บทที่ 6 ครูขวัญอัปลักษณ์ 3/1

สายฝนเพิ่งสงบลงไม่นาน อากาศเย็นยะเยือกปะทะเข้ากับร่างกายสั่นเทาของครองขวัญที่นอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้านหลังใหญ่ ที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่โตกว่าเดิมในยามค่ำคืน บ้านหลังนี้ตั้งอยู่กลางป่าลึก เสียงจิ้งหรีดเรไรส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว ผสมกับเสียงลมพัดผ่านใบไม้สร้างบรรยากาศที่น่ากลัวและน่าขนลุก

ครองขวัญพยายามขยับตัวเพื่อหาท่าทางที่สบายขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงเล็กน้อย ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจนเขาเริ่มสั่น เสื้อผ้าตัวบางที่สวมใส่ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัวอย่างมาก ที่น่าเศร้าคือยุงตัวเล็ก ๆ บินวนเวียนอยู่รอบตัวเขากัดกินผิวหนังจนเกิดอาการคันหยิบ ๆ ให้รำคาญใจ

ครองขวัญลุกขึ้นยืน เท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นดินที่เย็นยะเยือก เขาเดินวนไปวนมาอยู่ใต้ถุนบ้าน พยายามหาทางเอาตัวรอด ความสิ้นหวังเริ่มเข้ามาครอบงำแต่เขาก็พยายามบอกตัวเองว่าต้องอดทน ต้องเข้มแข็ง เขาต้องผ่านมันไปให้ได้

ครองขวัญพยายามรื้อค้นหาอะไรสักอย่างมาห่มตัว เพื่อป้องกันความหนาวเย็น มือสั่นเทาไปหมดแต่ก็หาอะไรที่พอจะใช้ได้ไม่เจอ มีเพียงผ้าห่มผืนบาง ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อการป้องกันความหนาวเย็นในคืนนี้

“เสือไพรไอ้คนใจร้าย! ใจดำ! อำมหิต! สันดานอย่างนี้ไม่น่าเรียกว่าเสือ มันเรียกว่าหมาดีกว่า!” ครองขวัญสบถออกมาเบา ๆ แต่ก็ดังพอให้ได้ยิน ความโกรธและความเจ็บปวดปะปนกันทำให้เขาอยากจะระบายความรู้สึกออกมา 

เขาคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อ คิดถึงความอบอุ่นที่เขาเคยมี ความรู้สึกเหล่านั้นทำให้เขามีแรงฮึดสู้ แต่ความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้าก็ค่อย ๆ กลืนกินความเข้มแข็งของเขา

ครองขวัญนั่งลงกอดตัวเองแน่นพยายามให้ความอบอุ่นกับร่างกายแต่ก็ทำได้เพียงเล็กน้อย น้ำตาไหลลงมาปนกับความหนาวเย็น เขาไม่รู้ว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้อีกนานแค่ไหน แต่เขาก็จะไม่ยอมแพ้ เขาจะต้องหาทางเอาตัวรอด เขาจะต้องกลับไปหาพ่อให้ได้

เสียงลมพัดผ่านใบไม้ เสียงจิ้งหรีดเรไรยังคงส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว ความมืดมิดและความเงียบสงบ ยิ่งทำให้ความรู้สึกสิ้นหวังของครองขวัญทวีความรุนแรงขึ้น แต่ในใจลึก ๆ เขายังคงมีความหวังที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุข แม้ว่าตอนนี้มันจะดูเหมือนเป็นความหวังที่ริบหรี่ก็ตาม

บนเรือนไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่สูงจากพื้นดิน ร่างสูงของเสือหนุ่มนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นไม้ที่ขัดจนมันวาว มือหยาบกร้านถือบุหรี่มวนยาเส้น ควันสีขาวลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างให้เห็นใบหน้าคมเข้ม

ข้าง ๆ เขา กุมารทองตัวน้อยนั่งโก้งโค้งอยู่ มันส่องตาอยู่ตรงร่องกระดานไม้มองผู้มาอยู่ใหม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น กุมารทองตัวน้อย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตา แต่ดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววเจ้าเล่ห์และความรู้มากเกินวัย

“พ่อจ้ะ” เสียงเล็ก ๆ ของกุมารทองดังขึ้น น้ำเสียงอ่อนหวานแต่แววตาเจ้าเล่ห์และมือเล็ก ๆ กลับชี้ลงไปด้านล่าง

“อะไรของเอ็งใบบุญ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม

“อ้ายเชลยมันด่าพ่ออยู่จ้ะ”

กุมารทองเลียนเสียงครองขวัญ ทำหน้าตาขึงขังราวกับกำลังแสดงละคร “มันด่าพ่อว่า ใจร้าย! ใจดำ! อำมหิต! แล้วก็บอกว่าพ่อไม่ใช่เสือ แต่พ่อเป็นหมา!”

เสือไพรสูบยาเส้นต่อ ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ มือที่ถือบุหรี่สั่นเล็กน้อย ความโกรธเริ่มเดือดพล่านขึ้นมาในอก เขาข่มใจ พยายามควบคุมอารมณ์แต่ก็ยากเหลือเกิน

เขาหลับตาลงหายใจเข้าลึก ๆ พยายามข่มอารมณ์ แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินไปดับตะเกียงน้ำมัน ความมืดปกคลุมทั่วบริเวณ

เสือไพรหวังว่าความมืดจะทำให้ครองขวัญเลิกบ่น เลิกด่าเขาสักที ความเงียบสงัดปกคลุม เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้และเสียงหายใจแผ่วเบาของเสือไพรที่กำลังพยายามควบคุมอารมณ์อันเดือดพล่านของตัวเอง และสายตาของกุมารทองที่มองตามไปด้วยความเป็นห่วง แม้จะแฝงไปด้วยความซุกซนเล็กน้อยก็ตาม

เสียงจักจั่นเรไรส่งเสียงครางครวญอย่างน่าเวทนา คลอเคล้ากับเสียงสายฝนของเดือนมิถุนายนที่ยังคงตกกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ครองขวัญนอนตัวงออยู่บนแคร่ไม้ไผ่เก่า ๆ ร่างกายสั่นเทา เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลไม่หยุด

แสงจันทร์สีนวลอ่อนสาดส่องลงมาเป็นบางส่วน ทิ้งเงาของร่างกายเขาที่ดูบอบบาง ราวกับจะแตกสลายลงไปได้ทุกเมื่อ เวลาเดียวกันนั้นลมเย็นพัดผ่านพาเอาความหนาวเย็นมาปกคลุมทั่วร่างกาย แต่ความหนาวเย็นนั้น กลับไม่เท่ากับความหนาวเหน็บในหัวใจที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีต่อบิดาที่ส่งให้ตนมาลำบากอยู่ท่ามกลางชุมเสือชุมโจรแห่งนี้

กระนั้นนักเลงอันธพาลจะน่ากลัวเพียงใด และถึงจะต้องทนทุกข์ยากเช่นไร ทว่าครองขวัญก็ไม่คิดจะโทษพ่อเลยสักนิด

ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ที่แสนเจ็บปวดฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำ วันที่เขาอายุเพียงแปดขวบชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ทุก ๆ รายละเอียด ทุก ๆ เสียง ทุก ๆ ความรู้สึก กลับมาทวงถามความทรงจำที่เขาพยายามจะลืมเลือน

เขาเห็นตัวเอง เด็กชายตัวเล็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่ริมสระน้ำดอกบัวสีชมพูอ่อนบานสะพรั่ง สวยงามราวกับดวงใจของเทพธิดา สิ่งนั้นดึงดูดความสนใจของเขาเหลือเกิน ความอยากได้ครอบงำจิตใจ เขาเอื้อมมือเล็ก ๆ ไปหยิบดอกบัว

แต่กลับพลาดท่า! ร่างเล็กตกลงไปในน้ำเย็นเฉียบ ความกลัวเข้าครอบงำ เขาตะโกนด้วยเสียงที่เปราะบางเสมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” เสียงเด็กชายตัวเล็ก ๆ ดังก้องอยู่ในความทรงจำ แต่กลับฟังดูห่างไกล เสมือนกับเสียงจากโลกใบอื่น เสียงที่อ่อนแอ ไร้เรี่ยวแรงสะท้อนความสิ้นหวังของเด็กชายที่กำลังจมดิ่งลงไปในน้ำเย็นเยือก

ครองภพที่เล่นอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเสียงเขารีบวิ่งเข้ามา ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มตอนนี้เต็มไปด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกโพลง มองดูน้องชายที่กำลังดิ้นรน ในน้ำที่เย็นยะเยือก

“ครองขวัญ! อย่าดิ้น!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป