บทที่ 8 ครูขวัญอัปลักษณ์ 3/3
เสือไพรเดินไปหยิบหนังสือวารสารเล่มเก่า ปกซีดจาง กระดาษเหลืองกรอบจากชั้นวางหนังสือที่ทำจากไม้ไผ่สาน ฝุ่นละอองบาง ๆ ปกคลุมแล้วชี้ไปที่ตัวหนังสือให้ครองขวัญอ่าน
“ถ้าเอ็งไม่โง่ เอ็งต้องอ่านออก” เสือไพรพูดน้ำเสียงยังคงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความท้าทายเล็กน้อย
ครองขวัญมองหนังสือแล้วมองหน้าเสือไพร เขาไม่คิดว่าเสือไพรจะทดสอบความรู้ของเขา แต่เขาก็ไม่กลัว เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มอ่านออกเสียง
“…ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องอาศัย…” ครองขวัญอ่านเสียงดังฟังชัดเจน ใบหน้าที่มีรอยปานแดงกระตุกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง
‘เป็นไงชมว่าขวัญเก่งสิเสือไพร ขวัญไม่ได้โง่เสียหน่อย’
เสือไพรเงียบไป ดวงตาสีรัตติกาลเบิกกว้างมองครองขวัญด้วยความประหลาดใจ เขาแค่อยากลองเชิงแต่ไม่คาดคิดเลยว่าครองขวัญจะอ่านมันได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลความเจริญอย่างนี้ เหตุเพราะโกเมนส่วนใหญ่ถูกเหยียดหยาม ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ความรู้ของพวกเขามักจำกัดอยู่แค่การทำมาหากิน น้อยคนนักที่จะอ่านหนังสือได้คล่องแคล่วแบบครองขวัญ
“เอ็งอ่านได้จริง ๆ หรือ” เสือไพรพูดน้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่พอคิดไปคิดมา ครองขวัญมีพ่อเป็นถึงกำนัน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกหากกำนันเดชจะสอนหนังสือให้ลูก
ครองขวัญเห็นท่าทางประหลาดใจของเสือไพรก็ยิ้มเยาะ “บอกเลยอย่ามาทดสอบกันให้ยาก เห็นแบบนี้ขวัญเรียนจบตั้งป.๖ เชียวนะ”
“งั้นหรือ” เสือไพรย้อนถาม
“ก็ใช่น่ะสิ เห็นหรือยังว่าขวัญไม่ได้โง่อย่างที่คุณว่าเสียหน่อย” ครองขวัญกอดอก ใบหน้าเชิดขึ้นว่าออกมาด้วยท่าทีทรงภูมิ
“เฮ้ยเสือไพรคุณจะทำอะไร ปล่อยขวัญนะ!” ครองขวัญร้องโวยวายขึ้นทั้งยังพยายามแกะมือหนาที่ฉุดกระชากลากตนด้วยแรงมหาศาล
เสือไพรพาครองขวัญไปยังศาลากลางหมู่บ้าน ซึ่งเป็นศาลาไม้เก่าแก่ตั้งอยู่กลางลานโล่ง มีต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มอยู่รอบ ๆก่อนจะเคาะกระบอกไม้ไผ่อยู่หลายครั้งเพื่อเรียกชาวบ้านที่กำลังทำไร่ ทำนา เสียงนั้นดังก้องไปทั่วหมู่บ้านเรียกให้คนทั้งหมู่บ้านมารวมตัวกันที่ศาลา
ไม่นานชาวบ้านก็ทยอยกันมารวมตัวกันอยู่ที่ลานโล่งหน้าศาลา พวกเขามองหน้ากันด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าเสือไพร หัวหน้าโจรผู้ทรงอิทธิพลเรียกประชุมด่วนเช่นนี้จะมีเรื่องอะไรด่วนหรือเปล่า
เสือไพรยืนอยู่บนลานศาลาร่างสูงใหญ่ดูสง่างาม แม้จะสวมเพียงเสื้อผ้าเรียบง่าย เขามองไปยังชาวบ้านก่อนจะหันมาทางครองขวัญที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งขรึม
“ทุกคนข้ามีเรื่องจะประกาศ” เสียงของเสือไพรดังก้อง เขาหยุดชั่วครู่มองหน้าชาวบ้านอย่างตั้งใจก่อนจะพูดต่อ
“ต่อไปนี้คนผู้นี้จะมาช่วยสอนหนังสือ สอนอ่าน สอนเขียนและบวกลบเลขให้กับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านของเรา”
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่ว ชาวบ้านต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เด็กหลายคนซุกตัวอยู่หลังพ่อแม่ มองครองขวัญด้วยสายตาหวาดกลัว รอยปานแดงขนาดใหญ่กลางใบหน้าของเขาดูน่ากลัวในสายตาของเด็ก ๆ ที่ยังไร้เดียงสา บางคนถึงกับร้องไห้จ้าเมื่อเห็นเขา ชาวบ้านบางส่วนเริ่มกระซิบกระซาบ วิพากษ์วิจารณ์ใบหน้าของครองขวัญ สายตาของพวกเขามองครองขวัญด้วยความรังเกียจและความไม่ไว้วางใจ
“หน้าตาแบบนี้จะมาสอนเด็กได้อย่างไร ลูกข้าได้ฝันร้ายกันพอดี”
“ใช่ ๆ ดูท่าทางก็ไม่น่าไว้ใจ”
“พ่อเสือไพรหาคนอื่นมาเถอะ อย่างไรเสียพวกข้าก็ไม่ยอมให้ลูกเรียนกับคนอัปลักษณ์เช่นนี้หรอก”
ครองขวัญรู้สึกได้ถึงสายตาและคำพูดเหล่านั้น ใบหน้าที่เคยแสดงความมั่นใจเริ่มหม่นลง ตั้งแต่เด็กยันโตเพราะปานแดงนี้ก็ทำให้เขาเป็นที่รังเกียจแก่ผู้คน หากแต่เมื่อโดนเด็กร้องไห้ใส่เช่นนี้เขาก็รู้สึกเจ็บลึก ๆ อยู่ในใจเช่นกัน
เสือไพรสังเกตเห็นปฏิกิริยาของชาวบ้านและสีหน้าของครองขวัญ หัวคิ้วจึงขมวดเข้าหากัน เขาคิดจะพูดโต้แย้งออกไปแต่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
“ข้าเข้าใจว่าหลายคนอาจจะยังไม่ไว้ใจคนที่พึ่งเข้ามา แต่ข้าขอให้ทุกคนให้โอกาสเขา ให้โอกาสเด็ก ๆ ในหมู่บ้านของเรา ในเมื่อคนผู้นี้เป็นหัวหน้าที่พามาแนะนำ ข้าเชื่อว่าเขาก็มีความรู้และความสามารถที่จะสอนเด็ก ๆ ได้” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นก่อนที่ชาวบ้านจะแหวกทางให้กับร่างสูงของหนึ่งในเสือร้ายแห่งชุม
เสือเหม เมื่อเห็นท่าทีของชาวบ้านและคนอื่น ๆ ที่มีต่อครองขวัญก็เข้ามาแทรกเพื่อแก้สถานการณ์ ทำให้ครองขวัญรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง คิดว่าในชุมโจรนี้ก็ยังพอมีคนดีอยู่บ้าง
ไม่เหมือนกับบางคนลากเขามาโดนด่าแล้วยังเงียบไม่คิดจะปริปากพูดสักคำ
สายตาของครองขวัญเหลือบมองเสือเหมอีกครั้ง ในขณะที่ชาวบ้านต่างตั้งใจฟังที่อีกฝ่ายพูด รูปร่างของนิลกาฬหนุ่มนั้น…เอาตรง ๆ ก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไร ผิวเข้มกร้านแดด ใบหน้าคมแต่ดูดุ ไม่ใช่แบบหล่อคมเข้มสะดุดตาอย่างเสือไพร แผลเป็นเล็ก ๆ ที่ปรากฏอยู่บนใบหน้ายิ่งทำให้ดูน่ากลัว แต่รอยยิ้มที่เสือเหมมอบให้ตอนที่ปกป้องเขากลับทำให้ภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามนั้นจางหายไป
ครองขวัญนึกเปรียบเทียบเสือไพรกับเสือเหมว่ามันช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว เสือไพรหน้าตาหล่อเหลาดึงดูดราวกับเทพบุตร แต่จิตใจกลับโหดร้าย เย็นชา ไร้ซึ่งความเมตตา
ร่างสูงของนิลกาฬหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าของครองขวัญที่เอาแต่จ้องมองตน “ข้าชื่อเหม เอ็งชื่ออะไรหรือ” อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มแสนละมุน
“ครองขวัญจ้ะ แต่เรียกขวัญก็ได้” ครองขวัญตอบกลับด้วยรอยยิ้มไปเช่นกัน กระนั้นเสือไพรที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับมองการกระทำนั้นด้วยสีหน้าที่นิ่งขรึมกว่าเดิมเสียหลายส่วน ทว่าครองขวัญกลับไม่ได้รับรู้เลยสักนิด
“ถึงพวกข้าจะเป็นโจร แต่ก็อยากให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านนี้มีความรู้ติดตัวไว้บ้าง หากวันใดวันหนึ่งพวกมันไม่ได้คิดอยากเป็นโจรอย่างเช่นพ่อแม่ตัวเองก็จะได้วิชาความรู้ไปทำมาหากิน ข้ากับไอ้เสือไพรจึงแบ่งเวลากันมาช่วยสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ”
“แต่บางทีข้าเองก็ไม่ว่าง เสือไพรบางครั้งก็ติดช่วยคนเรื่องแก้คุณไสยบ้าง ออกไปปราบนักเลง ปราบโจรที่มันข้ามเขตมาลองดีจากถิ่นอื่นบ้าง ระยะหลังมานี้เลยทิ้งช่วงไปกลัวเด็ก ๆ จะลืมวิชาความรู้ หากได้เอ็งมาช่วยด้วยอีกแรงก็คงดีไม่น้อยเลย”
“แต่ว่าเด็ก ๆ จะไม่กลัวหน้าตาขวัญหรือ ก็ขวัญ...” ครองขวัญพูดไม่ออก ไม่มีใครพูดออกมาได้หรอกว่าตนเองนั้นอัปลักษณ์
“เอ็งไม่ต้องห่วงไปหรอก ข้าคุยกับชาวบ้านให้เรียบร้อยแล้ว พวกเขายินยอมให้เอ็งมาช่วยสอนหนังสือที่นี่”
พอคิดทบทวนดูดี ๆ หากสิ่งที่ตนเองทำจะมีประโยชน์ต่อผู้อื่นก็นับว่าดีไม่น้อยเลย และถ้าเสือไพรทำอย่างที่เสือเหมว่าจริง ๆ อีกฝ่ายก็ดูจะไม่ได้นิสัยเลวร้ายอย่างที่เขาคิด ออกจะเป็นโจรนิสัยดีเสียด้วยซ้ำ
แต่ยกเว้นเวลาอยู่กันสองคน! เพราะเสือไพรจะกลายร่างเป็นหมาทันที และไม่ใช่หมาธรรมดาด้วย แบบนี้มันเรียกว่าหมาบ้าชัด ๆ ครองขวัญนึกย้อนไปถึงเหตุการณตอนเช้าที่เสือไพรเตะสำรับอาหารที่เขาเตรียมไว้ ก็ยังนึกโมโหอยู่ไม่หาย
ไอ้เสือไพร! ไอ้หมาบ้า!
“ว่าอย่างไรเอ็งจะยอมสอนหนังสือให้พวกเด็ก ๆ หรือเปล่า” เสียงของเสือเหมปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ความคิดของตน ครองขวัญเงยหน้ามองอีกฝ่ายนึกขบขันกับความคิดของตัวเอง
ครองขวัญยิ้มสุภาพพลางตอบรับ “เช่นนั้นก็ได้จ้ะ”
