บทที่ 2 กองโจร 1/2

เอื้องจันทร์ชะโงกหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างด้วยหัวใจที่เต้นระรัว สิ่งที่เห็นคือกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกำยำไม่ต่ำกว่ายี่สิบชีวิต โพกผ้าปิดบังใบหน้า บ้างก็สวมหมวกปีกกว้างปิดบังดวงตา พวกเขากระโดดลงมาจากเนินเขาสูงข้างทางอย่างคล่องแคล่วราวกับวานร ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คน เสียงปืนก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว การต่อสู้ประชิดตัวเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วและดุเดือดราวพายุโหมกระหน่ำ

เสือเพชรกระโจนขึ้นไปบนหลังคารถไฟอย่างสง่างามราวกับพญาเหยี่ยว ตามมาด้วยลูกน้องของเขา ดวงตาคมกริบเสมือนใบมีดกวาดมองสถานการณ์เบื้องล่างด้วยความเฉียบคม ก่อนจะเริ่มต้นบริกรรมคาถา อุดปืนอย่างเงียบงัน

“นะบังดิน โม บังไฟ พุทบังลูก ธา มิให้ออก ยะ ปิดปาก กระบอก อะนุตตะรัง….!”

เสียงกระซิบแผ่วเบาราวเสียงลมลอดไรฟัน พร้อมกับการเป่าลมปราณอันเข้มขลังออกไป อานุภาพแห่งคาถาแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ปืนในมือของฝ่ายตรงข้ามราวกับถูกมนต์สะกด กลไกให้ติดขัด ลำกล้องขัดข้อง จนไม่สามารถลั่นกระสุนได้

เมื่ออาวุธปืนใช้การไม่ได้ การต่อสู้จึงเปลี่ยนเป็นการตะลุมบอนด้วยกำลังกายและอาวุธระยะประชิด เสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เสียงอาวุธปะทะกันดังก้องกังวานไปทั่ว

ร่างกำยำของนายทหารรับจ้องคนหนึ่ง กัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น คว้ามีดดาบยาวที่เหน็บอยู่ข้างกาย พุ่งเข้าใส่เสือเพชรอย่างรวดเร็ว หมายปลิดชีพศัตรูด้วยคมมีด

เสือเพชรเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างเยือกเย็น ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ราวกับเปลวไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ ก่อนจะเริ่มต้นบริกรรมคาถา กันคมเขี้ยวงา อย่างมั่นใจ เด็ดเดี่ยว และไม่ลังเล

“จิปิเสคิ เพ็ชชะอะระหัง โภชนัง ปฏิเสวามิฯ นะโมพุทธายะ มะอะอุ ยะธา พุทโม นะอุอะมะ....”

สิ้นเสียงสวดบริกรรมคาถา มีดในมือของพลซุ่มปืนราวกับปะทะเข้ากับแผ่นเกราะเหล็กกล้าที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก คมดาบบิ่นงออย่างน่าอัศจรรย์ใจ มันไม่สามารถระคายผิวของเสือเพชรได้แม้แต่น้อย ราวกับว่าร่างกายของเขามีเกราะล่องหนคุ้มครองอยู่

เสือเพชรหัวเราะในลำคออย่างผู้มีชัย ราวกับเสียงคำรามของพญาราชสีห์ที่กำลังประกาศศักดา ก่อนจะซัดหมัดขวาอันทรงพลังเข้าเต็มใบหน้าของพลซุ่มปืนอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด จนร่างใหญ่ของนายทหารรับจ้างที่เจ้าสัวเล็งจ้างวานมาทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไร้สติแน่นิ่ง ปากและจมูกเต็มไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน

เสือเพชรมองร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะหันไปบัญชาการลูกน้องให้จัดการกับศัตรูที่เหลือด้วยความเด็ดขาด เหี้ยมโหด และไร้ความปราณี การต่อสู้ดำเนินไปอีกไม่นาน แต่กลับรู้สึกยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่นานกลุ่มทหารรับจ้องก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ เสียงร้องขอชีวิตค่อย ๆ เงียบหายไปทีละเสียง

“จับพวกมันไปมัดรวมกันเอาไว้”

ลูกน้องของเสือเพชรกรูเข้าไปจับตัวเหล่าทหารรับจ้างจากเมืองกรุงที่กำลังนอนบาดเจ็บอยู่กับพื้น จากนั้นก็ช่วยกันจับมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา ก่อนจะใช้ผ้าปิดปากพวกมันเอาไว้เพื่อป้องกันการส่งเสียงร้อง

ใช้เวลาไม่นานก็ลากร่างของเจ้าสัวเล้งและลูกน้องมาอย่างทุลักทุเล เจ้าสัวเล้งที่เห็นนายทหารรับจ้างของตนพ่ายแพ้แก่กองโจรใบหน้าก็พลันซีดเผือกลง เพราะไม่คิดว่านายทหารฝีมือฉกรรจ์จะพ่ายให้กับโจรเหล่านี้ได้ ทว่าเขากลับไม่รู้เลยว่ากลุ่มโจรนี้มีผู้มีวิชาอาคมแกร่งกล้าแฝงตัวอยู่ จนตนเกือบสิ้นเนื้อประดาตัว

เสือเพชรเดินลงจากรถไฟ ขาก้าวยาว ๆ มาหยุดอยู่ที่โบ้กี้ท้ายขบวน พลางมองประตูที่ถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนาด้วยสายตาเรียบหนึ่ง

“เอาไงต่อดีพี่” เชิดหนึ่งในลูกสมุนโจรคนสนิทของเขาเอ่ยถามขึ้น

“ระเบิดมันซะ”

“ขอรับลูกพี่” เหล่าลูกน้องรับคำก่อนที่มือวางระเบิดสองคนเดิมจะเข้าไปติดระเบิดไว้กับประตูโบกี้ เพียงเสี้ยววิที่สายชนวนถูกจุดขึ้นเสียงระเบิดก็พลันดังสนั่น ไปพร้อมกับประตูที่ปลิวออก เสือเพชรกระโดดขึ้นไปเมื่อควันสีเทาลอยคละคลุ้งสงบลง ก่อนจะเผยให้เห็นหีบไม้และหีบเหล็กจำนวนหนึ่ง

แม่กุญแจทองเหลืองขนาดห้านิ้วไม่เป็นผลสำหรับเหล่าชายฉกรรจที่อาวุธครบมือ พวกเขาใช้พานท้ายปืนกระแทกแม่กุญแจจนหลุดออกจากโซ่เงินขนาดใหญ่ เมื่อไร้ซึ่งสิ่งป้องกันประตูเหล็กบานใหญ่ก็ถูกเผยออกให้เห็นทองคำและเงินจำนวนมหาศาล

“ขนกลับไปให้หมด” เสียงเหี้ยมเอ่ยสั่งก่อนที่จะเหน็บเอาปืนพกลงซองปืนที่ข้างเอว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป