บทที่ 2 ก็แค่ลูกครึ่ง

ภาวิดามือไม้สั่นเทาขณะค่อย ๆ ผลักบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่านั้นออกไป

กลิ่นอับชื้นผสมกับความเย็นยะเยือกพุ่งเข้าปะทะใบหน้าทันทีที่ประตูเปิดออก

ภายในห้องไร้ซึ่งหน้าต่าง มีเพียงแสงสลัวจากหลอดไฟดวงเล็กที่กำลังจะขาดแหล่มิขาดแหล่ ส่องสว่างอย่างอ่อนแรงในพื้นที่แคบและน่าอึดอัดนี้

นี่มันไม่ใช่ห้องสำหรับให้เด็กอาศัยอยู่เลยสักนิด!

เฟอร์นิเจอร์มีเพียงเตียงไม้กระดานแข็ง ๆ ปูด้วยฟูกบางเฉียบที่ดูสกปรกและขึ้นราจนส่งกลิ่นเหม็นอับ

และที่มุมหนึ่งของเตียงนั้น มีร่างเล็กจ้อยขดตัวอยู่

เด็กน้อยดูผอมโซจนน่าใจหาย สวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นที่ใหญ่กว่าตัวโคร่งและเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว

ใบหน้าเล็กซีดเซียว เส้นผมแห้งกรอบราวกับฟางข้าว ในมือประคองก้อนขนมปังแข็ง ๆ ที่แทบจะกัดไม่เข้า ค่อย ๆ แทะกินทีละคำอย่างหิวโหย

เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด เขาสะดุ้งโหยงเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววหวาดกลัวและตื่นตระหนก ราวกับลูกแมวที่ถูกทิ้งขว้าง

ทันทีที่เห็นคนแปลกหน้า เขาก็รีบถดตัวหนีไปชิดมุมกำแพงด้วยความตกใจ ขนมปังในมือร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายเล็ก ๆ สั่นเทาด้วยความหวาดระแวง

ภาวิดายืนนิ่งราวกับถูกสาป เลือดในกายเย็นเฉียบจนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง

นี่คือ... ลูกชายของเธอเหรอ?

เด็กคนนี้คือลูก... แก้วตาดวงใจที่เธอเฝ้าคิดถึงทุกลมหายใจตลอดเวลาที่ถูกจองจำอยู่ในคุกอันมืดมิด ตระกูลทัศนัยตกต่ำถึงขนาดเลี้ยงเด็กคนเดียวไม่ได้แล้วหรือไร?

ทำไมลูกชายของเธอถึงถูกขังอยู่ในที่แบบนี้?! ราวกับหนูสกปรกที่ต้องหลบซ่อนในเงามืด!

"ลูกแม่..." น้ำเสียงของภาวิดาแหบพร่าและสั่นเครือ น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

เธอแทบจะถลันเข้าไป หมายจะโอบกอดร่างเล็กที่น่าสงสารนั้นไว้แนบอก

แต่เด็กน้อยกลับกรีดร้องด้วยความตกใจกลัวเมื่อเห็นเธอพุ่งเข้ามา เขารีบมุดหน้าลงกับหัวเข่า ส่งเสียงร้องครางหงิก ๆ ด้วยความหวาดกลัว

วรนน! ทำไมเขาถึงใจร้ายได้ขนาดนี้?! ต่อให้เขาเกลียดเธอ แต่เด็กคนนี้บริสุทธิ์และไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย!

ความโศกเศร้าและความโกรธแค้นปะทุขึ้นในอกราวกับภูเขาไฟระเบิด มันรุนแรงจนแทบจะเผาผลาญสติสัมปชัญญะของเธอจนหมดสิ้น

เธอหันขวับ วิ่งออกจากห้องมืดนั้นอย่างบ้าคลั่ง ตรงดิ่งกลับไปยังห้องโถงจัดเลี้ยงที่ยังคงอึกทึกครึกโครม

การปรากฏตัวของเธอทำให้งานเลี้ยงชะงักลงอีกครั้ง แขกทุกคนต่างจ้องมองหญิงสาวที่วิ่งกลับมาด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและแววตาเกรี้ยวกราด

วรนนกำลังถือแก้วไวน์สนทนากับแขกผู้ใหญ่ โดยมีจารวียืนยิ้มหวานหยาดเยิ้มอยู่เคียงข้าง

ภาวิดาพุ่งตรงเข้าไปหาวรนน น้ำตานองหน้า นิ้วชี้สั่นระริกชี้ไปยังทิศทางที่เธอเพิ่งจากมา น้ำเสียงแหลมสูงด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น: "วรนน! คุณยังมีความเป็นคนอยู่หรือเปล่า?! นั่นมันลูกของคุณนะ! คุณขังแกไว้ในที่แบบนั้นได้ยังไง?! แกยังเด็กมาก! แกกลัวความมืด! แกกำลังหิวโซ! แกกลัวจนคิดว่าฉันจะเข้าไปทำร้าย! คุณทำอะไรกับลูกของฉัน?!"

เธอตะโกนออกมาอย่างไม่เป็นภาษา สติของเธอแตกกระเจิงไปแล้ว

วรนนวางแก้วไวน์ลงช้า ๆ สายตาที่มองมาเย็นชาและว่างเปล่า ราวกับกำลังดูละครฉากหนึ่งที่แสดงได้ห่วยแตก

"ลูกของฉัน?" เขาหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมบาดลึก "ภาวิดา ฉันตรวจดีเอ็นเอเรียบร้อยแล้ว จนป่านนี้เธอยังจะปากแข็งบอกว่านั่นเป็นลูกของฉันอีกเหรอ?"

"มันก็แค่ลูกชู้ที่เธอไปมั่วกับผู้ชายที่ไหนมาก็ไม่รู้ ฉันยอมให้ข้าวให้น้ำ ไม่ปล่อยให้มันอดตายข้างถนน ก็ถือว่าได้ทำบุญทำทานมากพอแล้ว!"

"ส่วนเรื่องที่อยู่?" เขาปรายตามองไปทางห้องเก็บของอย่างไม่ยี่หระ "ลูกกาฝากแบบนั้น มีที่ให้ซุกหัวนอนก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว!"

"ไอ้สารเลว!" ภาวิดาไม่รู้ว่าผลตรวจดีเอ็นเอบ้าบอนั่นผิดพลาดตรงไหน แต่ความโกรธทำให้เธอขาดสติ เธอยกมือขึ้นหมายจะตบหน้าเขา แต่กลับถูกวรนนคว้าข้อมือไว้ได้ทัน แรงบีบของเขามหาศาลจนกระดูกข้อมือเธอแทบจะแหลกละเอียด

"ดูเหมือนคุกสามปีจะไม่ได้ช่วยดัดนิสัยเธอเลยสินะ" เขาสลัดมือเธอทิ้งอย่างแรง ก่อนจะหันไปสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียงอย่างเด็ดขาด "ลากนังผู้หญิงบ้าคนนี้ออกไป! ถ้าปล่อยให้เข้ามาอีก พวกแกเตรียมตัวตกงานได้เลย!"

รปภ. ร่างยักษ์ไม่รอช้า เข้ามาหิ้วปีกภาวิดาที่แทบจะหมดแรงลากถูออกไปอย่างไม่ปรานี

พวกเขารากเธอไปทิ้งไว้หน้าประตูรั้ว ผลักไสเธอลงไปกองกับพื้นคอนกรีตที่เปียกชื้นราวกับขยะชิ้นหนึ่ง

สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักโดยไม่มีเค้าลางมาก่อน หยาดฝนเย็นเฉียบชะล้างร่างที่ผอมบางของเธอ ความหนาวเหน็บแทรกซึมเข้าสู่กระดูกดำ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บในหัวใจ

เสียงดนตรีคลาสสิกจากในคฤหาสน์ดังแว่วออกมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะพูดคุย ราวกับโศกนาฏกรรมเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

ตัวตนของเธอ ความเจ็บปวดของเธอ เป็นเพียงเรื่องตลกคั่นเวลาสำหรับคนพวกนั้น

เธอนั่งกองอยู่ท่ามกลางสายฝน น้ำฝนผสมปนเปกับน้ำตาจนมองภาพตรงหน้าพร่ามัว ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหนาวและความเจ็บปวดเจียนตาย

ในหัวมีแต่ภาพแววตาที่หวาดกลัวของลูกชาย ร่างกายที่ผอมโซนั้นกรีดแทงหัวใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนมีดทื่อ ๆ

ทันใดนั้น รองเท้าส้นสูงประดับเพชรระยิบระยับคู่หนึ่งก็มาหยุดอยู่ตรงหน้า

ภาวิดาเงยหน้าขึ้นมองอย่างเลื่อนลอย

จารวียืนกางร่มลูกไม้คันหรู มองลงมาด้วยสายตาของผู้ชนะที่แฝงความสมเพชและเย้ยหยัน

นางเอกของงานออกมาหาเธอด้วยตัวเอง คงไม่ใช่เพื่อมามอบความอบอุ่นแน่

"อ้าว นี่มันคุณนายของบ้านไม่ใช่เหรอคะ? ทำไมมานั่งตากฝนแบบนี้ล่ะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ" น้ำเสียงของจารวียังคงหวานหยด แต่แฝงไปด้วยยาพิษร้ายแรง "อ้อ... ฉันลืมไป อีกไม่นานก็คงไม่ใช่แล้ว พี่วรนนให้ทนายร่างใบหย่ารอไว้แล้วนี่นา"

ภาวิดาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็ง ริมฝีปากสั่นระริกแต่กลับไม่มีเสียงใดออกมา

"ดูสภาพพี่ตอนนี้สิ น่าสมเพชจริงๆ" จารวีใช้ปลายรองเท้าเขี่ยน้ำขังบนพื้นจนกระเซ็นใส่ขากางเกงของภาวิดา แล้วหัวเราะเบา ๆ "แต่ก็สมควรแล้วล่ะ ใครใช้ให้พี่โง่เอง ครอบครองตำแหน่งคุณนายทัศนัยอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ ดันร่านไปมีชู้ แถมยังกล้าโกงเงินบริษัทอีก"

"ฉันไม่ได้ทำ!" ภาวิดาตะโกนโต้ตอบเสียงแหบแห้ง เสียงของเธอถูกกลบด้วยเสียงฝน ฟังดูไร้น้ำหนักและน่าเวทนา

"ทำหรือไม่ทำมันสำคัญด้วยเหรอ?" จารวีโน้มตัวลงมา กระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน เต็มไปด้วยความสะใจ "ประเด็นมันอยู่ที่ว่า วรนนเขาเชื่อว่าพี่ทำ และที่สำคัญที่สุด... ตอนนี้ฉันคือผู้ชนะ ทุกอย่างของพี่กำลังจะกลายเป็นของฉัน ตำแหน่งคุณนาย ความรักของวรนน สมบัติของตระกูลทัศนัย... อ้อ แล้วก็รวมถึงไอ้ลูกชู้นั่นด้วย"

เมื่อได้ยินคำว่า 'ลูกชู้' ภาวิดาก็เงยหน้าขวับ สายตาลุกวาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

จารวีกลับยิ้มกว้างขึ้นอย่างมีความสุข "อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสิคะ ต้องโทษความร่านของตัวเองเถอะที่ไม่รู้ว่าไปท้องกับใครมา ตอนพี่วรนนเห็นผลตรวจดีเอ็นเอ หน้าเขาดูไม่ได้เลยนะ เขาอุตส่าห์เมตตาปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าเป็นบุญคุณท่วมหัวแล้ว พี่จะหวังให้เขาเลี้ยงลูกชู้เป็นคุณหนูเหรอ?"

"เธอ... ทุกอย่างเป็นแผนของเธอ..." ภาวิดากัดฟันกรอด ความแค้นอัดแน่นจนแทบระเบิด

จารวียืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ใช้มือปัดกระโปรงอย่างผู้ดี รอยยิ้มบนใบหน้านั้นดูไร้เดียงสาแต่โหดเหี้ยมอำมหิต "พูดจาเลอะเทอะนะคะพี่ภาวิดา หลักฐานล่ะ? สามปีก่อนก็ไม่มี ตอนนี้พี่เป็นแค่อดีตนักโทษขี้คุก พูดไปใครเขาจะเชื่อ?"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป