บทที่ 4 คราวนี้คนที่ลำบากคือเธอ

หมดเนื้อหมดตัว ไร้ญาติขาดมิตร...

เงินติดตัวก้อนสุดท้ายที่ลุงดำให้มา ก็เพิ่งจะหมดไปกับค่ารถเมื่อครู่นี้ ไม่เหลือติดกระเป๋าแม้แต่บาทเดียว

นี่เพิ่งจะพ้นโทษออกมาจากเรือนจำแท้ ๆ แต่กลับต้องมาลงเอยด้วยการนอนข้างถนนเลยอย่างนั้นหรือ?

ลูกของเธอยังต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกของตระกูลทัศนัย เธอจะมาล้มพับลงตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด

แต่ทว่า... มันช่างเหนื่อยเหลือเกิน... หนาวเหน็บ... และสิ้นหวัง...

สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาปะปนกับคราบน้ำตาจนภาพตรงหน้าพร่ามัว แสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟริมทางดูบิดเบี้ยวเป็นวงกว้าง

ร่างบางเดินโซซัดโซเซ ราวกับว่าวินาทีถัดไปเธอจะล้มฟุบลงไปนอนกองกับพื้นถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนอันเย็นเฉียบ และคงไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาได้อีก

ในขณะที่สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง และเกือบจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา ท่ามกลางม่านฝนอันมืดมิดเบื้องหน้า ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังพุ่งตรงเข้ามาหาเธอ

ภาวิดาฝืนเงยหน้าขึ้นอย่างมึนงง พยายามเพ่งสายตามองฝ่าม่านน้ำฝนที่บดบัง

ละอองฝนที่โปรยปรายคล้ายรัศมีจาง ๆ รอบกายเขา ชายหนุ่มผู้นั้นยืนตระหง่านภายใต้ร่มคันสีดำสนิท สวมใส่เสื้อสูทตัวนอกเนื้อดีที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดูภูมิฐานและสง่างาม ดูสูงส่งจนตัดกับถนนที่ทรุดโทรม และสภาพน่าเวทนาของเธออย่างสิ้นเชิง

เขารีบเข้ามาประคองร่างของเธอไว้ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนเกินบรรยาย

หัวใจของภาวิดากระตุกวูบอย่างประหลาด

ผู้ชายคนนี้... คือใคร? ทำไมถึงมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น?

สัญชาตญาณสั่งให้เธอพยายามผลักไสเขาออกด้วยความระแวง

ทว่า เมื่อแสงไฟสลัวริมทางตกกระทบใบหน้านั้นจนเห็นได้ชัดเจน เธอก็ถึงกับชะงักงัน รูม่านตาหดเกร็งด้วยความตกตะลึงสุดขีด

ใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับเทพบุตรปั้นแต่ง โครงหน้าคมชัด จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากบางที่เม้มสนิท

เมื่อเทียบกับความทรงจำในวัยเยาว์ที่ดูเงียบขรึมและเจียมเนื้อเจียมตัว บัดนี้เขาดูเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว แฝงไว้ด้วยความเย็นชาและกลิ่นอายของผู้ทรงอำนาจ

แต่ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาสีดำสนิทที่ลึกล้ำดั่งบ่อน้ำหมึกคู่นั้น เธอจำได้แม่นยำ ไม่มีทางจำผิด

"ณพลเหรอ?" ภาวิดาหลุดปากเรียกชื่อเขาออกมา เสียงของเธอแหบแห้งและเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

จะเป็นเขาไปได้อย่างไร?

ณพล... หัวหน้าห้องสมัยมัธยมของเธอ

เด็กนักเรียนทุนยากจนที่มักจะสวมชุดนักเรียนเก่า ๆ สีซีดจาง แม้จะเก็บตัวเงียบขรึมทว่ากลับมีผลการเรียนที่โดดเด่นเป็นเลิศเหนือใคร

เด็กหนุ่มที่มักจะถูกพวกเด็กบ้านรวยในห้องรุมกลั่นแกล้งและเหยียดหยามเพราะความยากจน

ได้ข่าวว่าเขาได้ทุนเต็มจำนวนไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ต่างประเทศ แล้วก็ขาดการติดต่อไปเลย

ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้?

และที่สำคัญ... เขาดูแตกต่างจากเด็กหนุ่มผู้ยากไร้ในความทรงจำคนนั้นราวกับเป็นคนละคน

ผู้ชายตรงหน้าเธอมีบารมีเปี่ยมล้น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายบ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่ง เขาดูเหมือนผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างแท้จริง

ณพลจ้องมองเธอ มองดูสภาพอันทรุดโทรม อิดโรย และเปียกปอนจนดูไม่ได้ของเธอ เขาคงสัมผัสได้ถึงความตื่นตระหนกที่พุ่งพล่านอยู่ในแววตาคู่นั้น

แววตาอันลึกล้ำของเขาฉายแววเจ็บปวดและเกรี้ยวกราดวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกกลบฝังไว้ภายใต้ท่าทีสงบนิ่งจนยากจะหยั่งถึงอารมณ์ภายใน

เขาเอียงร่มในมือมาทางเธอ จนเม็ดฝนไม่สามารถกล้ำกรายร่างของเธอได้อีก

น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำน่าฟัง ผ่านการขัดเกลาจากกาลเวลาจนมีเสน่ห์ดึงดูด ช่างแตกต่างจากน้ำเสียงใสซื่อของเด็กหนุ่มในวันวานอย่างสิ้นเชิง

"ภาวิดา"เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"

ภาวิดาได้แต่ยืนนิ่งงัน ทำอะไรไม่ถูก

ความตกใจสุดขีดทำให้เธอลืมความโศกเศร้าและความสิ้นหวังไปชั่วขณะ

"นะ... นาย... นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง..." เธอพูดตะกุกตะกัก

สายตาของณพลหยุดอยู่ที่เสื้อผ้าบางเบาที่เปียกชุ่มแนบเนื้อของเธอ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะถอดเสื้อสูทตัวนอกราคาแพงระยับของตนเองออกมาคลุมไหล่ที่กำลังสั่นเทาของเธอโดยไม่รอให้เธออนุญาต

เสื้อสูทที่ยังคงมีความอบอุ่นจากร่างกายของเขาโอบล้อมตัวเธอไว้ ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูกได้ทันที

"แค่ผ่านทางมาน่ะ" เขาตอบคำถามที่เธอยังถามไม่จบอย่างสั้นกระชับ แต่สายตาคมกริบกลับจับจ้องเธอไม่วางตา ราวกับต้องการจะสลักภาพของเธอในตอนนี้ลงไปในความทรงจำ

ภาวิดาไม่มีทางเชื่อคำว่า "แค่ผ่านทางมา" ของเขา

ถนนสายนี้ไม่ใช่เส้นทางหลัก ยิ่งในคืนที่พายุฝนกระหน่ำแบบนี้ ยิ่งเป็นไปไม่ได้

แต่ตอนนี้เธอหนาวและเหนื่อยเกินล้าเกินกว่าจะเค้นหาเหตุผลใด ๆ มาหักล้าง

ความอบอุ่นจากเสื้อคลุมบนไหล่ และการปรากฏตัวของคนรู้จักเพียงคนเดียวในความทรงจำที่ยังหลงเหลือความปรารถนาดีต่อกัน ทำให้กำแพงความเข้มแข็งที่ใกล้จะพังทลายของเธอพบที่พึ่งพิงอันเปราะบาง

"ณพล..." เธอพึมพำ ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวอีกครั้ง มวลอารมณ์ทั้งความน้อยเนื้อต่ำใจ และความสิ้นหวังที่อัดแน่นอยู่ภายในทำท่าจะทะลักออกมา

ณพลมองดูท่าทางที่เปราะบางของเธอ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงเล็กน้อย แววตาลึกซึ้งฉายแววความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

เขายื่นมือออกมาเหมือนอยากจะสัมผัสเธอ แต่สุดท้ายก็ทำเพียงแค่ช่วยประคองแขนเธอไว้อย่างมั่นคง เพื่อไม่ให้เธอล้มพับลงไป

"ฉันจะพาเธอกลับบ้าน" เขาไม่ได้เอ่ยถามถึงสาเหตุที่เธอตกอยู่ในสภาพนี้ คำพูดที่ดูเหมือนเรียบง่ายนั้น แฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง

คำว่า 'บ้าน' ทำให้หัวใจของภาวิดาสั่นสะท้าน

ริมฝีปากของเธอสั่นระริก แต่กลับไร้ซึ่งถ้อยคำใดเล็ดลอดออกมา

เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

เขาประคองร่างเธอตรงไปยังรถยนต์หรูสีดำสนิทที่จอดรออยู่ในเงามืดริมถนน

ไฟหน้ารถสว่างวาบขึ้น เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มทุ้มต่ำฟังดูทรงพลัง

ภาวิดาเดินตามการนำทางของเขาไปอย่างว่าง่าย ภายในหัวสมองก็พลันขาวโพลนไปหมด

เธอไม่รู้ว่าทำไมณพลถึงมาปรากฏตัวที่นี่ ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นใคร หรือทำอาชีพอะไร และยิ่งไม่รู้ว่าเขาจะพาเธอไปที่ไหน

แต่ในวินาทีนี้ เธอไม่ต่างจากคนใกล้จมน้ำที่คว้าได้ขอนไม้ไว้ได้ จึงไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอที่จะคิดไตร่ตรองหรือปฏิเสธ

เมื่อประตูรถเปิดออก ไออุ่นจากภายในก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้า ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกิน

ณพลยกมือขึ้นป้องศีรษะให้เธอ แล้วส่งเธอเข้าไปนั่งในรถอย่างทะนุถนอม

จังหวะที่เขาปิดประตูรถ ภาวิดาทอดสายตาผ่านฟิล์มมืดสนิทเพื่อมองดู "บ้าน" หลังนั้นเป็นครั้งสุดท้าย... บ้านที่เธอไม่มีวันหวนกลับไปได้อีก และมองดูค่ำคืนแห่งสายฝนที่โหดร้ายทารุณ

จากนั้น เธอก็หลับตาลง ปล่อยให้ตัวเองได้พักหายใจอย่างโรยริน ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่ถาโถมเข้ามาใส่อย่างไม่หยุดหย่อน

ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมา... วันที่เธอเห็นณพลตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา ก็คือวันที่มีพายุฝนกระหน่ำไม่ต่างจากวันนี้

เด็กผู้ชายเกเรในห้องหลายคน พากันโยนขวดพลาสติกที่บรรจุปัสสาวะจนเต็มลงไปกลางสนามหญ้าท่ามกลางสายฝน แล้วหัวเราะเยาะเย้ย สั่งให้เขาไปเก็บมันขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหมือนโยนเศษเงินให้ขอทาน

ณพลยืนนิ่งไม่ไหวติง จึงเริ่มถูกผลักอกและกลั่นแกล้ง

ภาวิดาทนดูไม่ได้ จึงเข้าไปอาละวาดใส่กลุ่มเด็กเกเรพวกนั้นจนวงแตกกระเจิง

หลังจากพวกตัวแสบแยกย้ายกันไป ภาวิดาก็ยื่นขวดเครื่องดื่มที่เธอดื่มเหลือครึ่งหนึ่งให้เขาด้วยท่าทางเก้อเขิน "นายไม่ต้องไปเก็บไอ้นั่นหรอก ขวดนี้ฉันกินไม่หมด ช่วยจัดการให้หน่อยสิ"

เด็กหนุ่มวัยนี้ ศักดิ์ศรีคือสิ่งสำคัญที่สุด

ภาวิดาไม่ได้เสนอเงินให้เขา

ในตอนนั้นเธอยังเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลศิริเอก ชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบและหรูหราฟู่ฟ่า

อาจเป็นเพราะความสงสาร หรืออาจเป็นเพราะชื่นชมในความอดทนไม่ย่อท้อของเขา เธอจึงแอบให้ทุนการศึกษาแก่เขาผ่านทางอาจารย์อย่างลับ ๆ โดยไม่เปิดเผยชื่อ ช่วยเหลือทั้งค่าเทอมและค่ากินอยู่ตลอดช่วงมัธยม

เธอไม่เคยหวังผลตอบแทนใด ๆ และแทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วหลังจากเรียนจบ

ทว่าในวันนี้... กงล้อแห่งโชคชะตากลับหมุนวนจนสถานการณ์กลับตาลปัตรไปอย่างสิ้นเชิง

มันทำให้เธอหวนนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ เหล่านั้นขึ้นมา

ชีวิตคนเรา... ช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้จริง ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป