั่งให้แม่กินอาหารและรับการรักษาตามแผน แต่ไม่ว่าคำพูดของเขาจะมีเหตุผลเพียงใด ก็ดูไม่ทำให้แม่มีแรงเท่ารอยยิ้มอ่อนโยนของผู้หญิงตรงหน้า น่าหงุดหงิด และน่าประหลาดใจในเวลาเดียวกัน
“ปรินทร์ พาน้องมานั่งใกล้ ๆ แม่สิ ลูกยืนห่างกันทำไม เพิ่งแต่งงานกันแท้ ๆ ทำตัวเหมือนคนไม่สนิทกันไปได้” คุณหญิงภาวินีหันไปดุลูกชายด้วยน้ำเสียงเอ็นดู แต่คำว่าแต่งงานทำให้มินตราหายใจสะดุด
ปรินทร์ก้าวเข้ามาใกล้เตียงทันที เขาวางมือลงบนแผ่นหลังของมินตราอย่างเป็นธรรมชาติในสายตาคนอื่น แต่สำหรับมินตรา สัมผัสนั้นทำให้ทั้งร่างเกร็งขึ้นทันที ฝ่ามือของเขาอุ่น หนัก และมั่นคงเกินกว่าที่เธอจะไม่รู้สึก
“มินเพิ่งมาถึงครับแม่ ยังเหนื่อยอยู่ ผมเลยไม่อยากเร่งเธอ” ปรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลงอย่างที่มินตราไม่เคยได้ยินจากเขามาก่อน
เธอเงยหน้ามองเขาอย่างเผลอตัว ผู้ชายคนเดียวกันที่เคยพูดว่าความห่วงใยไม่อยู่ในสัญญา ตอนนี้กลับยืนอยู่ข้างเธอ เรียกชื่อเธออย่างสนิทสนม และแสดงออกเหมือนสามีที่ถนอมน้ำใจภรรยาได้อย่างแนบเนียน
หากไม่ได้รู้ความจริง มินตราอาจหลงเชื่อไปแล้วว่าความอ่อนโยนของเขาเป็นของจริง
“เหนื่อยมากไหมลูก หน้าซีดเชียว ปรินทร์นี่ก็จริง ๆ เลย พาเมียเข้าบ้านทั้งทีทำไมไม่ให้พักก่อน” คุณหญิงภาวินีหันมาถามมินตราด้วยความห่วงใย มือเหี่ยวย่นลูบหลังมือเธอเบา ๆ คำว่าเมียจากปากหญิงสูงวัยทำให้มินตราเจ็บแปลบ เธอฝืนยิ้มและตอบอย่างสุภาพ
“มินไม่เหนื่อยมากค่ะ คุณหญิงไม่ต้องห่วงนะคะ แค่นั่งรถมาเฉย ๆ เองค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วเหลือบมองปรินทร์นิดหนึ่ง ก่อนแก้คำเรียกตามบทบาท “ปรินทร์ดูแลมินดีค่ะ”
ปรินทร์ก้มมองเธอเพียงครู่เดียว แววตาอ่านไม่ออก แต่ริมฝีปากกลับขยับเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ต่อหน้ามารดา
“แม่ได้ยินแล้วนะครับ ผมไม่ได้ใจร้ายกับเธออย่างที่แม่คิด” เขาพูดเหมือนล้อเล่น แต่คำว่าใจร้ายทำให้มินตรารู้สึกเหมือนถูกสะกิดบาดแผลเดิม
คุณหญิงภาวินีหัวเราะเบา ๆ ก่อนจับมือทั้งสองคนมาวางซ้อนกันบนผ้าห่ม มินตราตัวแข็งทันทีเมื่อมือของปรินทร์ทาบลงบนหลังมือเธอ นิ้วเรียวของเขาแข็งแรงและอุ่นจัด ต่างจากมือเย็น ๆ ของเธออย่างชัดเจน
“แม่ขอแค่อย่างเดียว ดูแลกันดี ๆ นะลูก แม่ไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน แต่ถ้าแม่เห็นปรินทร์มีคนอยู่ข้าง ๆ แม่ก็สบายใจแล้ว” คุณหญิงภาวินีพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วลง ดวงตาที่มองลูกชายเต็มไปด้วยความรักและความกลัวที่จะจากไปโดยทิ้งเขาไว้ลำพัง
