บทที่ 7 เราไปเที่ยวกันนะ
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” เธอกล่าวขอบคุณโดยการยกมือไหว้
ทำเอาชรัญไปต่อไม่ถูก ไม่เคยมีเด็กของเจ้านายคนไหนทำแบบนี้ ส่วนมากหากได้เจ้านายของเขาเลี้ยงแล้วมักจะทำตัวระรานทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เลขาอย่างเขา
ชรัญพยักหน้าให้ ก่อนเอ่ยถามบางอย่าง “คุณมาที่นี่ มาหาหมอเหรอ” สภาพเธอก็ควรจะมาหาหมอจริง ๆ มองด้วยตายังรู้เลยว่าน่าจะป่วย
“เปล่าค่ะ มาหาน้องสาว” ว่าเพียงแค่นั้น ยื่นมือทำท่าจะเปิดประตู แต่กลับโดนเรียกเอาไว้ พร้อมชรัญที่ยื่นถุงบางอย่างให้
“ยา ถ้ารู้สึกไม่สบายก็กิน หรือจะไปหาหมอตรวจก็ได้ แล้วเบิกเงินที่คุณอคิณทร์”
“ขอบคุณค่ะ ซื้อตอนไหนคะเนี่ย”
“แวะระหว่างทาง คุณไม่รู้เรื่องหรอก เพลียหลับจนปลุกแทบจะไม่ตื่นอย่างนั้น” เด็กน้อยหน้ายู่ ขี้เกียจจะต่อปากต่อคำเพราะเธอก็หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวจริง ๆ ตอนอยู่หน้าอคิณทร์แสร้งทำเป็นปกติได้อยู่หรอก เธอไม่อยากให้เขามองว่าเธอไม่ไหวอย่างที่ชรัญพูดเอาไว้
ตัดสินใจรับงาน เธอจะมาอ่อนแอ เจ็บนั่นเจ็บนี่จนเขาใช้งานไม่ได้ก็ใช่เรื่อง อีกทั้งเงินจำนวนเยอะแบบนั้น เธอเข้าใจดีว่าคนจ้างคงจะต้องอยากใช้ให้คุ้ม คิดเสียว่าได้เงินจากการทำงาน และได้กำไรนิดๆ หน่อย ๆ จากการจ้องหน้าคนหล่อที่ทำท่าเคลิ้บเคลิ้มคล้ายหลงใหลตัวเองหัวปักหัวปำ
คิดถึงหน้าเขาแล้วก็เขินขึ้นมา คนบ้าอะไรเสียงเซ็กซี่ แถมหุ่นยัง
ขยี้ใจอีกต่างหาก
“ฉายไปก่อนนะคะ” แทนตัวเองด้วยชื่อ เพราะยังไงก็ต้องเจอ
เขาอีกตราบใดที่เธอยังรับงานนี้อยู่ จะได้สนิทกันมากขึ้น หวังว่าชรัญจะ
ไม่ปากร้ายทุกครั้งที่เจอกัน
“ครับ ยังไงถ้าจะให้มารับก็บอกคุณคิณทร์ได้เลย” สนทนากันเพียงแค่นั้น จันทร์ฉายก็เปิดประตูจากรถเดินขึ้นไปบนตึกโรงพยาบาลที่น้องสาวของเธอรักษาตัวอยู่
เธอเองไม่ชอบนักหรอกกลิ่นโรงพยาบาล เพราะมันย้อนความสูญเสียเข้ามาในหัวทุกครั้งยามได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ จันทร์ฉายกลัวว่าน้องสาวจะไม่อยู่กับตัวเองเหมือนครั้งที่ผู้เป็นแม่ได้จากไป และนั่นทำให้เธอต้อง
ทำทุกวิถีทางเพื่อจะรักษาเดือนวาดให้หาย
“พี่ฉาย” เสียงเรียกของเดือนวาดทำให้คนที่แทบไม่มีแรงเดินแบบเธอยิ้มออก “ทำไมวันนี้มาช้าจังเลยคะ”
“พอดีพี่มีธุระค่ะ ไหน วันนี้น้องสาวของพี่เป็นยังไงบ้าง ปวดหัวไหม” กุมมือน้องสาวยามที่เดือนวาดพยักหน้า
“ปวดค่ะ เมื่อเช้าวาดปวดหัวแทบทนไม่ไหว โชคดีที่ได้ยาจาก
คุณหมอ” แม้คำพูดและน้ำเสียงของน้องดูร่าเริง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้
จันทร์ฉายสบายใจขึ้นมาเลยสักนิด สาเหตุก็มาจากก้อนเนื้อในสมองของเดือนวาดมันค่อย ๆ โตขึ้น และหากเป็นอย่างนั้นต่อไปโดยไม่รีบผ่าตัด แน่นอนว่ามันเป็นอันตรายแน่ ๆ
“เดี๋ยวคนเก่งของพี่ก็หายนะคะ” ฉีกยิ้มปลอบน้องสาว ทว่าดวงตากลับสั่นระริกเดือนวาดอายุเพียงสิบห้าปีก็ป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง
ตรวจเจอหลังจากแม่เสียได้ไม่นาน ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะออกจากมหา’ลัย เพื่อทำงานประจำทว่าน้องสาวดันขอเอาไว้เพราะเธอนั้นเรียนใกล้จบแล้ว อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น เดือนวาดไม่อยากให้พี่เสียเวลาก่อนหน้าไปโดยเสียเปล่า
ทว่าถึงเป็นอย่างนั้นจันทร์ฉายก็จะไม่ยอมแพ้เรื่องหาเงินมารักษาคนตัวเล็กตรงหน้าอยู่ดี กลางวันไปเรียน ส่วนช่วงเย็นทำงานที่ร้านกาแฟ และช่วงดึกก็ไปทำงานที่ผับของอคิณทร์ ทว่าทำขนาดนี้กลับมองไม่เห็นทางว่าเงินจะพอถึงงานที่ผับจะได้เงินค่อนข้างเยอะก็เถอะ แต่นั่นมันก็นานกว่าจะหาได้ทัน
“พี่ฉายทานอะไรหรือยัง”
“ยังเลย แล้วเราล่ะ”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ” เดือนวาดมาพร้อมขยับตัวมาชิดริมเตียงฝั่งที่ติดกับพี่สาว จากนั้นก็ยื่นหน้ามาเกยไหล่เอาไว้ นี่ถ้ากระโดนลงจากเตียงคนป่วยมาออดอ้อนได้คงทำไปแล้ว ทว่ามันติดตรงที่ร่างกายของตัวเองระโยงระยางไปหมด “พี่ฉาย วาดไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วอะ อาหารโรงบาชจืดชืด” ตรงนี้จันทร์ฉายเข้าใจเป็นเย่างดี เคยมีครั้งหนึ่งที่ตัวเธอเองป่วย จำต้องให้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล คนป่วยก็อยากจะฮีลใจตัวเองโดยการทานอาหารอร่อย ๆ แต่กลับได้กินอาหารจืดชืดแทน
“อดทนนะ อีกไม่นานก็จะได้ออกจากที่นี่” บอกเพื่อให้กำลังใจน้อง คำว่าอดทนนั้นจันทร์ฉายเองไม่ได้บอกเพียงคนตรงหน้า แต่นั่นเป็นการ
ย้ำตัวเองให้อดทนเช่นเดียวกัน เธอเชื่อว่าเด็กน้อยนั้นจะต้องหายเป็นปกติ เชื่อว่าจะต้องหาเงินมาผ่าตัดทันและทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี
“ถ้าหายแล้ว เราไปเที่ยวกันนะคะ วาดอยากเที่ยวทะเล” คนเป็นพี่พยักหน้ากลั้นน้ำตาไม่ให้ไกลลงมา “วาดว่าพี่ฉายไปทานข้าวก่อนดีกว่านะ ต้องทานเยอะ ๆ ด้วย ตัวล็กกว่าวาดที่ป่วยอีก”
“โอเค เดี๋ยวพี่มานะ” บอกน้องสาวแค่นั้นก่อนจะเดินออกจากห้อง เธอเองไม่ได้ตรงไปทานข้าวแบบที่คุยกับน้องไว้ ทว่ากลับเลือกที่จะเดินไปหาหมอเจ้าของไข้ของน้องสาว อยากสอบถามว่าตอนนี้อาการของเดือนวาดอยู่ระดับไหนแล้ว จะได้วางแผนถูกว่าจะเอายังไงต่อ
