บทที่ 7 ไม่อาจแทนที่ 3/2

ขณะที่กลิ่นธูปกำยานอบอวลลอยคลุ้งเคล้ากับกลิ่นไม้สด เสียงเอื้องจันทร์ขยับตัวเบา ๆ ดังลอดออกมาจากห้องโถงใหญ่ที่เชื่อมต่อกับห้องนอนของเสือเพชร ปลายมีดเล็ก ๆ ขูดกับเส้นเชือกอย่างเงียบเชียบ พยายามจะตัดให้ขาดจากกันทีละเส้น

พลันเงาร่างเล็กในเสื้อลูกไม้แขนตุ๊กตาสีขาวสะอาดตา คู่กับผ้าซิ่นลายดอกสีชมพูอ่อน ปล่อยผมแกละทัดดอกจำปี ก็พลันปรากฏขึ้นเคียงกายเสือเพชรที่เอนกายอยู่บนตั่งนอน แววตาใสซื่อแฝงเลศนัยชำเลืองมอง ก่อนโน้มตัวลงกระซิบเสียงใส

“พ่อเพชรขา... พี่เอื้องจันทร์กระไรนั่นแอบเอามีดซ่อน ไว้ ตอนนี้กำลังเลาะเชือกอยู่เชียว เห็นทีจะคิดหนีอีกแล้วนะเจ้าคะ”

เสือเพชรไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรือฉุนเฉียวแต่อย่างใด เขานิ่งเงียบราวกับรูปปั้น ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตรงไปยังโต๊ะบูชาที่ตั้งอยู่มุมห้อง

แสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่างลงมากระทบใบหน้าคมสันของเสือเพชร เขาคุกเข่าลง ก้มกราบแทบโต๊ะบูชาด้วยท่าทีสำรวมและสุขุม ราวกับกำลังขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

กุมารีตัวน้อยมองตามด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตกระพริบปริบ ๆ

“พ่อเพชรจะให้เขาอยู่ที่บ้านเราด้วยจริง ๆ หรือเจ้าคะ หนูว่าเขาไม่เห็นน่ารักเหมือนแม่เดือนเลยนี่นา แถมยังดื้อด้านชอบหนีอีกต่างหาก” กุมารีพูดเจื้อยแจ้วด้วยน้ำเสียงใสซื่อ

เสือเพชรเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะบูชา แววตาคมกริบสะท้อนประกายเศร้าลึก ริมฝีปากขยับเอื้อนถ้อยแผ่วหนัก “ไม่มีใครเหมือนเดือน... และไม่มีวันมีใครแทนที่เดือนได้”

“ที่ข้าให้เอื้องจันทร์อยู่ ก็เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าเขาแล้วนึกถึงแม่เดือนได้บ้างเท่านั้น” เสือเพชรเอ่ยเสียงขรึม แววตาเจือรอยปวดร้าว “ในหัวใจของข้า มีแต่แม่เดือนเพียงผู้เดียว”

เขาทอดสายตาไปยังกรอบรูปบนโต๊ะข้างตั่งนอน ภาพถ่ายหญิงสาวในชุดไทยจ้องตอบด้วยรอยยิ้มสดใส ดวงตากลมคมทอประกายอ่อนหวานราวยังมีชีวิตอยู่ ทว่าความเงียบที่โอบรัดห้องกลับยิ่งตอกย้ำถึงการขาดหายที่ไม่มีวันหวนคืน

กุมารีเพียงพยักหน้ารับอย่างเด็กน้อยที่เริ่มเข้าใจ ก่อนร่างเล็กจะเลือนหายไปในความมืด ทิ้งเสือเพชรให้นั่งนิ่งท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงแสงตะเกียงสลัวและความคิดถึงที่เผาไหม้ในอกต่อหญิงสาวผู้ล่วงลับ

ในอีกฟากของห้องโถง เอื้องจันทร์ยังคงก้มหน้าพยายามตัดเชือกอย่างมุ่งมั่น เสียงปลายมีดเสียดสีกับเส้นใยดังแผ่วเบา ทว่าเจ้าตัวไม่รู้เลยว่าทุกการเคลื่อนไหวล้วนอยู่ในสายตาคมดุของเสือเพชรตลอดเวลา และไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า การมีอยู่ของตน อาจเป็นเพียงเงาลวงที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาเพื่อทดแทนใครอีกคนที่ไม่มีวันหวนคืน...

แม้เมื่อคืนเอื้องจันทร์จะพยายามหนีอย่างไรก็ไม่เป็นผล เพราะแม้จะหนีออกมาจากบ้านของไอ้โจรชั่วนั้นได้แล้ว แต่หมู่บ้านโจรแห่งนี้ยิ่งเดินก็ยิ่งวกวนราวกับเขาวงกตที่ไม่มีทางออก ยิ่งก้าวเท้าไปไกลเพียงใด เขากลับตนเองหวนย้อนคืนสู่บ้านเสือเพชรอีกครั้ง ราวกับถูกล่ามโซ่ด้วยมนตร์บางประการ

ทุกย่างก้าวที่เร่งร้อน หัวใจเอื้องจันทร์ก็ยิ่งเต้นแรงขึ้น จังหวะหายใจแผ่วถี่ผสมกลิ่นธูปคละคลุ้งในลมหายใจ พลันเสียงหัวเราะใสราวกับเด็กเล็กก็ดังสะท้อนมาตามมุม เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ คล้ายเย้ยหยัน ก่อนจะดังชัดขึ้นเป็นระลอก เหมือนเจ้าของเสียงกำลังเพลิดเพลินกับความสิ้นหวังของเขา

“ฮึ ๆ ๆ จะหนีไปไหนเล่า พี่เอื้องจันทร์” เสียงนั้นกระซิบลอดลมเย็น ทำเอาขนลุกเกรียวไปทั่วสันหลัง

เอื้องจันทร์ชะงักเท้า หันซ้ายแลขวาอย่างหวาดหวั่น แต่กลับไม่เห็นเงาร่างใดนอกจากความมืดและเงาโคมตะเกียงที่ไหวริ้วอยู่รอบเรือนผู้คน

สุดท้ายเอื้องจันทร์จึงยอมแพ้ เลือกกลับไปบ้านเสือเพชรอย่างหมดหนทาง แต่น่าแปลก... คราวนี้เขากลับไม่หลงทางเลยแม้แต่น้อย ราวกับทุกเส้นทางลึกลับเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่จริง เมื่อก้มมองเชือกที่ตนเพียรตัดทั้งคืน ก็พลันพบว่ามันยังคงสมบูรณ์ดังเดิม ไม่ปรากฏร่องรอยชำรุดแม้เพียงเส้นเดียว

ด้วยความสิ้นหวัง เขาจึงหยิบเชือกขึ้นมามัดร่างตนไว้ตามเดิม ราวกับยอมจำนนต่อพันธนาการที่มองไม่เห็น และไม่รู้เลยว่าทุกสิ่งล้วนอยู่ใต้สายตาของเสือเพชรตั้งแต่ต้นจนจบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป