บทที่ 14 ช่วยชีวิต 5/3
อีกด้านเอื้องจันทร์เช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก พลางหันไปดูนางดอกรักซึ่งเริ่มหายใจเป็นจังหวะชัดเจนขึ้น สีหน้าที่เคยเขียวคล้ำพลันค่อย ๆ คืนเลือดฝาด เสียงครางอือเบา ๆ ดังลอดจากริมฝีปากซีด ทำให้บรรดาชาวบ้านที่ยืนเกาะกลุ่มอยู่ในเรือนพากันถอนหายใจโล่งอก
“อาการดีขึ้นแล้ว ให้พักผ่อนให้ดี แล้วหมั่นให้จิบน้ำสมุนไพรเรื่อย ๆ อีกไม่นานก็จะฟื้นคืนแรง” เอื้องจันทร์กำชับกับสามีของนางเสียงเรียบ
“นี่เป็นสูตรยาของฉัน หากอาการไม่ดีขึ้นก็ไปตามฉันได้ที่เรือนเสือเพชร”
“ขอบน้ำใจเอ็งนักที่ช่วยเหลือเมียข้า” ผู้เป็นสามีแทบจะก้มกราบเอื้องจันทร์อยู่รอมร่อ โชคดีที่เขาจับมืออีกฝ่ายไว้ได้ทัน
“อย่าทำอย่างนี้เลยจ้ะ เดี๋ยวอายุฉันจะสั้นเสียเปล่า ๆ ยังไงน้าก็ดูแลเมียให้ดีก็พอ”
ครั้นเสร็จสิ้นภาระหน้าที่ เขาจึงลุกขึ้น ก้าวช้า ๆ ลงจากเรือนไม้ใต้ถุนสูง เสียงฝีเท้าของเขาเบาแต่หนักแน่น ทว่าหัวใจกลับเต้นระส่ำด้วยความกังวลที่ยังมิได้จางไปนัก
หน้าเรือนเสือเพชรยืนรออยู่ก่อนแล้ว ร่างสูงใหญ่ของเสือโจรหนุ่มพิงต้นเสาไม้เก่า กอดอกเฝ้ามองเอื้องจันทร์ดุจเงาเหยี่ยวที่คอยจับจ้องเหยื่อ แต่ชาวบ้านที่มองดูเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นกลับแอบเหลือบมองเป็นระยะ บ้างหยุดยืนคุยกระซิบกระซาบกันเบา ๆ เสียงซุบซิบแทรกมาเข้าหูเอื้องจันทร์จนจับใจความได้บางคำ
“คล้ายจริงนะ... เหมือนแม่เดือนไม่มีผิด”
“ใช่ ๆ ข้าก็ว่า ท่าทางราวกับเป็นคนเดียวกัน”
หัวใจเอื้องจันทร์กระตุกวูบ ความหงุดหงิดปะปนสงสัยไหลพล่าน เขาได้ยินชื่อผู้หญิงคนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชื่อที่ไม่รู้ว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นใคร แต่กลับถูกหยิบยกขึ้นมาเทียบเคียงกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
เอื้องจันทร์เม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มตวัดไปยังเสือเพชรที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่สนใจเสียงซุบซิบรอบข้างเลยแม้แต่น้อย ท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของอีกฝ่ายยิ่งทำให้ความข้องใจในอกเขาหนักหน่วงขึ้น
เดือน...เป็นใครกันแน่ แล้วเหตุใดต้องเหมือนกับเขา
“พ่อข้าอยากเจอเอ็ง” น้ำเสียงของเสือเพชรทำให้เอื้องจันทร์ตื่นจากภวังค์ความคิดของตน
เอื้องจันทร์หันไปสบตา แววตาสั่นไหวเพียงชั่ววูบ ก่อนจะค่อย ๆ สงบลง เขาเดาไม่ยากว่าชายวัยกลางคนที่ยืนเด่นสง่าเมื่อครู่คงเป็นหัวหน้าโจร ผู้ที่ชาวบ้านทั้งซุ้มล้วนเกรงกลัว
“เข้าใจแล้ว” เขาพยักหน้ารับสั้น ๆ
เสือเพชรขยับก้าวนำหน้า เอื้องจันทร์จึงยอมเดินตามไปแต่โดยดี ขณะเดินเข้ามาใกล้ ร่างเล็กก็อดไม่ได้ที่จะจ้องเสือเพชรด้วยสายตากึ่งตำหนิกึ่งค้นหา ทว่าคนถูกจ้องกลับเพียงแค่เลิกคิ้วบาง ๆ เหมือนอ่านไม่ออกว่าเอื้องจันทร์กำลังคิดอะไร
สองร่างฝ่าแสงตะเกียงและเงาไม้ยามค่ำตรงไปยังเรือนกลางชุมโจร ที่นั่นเสือคำนั่งอยู่บนแคร่ไม้ใต้แสงไฟสลัว ร่างใหญ่เต็มไปด้วยอำนาจดุดันดุจพญาเสือเฒ่าผู้ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน
เอื้องจันทร์หยุดยืนห่างออกไปราวหนึ่งวา ก้มศีรษะให้เล็กน้อยตามมารยาท
“เอ็งเป็นใครกันแน่” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเสือคำก้องกังวานราวกับฟ้าลั่น ดวงตาคมกริบกวาดมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
เอื้องจันทร์สูดหายใจเข้าลึก ก่อนตอบเสียงหนักแน่น “ฉันเป็นหมอยาจากบางกอก เคยร่ำเรียนวิชาแพทย์ จึงพอมีความรู้ติดตัวมาบ้างจ้ะ”
“หึ” เสือคำแค่นเสียง “หลายคนก็อ้างว่าตนเป็นหมอ แต่พอเอาเข้าจริงก็รู้เพียงงู ๆ ปลา ๆ เอ็งต่างอะไรจากมัน”
สายตาของเขากดดันดุจหอกแหลมที่จ้องแทงใส่ เอื้องจันทร์กลับไม่หวั่นไหว เขายกคางขึ้นเล็กน้อย ตอบอย่างมั่นคง
“ถ้างู ๆ ปลา ๆ ฉันคงช่วยชีวิตนางดอกรักมิได้เป็นแน่ ฉันวินิจฉัยอาการจากสีเล็บ ปลายลิ้นและชีพจร รวมทั้งรู้ฤทธิ์สมุนไพรที่จะถอนพิษงูร้าย ถ้าหาใช่เรียนไม่รู้จริง คงไม่มีวันทำได้”
เสือคำเลิกคิ้วเล็กน้อย เงียบไปอึดใจ ก่อนจะถามต่อ “เอ็งเรียนรู้วิชามาจากผู้ใด”
เอื้องจันทร์ยิ้มบาง ๆ “บิดาฉันเป็นหมอยา ฉันติดตามท่านไปทั่ว จดจำตำราสมุนไพรและวิธีรักษามาตั้งแต่เล็ก ครั้นโตจึงได้ศึกษาสืบต่อ พยายามผสมผสานความรู้โบราณกับสิ่งใหม่ที่ได้ยินมา” เสียงนั้นหนักแน่น ตาเป็นประกายแห่งความมั่นใจ เสือคำเพียงพยักหน้าช้า ๆ อย่างครุ่นคิด
เสียงรอบข้างเงียบกริบ ผ่านไปครู่หนึ่งเสือคำแค่นหัวเราะต่ำในลำคอ แววตาคมฉายแสงทดสอบ “ปากคอเอ็งช่างคมกล้า รู้จักถ้อยคำพ่นใส่คนเป็นไฟ เฉกเช่นหมอจริงหรือหมอปลอม ข้ายังมิแน่ใจนัก”
เอื้องจันทร์มองใบหน้าของชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างพิจารณา ในแสงตะเกียงริบหรี่ เขาอดสะดุดใจกับบางสิ่งมิได้ ผิวหน้าผากของเสือคำดูคล้ำคล้ายรอยดำที่มิใช่เพียงจากแดดกรำจากงานหนัก หรือคราบเขม่า เส้นเลือดตามแขนขาปูดนูนด้วยสีคล้ำผิดธรรมชาติ และเมื่อเสือคำเอ่ยวาจา กลิ่นลมหายใจกลับแฝงกลิ่นคาวประหลาดชวนขมคอ
แววตาของเอื้องจันทร์สั่นไหวชั่วขณะ แต่เขาก็รีบสงบใจ ปิดบังความสงสัยไว้ในส่วนลึก หาได้กล่าวอันใดออกมาไม่ เพียงตั้งข้อกังขาเงียบ ๆ อยู่ในใจ ว่าหัวหน้าโจรผู้นี้…กำลังเผชิญโรคภัยอันใดกันแน่
เสือคำเพ่งมองอยู่นาน ก่อนเอ่ยช้า ๆ ราวกับคำพิพากษา “เอ็งช่างกล้าเกินคาดอ้ายหนุ่ม แต่ในซุ้มโจรนี้ ไม่ว่าเป็นหมอหรือไม่ หากเอ็งคิดก่อเภทภัยเพียงนิดเดียว ข้าจะตัดหัวเอ็งเองกับมือ”
‘ตาแก่คนนี้คิดจะฆ่าฉัน เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ’
เอื้องจันทร์ก้าวลงจากเรือนด้วยอาการสงบ แม้เพิ่งผ่านการซักไซ้ของเสือคำที่แววตาคมกริบเฉียบเย็น แต่ในแววตาของเขากลับไม่เหลือคราบหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
“เอ็งคุยอะไรกับพ่อข้า”
เอื้องจันทร์เหลือบตามอง ก่อนยกคิ้วขึ้นน้อย ๆ แทนคำท้าทาย “อยากรู้แล้วทำไมไม่ขึ้นไปฟังด้วยกันเล่า”
เสือเพชรเลิกคิ้ว ตัดสินใจไม่พูดต่อ เขาแค่เงียบและเดินเคียงข้างเอื้องจันทร์อย่างสงบนิ่ง ราวกับเพียงแค่ตามไป ไม่ก้าวก่าย แต่ในใจกลับแอบตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าแท้จริงแล้วอีกฝ่ายคือใครกันแน่ จะใช่แค่คนที่ติดตามกองคาราวานเจ้าสัวเล้งมาเฉย ๆ แน่น่ะหรือ
เมื่อทั้งสองเข้ามาถึงเรือน เสือเพชรวางมือบนประตูไม้ ก่อนจะหันมาจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างตรงไปตรงมา เสียงเรียบแต่ชัดเจนถามขึ้น
“เอ็งไปรู้วิธีรักษาและใช้ยาสมุนไพรมาจากไหนกันแน่”
เอื้องจันทร์เงยหน้ามองเขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มตวัดมองเสือเพชรเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก
“เรียนมาจากไหนไม่สำคัญหรอก” เขาตอบเสียงเรียบ แต่หนักแน่น “สำคัญที่ฉันรักษาคนได้ก็พอแล้ว”
