บทที่ 13 ช่วยชีวิต 5/2
ครั้นเมื่อทับกลับมาพร้อมด้วยสิ่งของที่เอื้องจันทร์ต้องการ เอื้องจันทร์ก็มิได้รอช้า รีบลงมือตำเสลดพังพอนทั้งใบและก้านอย่างคล่องแคล่ว ผสมกับเหล้าโรงจนละเอียด จากนั้นก็นำผ้าขาวบางมากรองเอาแต่น้ำ
“ช่วยกันพยุงนางขึ้นหน่อย!” เอื้องจันทร์สั่ง
ชาวบ้านลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม ด้วยมิกล้าขัดคำสั่งของลูกพี่เพชร เอื้องจันทร์ค่อย ๆ ป้อนน้ำสมุนไพรให้นางดอกรักทีละน้อย สีหน้าของเขาเคร่งเครียด
เวลาล่วงเลยไปอย่างเชื่องช้า ทุกคนต่างจ้องมองนางดอกรักอย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุด นางดอกรักก็เริ่มสำรอกออกมาเบา ๆ สีหน้าที่เคยเขียวคล้ำเริ่มมีสีเลือดฝาดปรากฏ
“ชีพจรอ่อนนัก ลมหายใจแผ่ว ผิวหนังเย็นชื้น นั่นบ่งบอกว่าพิษกำลังแพร่ไปทั่วร่าง ฉันต้องรีบแล้ว” เอื้องจันทร์พึมพำ ก่อนจะเริ่มลงมือรักษาด้วยความรู้ที่ตนมี
“อาการดีขึ้นแล้ว น้ำสมุนไพรนี้จักช่วยบรรเทาและชะลอพิษ ให้นางดื่มต่อไป” เอื้องจันทร์ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ชาวบ้านมองเอื้องจันทร์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความเคลือบแคลงสงสัย กลายเป็นความชื่นชมและสำนึกในบุญคุณ พวกเขาไม่เคยเห็นใครทำเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยเห็นใครที่กล้าหาญและมีความรู้เช่นนี้มาก่อนเลย
“ขอบคุณเอ็งมาก ขอบคุณมากจริง ๆ อีดอกรักมันรอดมาได้ก็เพราะเอ็งช่วย” ชายผู้เป็นสามีของนางดอกรักเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ วงแขนแกร่งกอดเมียรักไว้แนบอกอย่างห่วงแหน
เอื้องจันทร์พยักหน้าเพียงเล็กน้อย เขาหาได้ต้องการคำขอบคุณอันใดไม่ เพียงแต่ปรารถนาที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ตามที่บิดาได้สั่งสอนไว้
เสือคำยืนมองท่าทางของเอื้องจันทร์ที่กำลังลงมือรักษานางดอกรักด้วยความคล่องแคล่ว น้ำเสียงจริงจังหนักแน่นของอ้ายหนุ่มนั้นยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท ทำให้หัวใจของเสือผู้คร่ำศึกยาวนานสะท้านวาบไปวูบหนึ่ง
สายตาแข็งกร้าวที่คมดุของเสือคำพลันอ่อนลงเล็กน้อย ความทรงจำเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ผุดวาบขึ้นมาในห้วงคำนึง พรายกระซิบบอกกับเขาว่า เสือเพชรซ่อนคนคนหนึ่งไว้ดูท่าแล้วคงจะเป็นเด็กหนุ่มคนนี้กระมัง
เสือคำจึงหันไปถามลูกชายที่นั่งอยู่ข้างกาย หลังจากพากันเดินออกมาจากเรือนของนางดอกรักแล้ว “คนที่เอ็งพามาจากนอกถิ่นนั้นเป็นใครกันแน่”
เสือเพชรเงยหน้ามองบิดาด้วยแววตาเรียบนิ่ง แต่ลึกลงไปมีประกายบางอย่างฉายอยู่ “เชลยขอรับพ่อ ข้าออกไปปล้นคราก่อนเจอมันเข้า ก็เลยจับมัดหิ้วหัวกลับมา ข้าเองก็มิรู้ว่ามันมีความรู้อันใดติดตัว”
เสือคำขมวดคิ้วมุ่น เสียงทุ้มเข้มก้องกังวาน “เพชร… เอ็งแน่ใจแล้วรึ ที่พาคนนอกเข้ามาถึงในซุ้มโจรของเรา เอ็งลืมกฎเหล็กแล้วหรือไรว่า ที่นี่มิอาจรับผู้ใดเข้ามาโดยพลการ”
เสือเพชรสบตาบิดาเต็ม ๆ ก่อนเอ่ยหนักแน่น “ข้ามิได้ลืมขอรับ ข้ามัดมันไว้แน่นหนา และสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้มันก่อเรื่องได้แน่นอน ข้าพามาในฐานะเชลย หาใช่คนร่วมซุ้มไม่”
เสือคำถอนหายใจยาวอย่างครุ่นคิด พลางพยักหน้าช้า ๆ
“ก็ดี แต่อย่าลืมกฎ ซุ้มโจรอยู่ได้เพราะกฎ ใครก็ตามที่เหิมเกริม อาจพาซวยมาทั้งซุ้ม จำเอาไว้”
ทว่าเสียงสนทนานั้นยังมิทันจบลง เสียงหัวเราะหยันก็แทรกขึ้นมาจากเงามืดตรงประตูเรือน “หึ! หรือที่แท้ เอ็งหาได้คิดถึงกฎไม่ แต่มัวเมาเพราะเห็นหน้าตาอ้ายหนุ่มนั้นคล้ายเมียเก่าของเอ็งต่างหาก”
ร่างสูงกำยำของเสือไกรก้าวออกมา แววตากราดเกรี้ยวปนเย้ยหยันจับจ้องลูกชายคนโปรดของหัวหน้าเสือคำ “หรือไม่ก็หลงเงาแม่เดือนจนถึงกับยอมเสี่ยง พาอ้ายคนแปลกหน้าเข้ามากลางซุ้มโจร”
เสือเพชรกระตุกยิ้มเย็น ดวงตาคมวาบวาว เขาลุกขึ้นเต็มความสูง แผ่รังสีดุดันไม่แพ้เสือป่าตัวใด
“ข้ายังมีสติดี อาไกรอย่าได้กังวล ข้าไม่ใช่คนที่จะหลงลืมกฎของซุ้มโจรเรา ที่สำคัญข้าไม่เคยปล่อยให้อารมณ์นำหน้าสมองหรอก”
น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดราวกับฟันดาบที่ฟาดกลางอากาศ บรรยากาศหน้าเรือนอึดอัดเคร่งเครียดจนแม้แต่เปลวตะเกียงยังไหวระริก เสือคำมองลูกชายและสหายสนิทสลับไปมาในความเงียบงัน แววตาหนักแน่นของหัวหน้าซุ้มฉายประกายครุ่นคิดลึกซึ้ง
“เอาเถิด ในเมื่อมันช่วยอีดอกรักได้ถือว่าเป็นการดี” เสือคำพูดแทรกขึ้น ก่อนที่ทั้งสองจะพูดไปพูดมาแล้วเกิดเรื่องบาดหมางกันขึ้นมาเสียก่อน “เพชร ไม่รู้ว่าป่านนี้อ้ายหนุ่มนั่นมันรักษาอีดอกรักเสร็จหรือยัง เอ็งตามมันมาให้ข้าหน่อย ข้ามีเรื่องจะคุยกับมัน”
“ขอรับ” เสือเพชรตอบรับก่อนจะเดินออกไป ขณะที่เสือไกรยังคงยืนนิ่ง ดวงตาเหลือบมองเสือคำที่เฉยเย็นชาดุจไร้ใจ ความเงียบงันยิ่งขับให้ไฟโกรธภายในอกลุกโชนขึ้น แต่กระนั้นเขาก็กลบเกลื่อนซ่อนมันไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ไม่ยอมให้หลุดคำใดออกมา ก่อนจะเดินเลี่ยงกลับไปยังเรือนตน
