บทที่ 3 ขี้ข้าใต้ถุนเรือน 2/2

“กำนันคงจะลืมนัดของเราแล้วกระมัง” เสือใหญ่กำชับไม้ตะพดในมือแน่นขึ้นหลังจากนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับคนที่มันกล้าผิดสัญญากับตน

“เอ่อคือว่า...” เจ้าของกลิ่นป่าไม้ละล่ำละลัก พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่จันทร์ฉายเดินออกมาจากด้านในพอดิบพอดี

เพทายสาวระบายยิ้มบาง ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ สามี มือเรียวบางแตะลงบนหลังมือหยาบกร้านอย่างให้กำลังใจ จันทร์ฉายหันไปส่งยิ้มหวานเย้ายวนให้เสือไพรอย่างออกหน้าออกตา

“แหมที่ชาวบ้านลือกันว่าเสือไพรรูปงาม ดูท่าแล้วจะเป็นจริงเสียนี่กระมัง” น้ำเสียงอ่อนหวานราวกับสายลมพัดผ่านใบหูแต่ดวงตาคมกลับฉายแววเจ้าเล่ห์

“แต่น่าเสียดายเหลือเกิน ตอนนี้ลูกชายของฉันเขาไม่อยู่บ้านหรอก ไม่รู้ว่าไปไหนเหมือนกัน เขาไม่ได้แจ้งฉันเอาไว้เลย ปานนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร” หล่อนตีหน้าเศร้าพยายามเรียกความเห็นใจ ทว่าเสือไพรกลับเหยียดสายตามองหล่อนด้วยแววตาเรียบนิ่ง

เมื่อเห็นว่าสีผึ้งของตนดูท่าจะใช้ไม่ได้ผลกับเสือหนุ่ม เธอจึงมองไปยังกำนันเดชที่นั่งตัวแข็ง ใบหน้าซีดเผือด

“พี่กำนันจ้ะ เรายังมีครองขวัญ ลูกชายคนโตของพี่อีกคนไม่ใช่หรือจ๊ะ แม้จะดูไม่งามตาและอ่อนหวานเท่าไตรฉัตรแต่อย่าลืมว่าครองขวัญก็เป็นโกเมน” เธอเว้นจังหวะการพูดคุยของตนไปชั่วอึดใจก่อนจะระบายยิ้มบางส่งไปให้กับเสือไพรอีกครา

“หากพ่อเสือไพรไม่รังเกียจ ฉันว่าส่งครองขวัญไปแทนไตรฉัตรที่หายตัวไปจะดีหรือไม่จ๊ะ”

กำนันเดชหน้าเสีย “พะ...พูดอะไรของเธอ ในสัญญาระบุชัดว่าต้องเป็นไตรฉัตรเท่านั้น อีกอย่างเงินนั้นฉันก็เอามาให้เธอกับลูก ครองขวัญไม่ได้แตะมันแม้แต่สลึงเดียว จะให้ฉันส่งลูกไปได้อย่างไรกัน ฉันไม่ยอมหรอก”

จันทร์ฉายเผลอชักสีหน้าอย่างไม่ชอบใจนัก ทว่าเพียงเสี้ยววิเธอก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าให้คงเดิมอีกครั้ง

“ฉันเข้าใจนะจ๊ะพี่กำนัน แต่พี่ก็รู้ว่าหากเราไม่ส่งครองขวัญไป จะเป็นพี่ที่เดือดร้อนเองนะจ๊ะ” สิ้นเสียงนั้นราวกับมีมนต์นางพรายร่ายผ่านกระซิบพัดผ่านใบหู

กำนันเดชเริ่มมีอาการมึนงง ความคิดสับสน ใบหน้าเหม่อลอยอีกครั้ง จันทร์ฉายเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยิ้มเยาะด้วยความพึงใจ

ทว่าทุกการกระทำนั้นกลับอยู่ในสายตาของเสือไพรตลอดเวลา หากแต่เขากลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเพราะเห็นว่าไม่ใช่กงการอะไรของตน ที่เขามาที่นี่ก็เพื่อต้องการเงินที่กำนันเดชยืมไปคืนเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นไม่ขอยุ่งเกี่ยว

“พ่อเสือไพรรอประเดี๋ยวนะจ๊ะ ฉันจะไปพาตัวครองขวัญมาให้” หล่อนว่าพลางยิ้มพรายก่อนจะเดินลงบันไดบ้านไป เพราะคิดจะไปลากตัวครองขวัญมาแทนลูกของตน เธอไม่มีวันยอมให้ไตรฉัตรไปอยู่กินกับโจรชั่วหรอก อย่างไรเสียโจรมันก็ยังมีสันดานโจรอยู่วันยังค่ำ เกิดมันทำร้ายตบตีลูกชายของเธอ เธอคงจะใจสลายแน่

ขณะเดียวกันภายในใต้ถุนเรือนใหญ่ ควันไฟจากเตาถ่านลอยคละคลุ้งขึ้นมากระทบกับใบหน้าหวานของโกเมนวัยยี่สิบขวบปี เพราะต้องทำงานหนักมาตั้งแต่จำความได้ร่างกายของครองขวัญจึงสูงใหญ่กำยำ กล้ามเนื้อนั่นแน่นจนเห็นได้ชัดภายใต้ผิวสีนวลที่อยู่ใต้สาบเสื้อ ครองขวัญรู้ดีว่าตนเองแตกต่างจากโกเมนคนอื่น ๆ อย่างชัดเจน แต่เขาไม่สนใจหรอก เป็นอย่างนี้มันก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่มีใครกล้ามายุ่งวุ่นวายกับเขา

ครองขวัญใช้มีดพร้าปลายบิ่นผ่าท่อนไม้ที่แข็งกระด้าง เศษไม้กระเด็นกระดอนไปทั่วพื้นดินลูกรัง กลิ่นควันไฟและกลิ่นดินปนกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแกงหน่อไม้ที่กำลังเคี่ยวอยู่บนเตา เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยสำหรับครองขวัญ

เขาไม่เคยรู้จักความสุขสบาย ตั้งแต่แม่จากไปชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปจากเด็กหนุ่มที่เคยเป็นที่รักของพ่อและแม่ ต้องมากลายเป็นเพียงคนใช้ในบ้านของตัวเอง ต้องทำงานบ้านทุกอย่าง ตั้งแต่กวาดบ้าน ถูบ้าน ไปจนถึงการทำอาหารและการเตรียมฟืนไฟ

พ่อของเขาไม่เคยสนใจเขาหลังจากที่แม่เสียไป พ่อก็พาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาในบ้าน ผู้หญิงคนนั้นคือจันทร์ฉาย เธอไม่เคยมองเขาเป็นลูก แต่กลับมองเขาเป็นเพียงคนรับใช้ที่ควรจะทำงานหนักโดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ

พอคิดมาถึงตรงนี้หยาดน้ำสีใสก็พลันไหลออกมาจากปลายหัวตา ครองขวัญเช็ดมันออกอย่างรวดเร็ว เขาไม่ควรจะอ่อนแอเช่นนี้เพราะมันไร้ประโยชน์ มือหยาบกร้านจับมีดพร้าแน่นขึ้น ความเจ็บปวดในใจถูกกลบฝังไว้ใต้ความอดทนที่เขาสั่งสมมาเป็นปี ๆ

แกงหน่อไม้ที่กำลังเดือดปุด ๆ เป็นอาหารมื้อเย็นของพ่อ วันนี้ครองขวัญตั้งใจจะทำแกงหน่อไม้ที่ไปเก็บมาจากในป่าหลังบ้านมาแกงกับปลาสลิดทอดอีกสี่ห้าตัวที่พึ่งได้มาเมื่อวาน เพราะพ่อชอบกินปลาสลิด และที่เขายอมทำทุกอย่างก็เพราะอยากให้พ่อมีความสุขบ้าง แม้ว่าความสุขนั้นจะน้อยนิดและอาจจะไม่เคยตกถึงตัวเขาเลยก็ตาม

“ไอ้ครองขวัญ! ขึ้นเรือนประเดี๋ยวนี้!” แต่แล้วอยู่ ๆ เสียงของจันทร์ฉายก็พลันดังก้องขึ้นตัดความคิดของเขาให้กระเจิง

ครองขวัญรีบวางมีดพร้าลง ความกลัวผุดขึ้นมาในใจ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขารู้สึกได้ถึงอันตราย ครองขวัญหันไปมองแกงหน่อไม้ที่กำลังเดือดอยู่บนเตาและปลาที่ยังไม่ได้ทอด ความหิวโหยและความเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวที่คืบคลานเข้ามาในหัวใจ

“น้าจันทร์ฉันทำอะไรผิดหรือจ๊ะ” ครองขวัญถามเสียงสั่น ขณะที่จันทร์ฉายเข้ามาคว้าแขนเขาดึงร่างกายที่สูงใหญ่ของเขาให้ลุกขึ้นยืน จันทร์ฉายไม่สนใจเธอฉุดกระชากลากเขาไปโดยไม่สนใจคำถามหรือความรู้สึกของครองขวัญสักนิด

เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของจันทร์ฉายและครองขวัญดังสนั่นไปทั่วบริเวณ เสือไพรที่กำลังสนทนากับกำนันเดชหันไปมองตามเสียงนั้น ดวงตาคมกริบของเขาเบิกกว้าง เมื่อเห็นใบหน้าของครองขวัญ เหตุเพราะผิวสีไข่เต็มไปด้วยรอยปานแดงขนาดใหญ่ทว่ามันกลับทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปจากไปหน้านั้น

“นี่ครองขวัญลูกชายคนโตของพี่กำนันจ้ะ” เสียงของจันทร์ฉายทำให้เสือไพรตื่นจากภวังค์ที่ราวกับต้องมนต์สะกด

กระนั้นไม่นานความโกรธก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในอกของเจ้าของกลิ่นดินปืนในทันที เสือไพรไม่เคยเห็นใครอัปลักษณ์ขนาดนี้มาก่อน ความรังเกียจผสมกับความโมโหที่ถูกกดทับไว้ก่อนหน้านี้ระเบิดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

“นี่มันอะไรกัน!” เสือไพรตะโกนเสียงดังลั่นมือข้างหนึ่งชี้ไปที่ครองขวัญ “กำนันจะเอาไอ้คนนี้มาให้ข้าทำไม! มันหน้าตาเช่นนี้ ข้าจะเอาไปทำอะไร!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป