บทที่ 9 ดื้อด้าน 4/1
สองวันต่อมา
ความเงียบเข้าปกคลุมเรือน เสือเพชรยังคงทำเหมือนเอื้องจันทร์เป็นอากาศธาตุ ไม่พูด ไม่มอง ไม่สนใจใยดี ราวกับว่าอีกคนไม่มีตัวตนอยู่ในบ้านหลังนี้ เอื้องจันทร์เองก็ไม่ปริปากร้องขออะไรทั้งสิ้น ปล่อยให้ความหิวค่อย ๆ กัดกินร่างกายไปทีละน้อย จะมีก็แต่การลากสังขารที่ถูกมัด ไปตุ่มน้ำข้างเรือนเพื่อดับกระหายเท่านั้น
เอื้องจันทร์นอนตะแคงข้างอยู่บนพื้น มองไปยังรอยแตกบนพื้นกระดานอย่างเหม่อลอย แม้จะรู้สึกหิวจนแสบท้อง แต่ก็ยังคงกัดฟันอดทน ไม่ยอมปริปากขอความช่วยเหลือจากเสือเพชรเด็ดขาด
“หึ! คิดว่าจะทำให้ฉันคลานเข้าไปอ้อนวอนรึ ฝันไปเถอะ” ถึงจะหิว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีแรงเสียทีเดียว เพียงแต่รู้สึกอ่อนเพลียกว่าปกติเท่านั้นเอง ทว่าความพยศและถือดีมียิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
ขณะเดียวกันภายนอกเรือน เสือเพชรกำลังนั่งถักสร้อยหินอย่างใจเย็น แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าคมสันที่ไร้รอยยิ้ม มือแกร่งร้อยหินสีขัดเงาทีละเม็ดอย่างชำนาญ แต่สายตากลับแอบชำเลืองมองไปยังเรือนอยู่เป็นระยะ
มินานร่างของกุมารีพิมพ์ทองปรากฏกายขึ้นข้างกาย ร่างเล็กในชุดลูกไม้สีชมพูอ่อนยืนเท้าสะเอว มองไปยังเรือนด้วยสายตาขุ่นเคือง
“ช่างน้ำหน้านัก คิดแข่งข้อกับพ่อก็ต้องโดนเยี่ยงนี้ ข้าละสะใจนัก”
เสือเพชรเงยหน้าขึ้น มองกุมารีพิมพ์ทองด้วยสายตานิ่ง เรียบ มือก็ยังคงถักสร้อยต่อไป
“พ่อจ๋า อย่าใจอ่อนเชียวนะเจ้าคะ!”
กุมารีพิมพ์ทองเอ่ยด้วยเสียงใสแต่แฝงความเจ้าเล่ห์ชัดเจน “ปล่อยให้มันอดตายไปเสียก็ดี ข้าจะได้มีผีทาสไว้คอยใช้งาน”
“เงียบปากเสีย” เสือเพชรเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะก้มหน้าลงถักสร้อยต่อ
กุมารีพิมพ์ทองทำหน้ามุ่ย ไม่พอใจที่ถูกเสือเพชรว่า แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่ยืนบ่นพึมพำอยู่คนเดียว ก่อนที่ร่างเล็กจะค่อย ๆ เลือนหายไป
เสือเพชรละสายตาจากสร้อยกะลา มองไปยังเรือนด้วยแววตาที่ซับซ้อน เขาอดเป็นห่วงเอื้องจันทร์ไม่ได้ แต่ก็ยังคงใจแข็ง ไม่ยอมเข้าไปดูแล
“ดื้อรั้นนัก ก็ต้องเจ็บปวดเสียบ้าง”
ตกเย็นแสงตะวันลับเหลี่ยมเขา ทิ้งไว้เพียงสีส้มเรื่อฉาบทาผืนฟ้า เอื้องจันทร์นั่งชันเข่ากอดตัวเองไว้ที่มุมเรือนหลังใหญ่ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังร่างกำยำของเสือเพชรที่กำลังจัดการอาหารมื้อเย็นอย่างไม่ใส่ใจใครอื่น ริมฝีปากหยักขยับเคี้ยวข้าวแต่ละคำเนิบช้าแต่ก็ดังพอจะได้ยิน
ขณะที่ไก่ย่างหนังกรอบส่งกลิ่นหอมยั่วยวน ปลาปิ้งที่วางเรียงรายอยู่ข้างกันก็ส่งควันฉุยลอยแตะจมูก ทุกครั้งที่เสือเพชรยกชิ้นเนื้อเข้าปาก เอื้องจันทร์ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากเย็น ลำไส้ในท้องบีบรัดประท้วงความหิวโหยที่สะสมมาหลายวัน
“ถ้าหิวอยากกินข้าวมากนัก ก็ไปตักน้ำใส่ตุ่มให้เต็มเสีย” เสือเพชรเอ่ยขึ้นเสียงเรียบโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง
เอื้องจันทร์เงยหน้าขึ้นทันที ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เข้าใจ
“ตักน้ำใส่ตุ่มรึ”
“ใช่” เสือเพชรยักไหล่ ยกยิ้มเย็นเหยียบ “ไปตักน้ำใส่ตุ่มสามใบตรงลานอาบน้ำให้เต็ม ถ้าทำได้ ข้าจะแบ่งข้าวให้เอ็งกิน”
“หา!” เอื้องจันทร์อ้าปากค้าง “ตั้งสามตุ่ม! กว่าจะเต็มฉันก็คงตายคาที่ตุ่มน้ำนั่นแล้ว ใครมันจะมีเรี่ยวแรงหาบน้ำบ้า ๆ บอ ๆ ขนาดนั้น!”
“ยังมีแรงด่า เอ็งก็คงไม่ตายง่าย ๆ หรอก” เสือเพชรตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ ตักข้าวเข้าปากคำโต “ถ้าไม่อยากกินก็ไม่ต้องทำ ใครบังคับกัน”
เอื้องจันทร์กัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสัน ความหิวโหยกัดกินจนแทบคลั่ง แต่ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด เขาไม่อาจยอมแพ้ให้กับคนใจร้ายอย่างเสือเพชรได้ง่าย ๆ
“ได้คอยดูแล้วกัน!” เอื้องจันทร์ลุกพรวดพราด กระแทกเท้าหนัก ๆ ลงบนพื้นเรือน เดินลงบันไดอย่างหัวเสีย
