บทที่ 6 ไม่อาจแทนที่ 3/1
รัตติกาลแผ่ปกคลุม แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลอดบานหน้าต่าง ส่องต้องร่างอรชรที่ขดตัวอยู่ใต้เงาเสาเรือนต้นใหญ่ เอื้องจันทร์ขบกรามแน่น ความขุ่นแค้นราวไฟสุมทรวง แขนขาเล็กเรียวบิดเร่า ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากเชือกที่รัดรึง แม้ผิวเนื้อจะเสียดสีจนแดงช้ำ แต่ก็มิยอมจำนน
ความเจ็บปวดราวเข็มทิ่มแทงทุกครั้งที่เชือกเสียดสีกับผิวเนื้อ แต่เอื้องจันทร์ไม่ปริปาก ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความเหนื่อยอ่อนและหวาดกลัว หยาดเหงื่อผุดพรายตามไรผมเปียกชื้น แต่ในใจกลับฮึกเหิมด้วยความหวังริบหรี่
ในที่สุด ราวกับฟ้าประทาน ปมเชือกที่รัดแน่นเริ่มคลายตัวออกทีละน้อย หัวใจเอื้องจันทร์เต้นระรัวด้วยความดีใจ เขาเร่งมืออย่างระมัดระวัง กระทั่งเชือกหลุดออกจากพันธนาการในที่สุด
ทันทีที่เป็นอิสระ เอื้องจันทร์รีบปลดผ้าที่อุดปากออกอย่างรวดเร็ว สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดจนเต็มปอด ตามด้วยการแกะผ้าปิดตาออกอย่างทุลักทุเล เมื่อดวงตาปรับเข้ากับแสงสลัวสลัว เขาก็สำรวจเรือนไม้หลังใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยความเงียบสงัดและความมืดมิด
เรือนไม้โบราณโอ่โถงเกินกว่าที่เขาคาดคิด ผนังไม้สีเข้มขรึม พื้นไม้กระดานส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เคลื่อนไหว กลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม้เก่าคลุ้งเคล้าในอากาศ
เอื้องจันทร์ย่องเท้าเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังจะหนีออกจากเรือนหลังนี้ให้เร็วที่สุด แต่ยิ่งเดินกลับยิ่งเหมือนหลงเข้าไปในเขาวงกต เรือนไม้ที่ภายนอกดูไม่ใหญ่โต กลับมีมุมอับและทางแยกมากมายซ่อนอยู่ เขาเดินวนไปวนมา หลงทิศหลงทาง ความหวังที่เคยเปี่ยมล้นเริ่มมลายหายไป
ความมืดมิดและความเงียบสงัดกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ความกลัวกัดกินหัวใจ เอื้องจันทร์เริ่มไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ส่วนไหนของเรือนหลังนี้แล้ว หลงทางในความมืดมิดและสิ้นหวังที่จะหาทางออก
ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูดังขึ้นจากทางด้านหน้า เอื้องจันทร์สะดุ้งโหยง ขนลุกชัน รีบวิ่งกลับไปนั่งที่เดิมอย่างรวดเร็ว คว้าเชือกที่เพิ่งแกะออกมากองไว้ข้างตัว มามัดมือมัดเท้าตัวเองอย่างลวก ๆ แกล้งทำเป็นว่ายังถูกพันธนาการอยู่ ใบหน้าหวานซีดเผือดด้วยความหวาดหวั่น
เสือเพชรเดินขึ้นเรือนมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ร่างสูงสง่าในชุดผ้าพื้นเมือง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวร้ายมองสำรวจเอื้องจันทร์ที่นั่งอยู่ตรงเสาเรือนอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับจับผิด
“มากินข้าว” เสือเพชรเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงราบเรียบจนยากจะคาดเดาอารมณ์
เอื้องจันทร์เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาขุ่นเคืองระคนหวาดกลัว “โดนมัดอยู่แบบนี้ จะกินได้ยังไง” เขาประชดประชันเสียงแข็ง
เสือเพชรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน “ก็ปลดเชือกออกเองแล้วไม่ใช่รึ”
เอื้องจันทร์มองค้อนอย่างไม่พอใจ ในใจด่าทอเสือเพชรสารพัด แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา เขาเดินไปรับปิ่นโตจากเสือเพชรมานั่งกินแต่โดยดี แม้จะหิวโหยเพียงใด แต่รสชาติอาหารกลับขมขื่นในปาก
ขณะที่กินข้าว เอื้องจันทร์ก็คิดหาทางหนีอยู่ตลอดเวลา เขาต้องออกจากที่นี่ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม แต่ตอนนี้เขาต้องอดทน รอจังหวะที่เหมาะสม ขณะที่เสือเพชรนั่งมองเอื้องจันทร์กินข้าวอย่างเงียบ ๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่เอื้องจันทร์ไม่อาจเข้าใจได้
“คุณ...” เอื้องจันทร์เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ฟังฉันนะ ถึงคุณจะจับฉันมา ฉันก็ไม่มีเงินทองอะไรให้คุณหรอก เราสองคนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน ฉันเองก็ไม่เคยทำอะไรให้คุณ เราอย่างมาสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันเลยนะ ปล่อยฉันไปเถอะนะคุณ นะ...น่า”
เสือเพชรยืนกอดอกพิงเสา มองเอื้องจันทร์ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่าง “แต่ข้าอยากสร้างเวรสร้างกรรมกับเอ็ง แล้วอีกอย่างน้ำหน้าอย่างเอ็งคงจะมีเงินทองให้ข้าปล้นอยู่หรอก”
“แล้วคุณจะจับฉันมาทำไม!” เอื้องจันทร์เสียงดังขึ้นอย่างลืมตัว ความอดทนเริ่มขาดผึง “ถึงคุณบอกว่าไม่ได้คิดจะจับฉันทำเมีย แต่ฉันก็กลัวอยู่ดี ฉันเป็นโกเมนยังไงก็เสียเปรียบคุณที่เป็นนิลกาฬ หากคุณยังมีคุณธรรมหลงเหลืออยู่บ้าง ก็ปล่อยฉันไปเถอะนะ ขอร้องละ ฉันกลัวจริง ๆ” เสียงของเอื้องจันทร์สั่นระริกเล็กน้อย
“กลัว” เสือเพชรเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มอย่างเย้ยหยัน
“ก่อนหน้านี้ เอ็งยังปากดีอยู่เลยนี่” เสือเพชรหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้มีความขบขันอยู่เลย เขาค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ เอื้องจันทร์รีบขยับถอยหนีจนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาเรือนต้นใหญ่
“ไม่ต้องมาแสร้งทำเป็นคนดี ข้ารู้ว่าเอ็งกำลังคิดอะไรอยู่”
“พูดดี ๆ ด้วยแล้วมันไม่ดีหรือไง หรือว่าอยากให้ด่าเหมือนเดิม” เอื้องจันทร์เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามควบคุมท่าทีไม่ให้ดูหวาดกลัวจนเกินไป
เสือเพชรจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของเอื้องจันทร์ ราวกับต้องการอ่านความคิดภายใน “ถ้าไม่อยากตาย ก็อย่าคิดหนีอีก อยู่ที่นี่ก็ทำงานบ้าน ทำอาหาร ตอบแทนค่าข้าวค่าน้ำที่ข้าเลี้ยงดูเอ็ง เข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนน่าขนลุก
“เป็นบ้าหรือไงวะ หรือไม่ได้หนังสือ ไม่รู้หรือว่ามันหมดยุคเลิกทาสไปนานแล้ว!” เอื้องจันทร์โต้ตอบทันควันอย่างไม่ยอมแพ้ “ต่อให้โกเมนเป็นเพศรองที่อ่อนแอกว่า ก็ไม่ได้แปลว่านิลกาฬมีสิทธิ์จะมาข่มเหงกันง่าย ๆ นะ!”
“ข้าไม่ได้ขู่” เสือเพชรตอบเสียงเรียบ เขาหมุนตัวเดินหายเข้าออกไปจากเรือน ไม่นานนักก็กลับออกมาพร้อมกับเชือกผูกควายเส้นหนาที่ขรุขระ เอื้องจันทร์มองตามอย่างระแวดระวัง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“คุณจะทำอะไร” เอื้องจันทร์ถามเสียงสั่นเครือ ร่างกายขยับหนีโดยสัญชาติญาณอย่างนึกเกรงกลัว
เสือเพชรไม่ตอบ เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหน้าเอื้องจันทร์ จับข้อเท้าเรียวเล็กของเอื้องจันทร์ไว้ในมืออย่างเบามือ ก่อนจะลงมือผูกเชือกอย่างแน่นหนา รอบแล้วรอบเล่า ขณะที่ผูกเชือก ริมฝีปากได้รูปก็บริกรรมคาถาบางอย่างด้วยท่าทีเข้มขลัง จากนั้นปมสุดท้ายก็ถูกมัดจนสำเร็จ และต่อให้เป็นแค่เชือกธรรมดาเส้นหนึ่ง แต่ไม่อาจใช้มีดตัด หรือแก้ปมได้ง่าย ๆ เพราะมันถูกผูกไว้ด้วยอาคม
เอื้องจันทร์มองเสือเพชรอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เหยียดยิ้มลำพองด้วยความพึงพอใจที่มุมปาก หึ! นี้น่ะหรือเสือ ไหนว่าเก่งนักเก่งหนา ทำไมถึงได้ประมาทเลินเล่อ คิดว่าแค่เชือกเส้นเดียวจะทำอะไรเขาได้งั้นรึ
เสือเพชรลุกขึ้นยืน มองเอื้องจันทร์ด้วยสายตาที่ยากจะหยั่งถึง จากนั้นจึงลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวขาเพียงไม่กี่ก้าวก็จวนจะถึงห้องนอนของตนอยู่รอมร่อแล้ว
ทว่าฝ่าเท้าหนากลับชะงักงันด้วยเหตุบางอย่าง ก่อนที่น้ำเสียงทุ่มต่ำจะเอ่ยบอกออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มองหน้าคนฟังเสียด้วยซ้ำ
“ข้าชื่อเพชร” เขาพูดเสียงดังฟังชัด ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป น้ำเสียงที่ไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนก่อนหน้านี้
“แล้วเอ็งล่ะ ชื่อกระไร”
“...” เอื้องจันทร์ปิดปากเงียบ หน้าโจรชั่วแบบนี้มีสิทธิ์อะไรมารู้ชื่อเขากัน
เสือเพชรถอนหายใจออกมาเบา ๆ หันหลังเดินกลับเข้าห้องนอนอย่างไม่ใส่ใจ ท่าทางเหมือนไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบตั้งแต่แรก
“เอื้องจันทร์ ฉันชื่อเอื้องจันทร์” เอื้องจันทร์ตะโกนตามหลังไปอย่างไม่เต็มใจนัก ทว่าเมื่อได้ยินดังนั้นมุมปากกลับหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มส่องประกายอยู่ในดวงตาสีดำสนิท ก่อนที่ร่างสูงจะเดินเข้าห้องนอนของตนไปพร้อมกับปิดประตูลงกอน
“เสือกระไรโง่เสียจริง” เสียงหวานพึมพำอย่างนึกลำพอง เอื้องจันทร์ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ขยับมือไปหยิบมีดเล็ก ๆ ที่ซ่อนไว้ใต้ผ้าซิ่น พยายามจะตัดเชือกที่ข้อเท้าอย่างเงียบเชียบ
