บทที่ 5 รับกลับด้วยตนเอง
รถเก๋งสีดำขลับแล่นฝ่าสายฝนยามค่ำคืนไปอย่างนุ่มนวล ภายในห้องโดยสารนั้นอบอุ่นและเงียบสงบ ราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกที่กำลังปั่นป่วนอย่างสิ้นเชิง
ภาวิดานั่งขดตัวอยู่บนเบาะหนังกว้าง ร่างกายของเธอห่อหุ้มด้วยเสื้อโค้ทตัวใหญ่ของณพลที่ยังคงเจือกลิ่นหอมสะอาดและเย็นสดชื่น แม้ความหนาวเหน็บทางกายจะเริ่มทุเลาลง แต่ความหนาวเหน็บและว่างเปล่าในหัวใจกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
เธอหลับตาลง ขนตายาวงอนยังคงเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตา ดูราวกับผีเสื้อปีกบางที่ถูกพายุฝนกระหน่ำจนบอบช้ำ เปราะบางเสียจนน่ากลัวว่าจะแหลกสลายได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ทว่ามุมปากที่เม้มเข้าหากันแน่นนั้น กลับเผยให้เห็นความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่อย่างเงียบเชียบ
ณพลนั่งอยู่เคียงข้าง ทอดสายตาอันสงบนิ่งมองไปยังเสี้ยวหน้าซีดเซียวที่ยังคงเค้าความงามหมดจดของเธอ
เขาไม่ได้เอ่ยคำใดเพื่อรบกวน เพียงแค่กระซิบบอกจุดหมายปลายทางกับคนขับรถด้านหน้าด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
มันคือคอนโดมิเนียมหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรีใจกลางเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขา
ภายในรถมีเพียงเสียงครางเบาๆ ของเครื่องยนต์และเสียงที่ปัดน้ำฝนทำงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สติของภาวิดาเริ่มเลือนรางด้วยความอ่อนล้าและไออุ่นที่โอบล้อม แต่ภาพความทรงจำอันเลวร้ายกลับยังคงฉายชัดและปั่นป่วนอยู่ในห้วงความคิด
แววตาที่เย็นชาและยากจะคาดเดาของวรนน... รอยยิ้มเหยียดหยามของจารวี... ร่างผอมโซและแววตาตื่นตระหนกของลูกน้อย... ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจของป้าอรุณ...
และสุดท้าย ภาพความทรงจำก็หยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าอันเมตตาของผู้เป็นพ่อ... ที่บัดนี้ได้จากโลกนี้ไปตลอดกาล
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือของณพลก็ทำลายความเงียบงันขึ้น
เขาเหลือบมองหน้าจอ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแทบไม่สังเกตเห็น ก่อนจะกดรับสายและกรอกเสียงลงไปอย่างแผ่วเบา "ว่ามา"
ปลายสายดูเหมือนจะรายงานสถานการณ์บางอย่างที่เร่งด่วน
สายตาของณพลตวัดกลับมามองที่ภาวิดาอีกครั้ง แววตาคู่คมดูลึกล้ำและอ่านยากยิ่งกว่าเดิม
"รับทราบ" เขาตอบรับสั้นๆ ก่อนจะวางสายไป
ข่าวที่เขาเพิ่งได้รับรายงานแจ้งว่า ที่ 'บ้านใหญ่วรทัศน์' ในเวลานี้ สถานการณ์คงกำลังระอุไม่แพ้กัน
......
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องทำงานภายในคฤหาสน์ตระกูลวรทัศน์
ฝ่ามือหนาฟาดลงบนโต๊ะไม้สักทองเนื้อดีเสียงดังสนั่น จนชุดน้ำชาลายครามราคาแพงระยับถึงกับสะเทือนไหว
"แกมันไอ้หลานเนรคุณ! ไอ้คนโง่เง่าเต่าตุ่น!" คุณปู่กฤต ประมุขแห่งตระกูลวรทัศน์ ตวาดลั่นด้วยใบหน้าแดงก่ำ หน้าอกกระเพื่อมแรงด้วยความโทสะ นิ้วที่ชี้ไปยังวรนนซึ่งยืนหน้านิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานนั้นสั่นระริก
"คืนนี้แกทำเรื่องบ้าอะไรลงไป?! หนูภาวิดาพ้นโทษออกมาวันนี้ แกไม่ไปรับก็แย่พอแรงแล้ว! แต่นี่แก... แกกล้าไล่เขาออกจากบ้านต่อหน้าธารกำนัลตอนที่เขากลับมางั้นรึ?! วรนน สมองกับมารยาทผู้ดีของแกมันหายไปไหนหมด!"
วรนนขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาคาดไม่ถึงว่าเรื่อง "เล็กน้อย" เพียงแค่นี้จะลอยเข้าหูคุณปู่ได้รวดเร็วปานนี้
ภาพใบหน้าโกรธขึ้งของภาวิดาเมื่อครู่แวบเข้ามาในหัวของเขาอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา
ความรู้สึกหงุดหงิดและอึดอัดใจอย่างประหลาดแล่นปราดเข้ามาในอก โดยที่เขาเองก็ไม่อาจเข้าใจสาเหตุได้
เขาข่มความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นไว้ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเจือความรำคาญใจ "คุณปู่ครับ จะโมโหไปทำไมกัน ผู้หญิงพรรค์นั้น ไม่คุ้มให้คุณปู่ต้องมาเปลืองอารมณ์ด้วยหรอกครับ"
"ผู้หญิงพรรค์ไหน? ห๊ะ?!" คุณปู่กฤตยิ่งเดือดดาล "เขาคือลูกสาวของตระกูลศิริเอก! คือภรรยาที่แกแต่งงานจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย! สมัยก่อนตระกูลศิริเอกมีบุญคุณกับตระกูลวรทัศน์ของเราแค่ไหน! ถ้าไม่มีธีระวัชยื่นมือเข้ามาช่วยในตอนนั้น บริษัทวรทัศน์จะมีวันนี้ไหม?! แล้วดูสิ่งที่แกตอบแทนเขาสิ! จะให้ชาวบ้านเขาชี้หน้าด่าตระกูลเราว่าเป็นพวกถีบหัวส่ง กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาหรือไง?!"
"บุญคุณก็ส่วนบุญคุณครับ แต่สิ่งที่เธอทำลงไป มันก็มากพอที่จะลบล้างทุกอย่างแล้ว"
วรนนแค่นหัวเราะเย็นชา "เธอทำให้ตระกูลวรทัศน์ต้องเสื่อมเสีย ทำให้จารวีต้องเจ็บช้ำน้ำใจ แถมยังเกือบทำให้บริษัทต้องเสียหายมหาศาล! ติดคุกแค่สามปีนี่ยังถือว่าน้อยไปเสียด้วยซ้ำ!"
"แล้วหลักฐานล่ะ?!" คุณปู่กฤตสวนกลับทันควัน "เรื่องเมื่อสามปีก่อน แกมั่นใจนักหรือว่าไม่มีเงื่อนงำ? แกไม่เคยฉุกคิดบ้างเลยหรือว่าเมียแกอาจจะถูกใส่ร้าย?! แกตัดสินความผิดเขาเพียงเพราะ 'หลักฐาน' ที่คนอื่นยัดใส่มือ กับคำยุยงไม่กี่คำ ถึงขนาดบีบคั้นให้เขารับสารภาพโดยเอาชีวิตพ่อเขามาขู่! วรนน... แกกลายเป็นคนหูเบาปัญญาอ่อนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!"
เมื่อเอ่ยถึงบิดาของภาวิดา น้ำเสียงของคุณปู่กฤตก็อ่อนลงเจือความโศกเศร้าและรู้สึกผิด "อีกอย่าง... ธีระวัชเขาก็เสียไปแล้ว... เรายิ่งต้องดูแลลูกสาวเขาให้ดี! นั่นคือสายเลือดคนสุดท้ายของเขาแล้วนะ!"
วรนนเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง ใบหน้าเคร่งขรึมดำทะมึน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำพูดของผู้เป็นปู่แม้แต่น้อย
ในสายตาของเขา ภาวิดาสมควรได้รับผลกรรมนั้นแล้ว ยิ่งผลตรวจดีเอ็นเอฉบับนั้น ยิ่งเป็นหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุด
"ฉันไม่สนว่าแกจะคิดยังไง!" คุณปู่กฤตเห็นท่าทีดื้อดึงเหมือนไม้หลักปักเลนของหลานชาย จึงข่มความโกรธแล้วออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด "ตอนนี้ เดี๋ยวนี้! แกต้องไปตามตัวภาวิดากลับมา! พาเขากลับมาอยู่ที่ตระกูลวรทัศน์ให้เรียบร้อย! ข่าวข้างนอกให้แก้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เขาแค่ไปพักรักษาตัว ตอนนี้หายดีแล้วเลยกลับบ้าน! แกต้องกู้หน้าตระกูลวรทัศน์กลับมาให้ได้!"
สีหน้าของวรนนยิ่งเย็นชาลงกว่าเดิม
"ได้ยินไหม!" คุณปู่กฤตตบโต๊ะอีกครั้ง "หรือจะต้องให้คนแก่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างฉันออกไปตามหาเอง?! หน้าตาของวงศ์ตระกูลกับความเกลียดชังส่วนตัวของแก อะไรสำคัญกว่ากัน แกแยกแยะไม่ออกเชียวรึ?!"
ในตระกูลวรทัศน์ คำประกาศิตของคุณปู่กฤตถือเป็นที่สุด
แม้ในใจจะต่อต้านเพียงใด แต่วรนนก็ไม่กล้าขัดคำสั่งตรงๆ ในเวลานี้
เขาสููดลมหายใจเข้าลึก หลุบตาลงต่ำ แล้วตอบรับเสียงขรึม "ครับคุณปู่ ผมทราบแล้ว ผมจะส่งคนไปตามเธอกลับมา"
"ไม่ใช่ส่งคนไป! แกต้องไปเอง!"
คุณปู่กฤตย้ำเสียงหนัก "จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้ฉันรู้นะว่าแกละเลย หรือปล่อยให้เขาต้องลำบาก ไม่งั้นฉันจะเล่นงานแกแน่!"
"...ครับ" วรนนกัดฟันรับคำ
ให้เขาไปตามเอง?
เขาจะต้องก้มหัวให้กับผู้หญิงที่ทรยศเขาอย่างนั้นหรือ?
"แล้วก็เรื่องเด็กคนนั้น!" คุณปู่กฤตเหมือนนึกขึ้นได้ น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น "ไม่ว่าจะยังไง เด็กคนนั้นก็มีเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลศิริเอกอยู่ครึ่งหนึ่ง และเขาก็เคยเรียกแกว่่าพ่อ! อย่าให้ฉันได้ยินเสียงนินทาอะไรอีก เลี้ยงดูเขาให้ดี!"
พอพูดถึงเด็ก สีหน้าของวรนนก็บิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจทันที แต่เขาก็ไม่ได้โต้แย้ง เพียงแต่ตอบรับอย่างแข็งกระด้าง "ผมจะจัดการเอง"
"ออกไปได้!" คุณปู่กฤตโบกมือไล่อย่างอ่อนแรง ราวกับว่าการเห็นหน้าหลานชายอีกแค่วินาทีเดียวจะทำให้อายุสั้นลง
วรนนหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงาน ทันทีที่ประตูปิดลง ใบหน้าของเขาก็เหลือเพียงความเย็นชา อำมหิต และความสับสนวุ่นวายใจที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแยกแยะไม่ออก
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดโทรหาผู้ช่วยคนสนิท น้ำเสียงไร้ซึ่งความอบอุ่น "ส่งคนไปสืบดูว่าตอนนี้ภาวิดาอยู่ที่ไหน พอเจอตัวแล้ว ไม่ต้องพามาที่บ้านใหญ่ หาโรงแรมเงียบๆ แถวชานเมืองยัดเยียดให้เธออยู่ แล้วให้คนเฝ้าไว้ อย่าให้เพ่นพ่านไปก่อเรื่องที่ไหนอีก และที่สำคัญ... อย่าให้คุณปู่รู้ตำแหน่งที่ซ่อนเด็ดขาด"
ในอดีต ภาวิดาเป็นคนเลือกที่จะทิ้งเขาไปเอง
เรื่องทั้งหมดนี้... เธอเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวเองทั้งนั้น
อีกด้านหนึ่ง รถเก๋งสีดำค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ลานจอดรถใต้ดินของคอนโดมิเนียมหรูที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดดุจป้อมปราการ
ณพลหันมองภาวิดาที่ดูเหมือนจะผล็อยหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าสะสม เขาเอ่ยเรียกเบาๆ "ถึงแล้วครับ"
ภาวิดาสะดุ้งตื่นทันที แววตาฉายประกายระแวดระวังและตื่นกลัวดุจสัตว์เล็กที่บาดเจ็บ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นณพลและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ความหวาดระแวงนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความอ่อนล้าและความงุนงงอย่างรวดเร็ว
หัวใจของณพลกระตุกวูบด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบเล็กๆ ที่แล่นพล่านเข้ามา
เขาก้าวลงจากรถก่อน เดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งเธอ แล้วยื่นมือออกไปรอรับ
"ที่นี่ปลอดภัยครับ" เสียงของเขาก้องกังวานชัดเจนในลานจอดรถที่เงียบสงัด "ขึ้นไปอาบน้ำอุ่นๆ แล้วพักผ่อนให้สบายเถอะครับ"
ภาวิดามองมือหนาที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนของเขา แล้วเงยหน้ามองสภาพแวดล้อมที่หรูหราแต่แปลกตาตรงหน้า เธอลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจวางมือของเธอลงบนฝ่ามือของเขา
การกระทำของเธอไม่ใช่การจำยอมอย่างไร้ทางสู้ แต่เป็นการตัดสินใจอย่างรอบคอบของผู้ที่คว้าฟางเส้นสุดท้ายในยามวิกฤต
ในนาทีนี้ เธอไม่มีทางเลือกที่ดีไปกว่านี้ แต่การเลือกที่จะ 'ไว้ใจ' เขา คือก้าวแรกที่เธอเลือกเดินด้วยตัวเอง
เพนต์เฮาส์ของณพลกินพื้นที่ชั้นบนสุดทั้งหมด ทัศนียภาพเปิดโล่ง การตกแต่งเป็นสไตล์โมเดิร์นที่เรียบง่ายแต่แฝงความหรูหราและมีรสนิยม เหมือนกับบุคลิกของเจ้าของห้องในเวลานี้
เขาพาภาวิดาเดินเข้าไป สั่งแม่บ้านส่วนตัวที่รออยู่ให้เตรียมเสื้อผ้าและอาหารให้พร้อมสรรพ
"คุณพักผ่อนก่อนเถอะครับ มีอะไรขาดเหลือบอกแม่บ้านได้เลย" น้ำเสียงของณพลยังคงราบเรียบ แต่แฝงด้วยพลังที่ทำให้คนฟังรู้สึกอุ่นใจ "ถ้าคุณไม่อนุญาต จะไม่มีใครเข้ามารบกวนเด็ดขาด"
ภาวิดายืนอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็วและสุขุม ก่อนจะพยักหน้า แม้น้ำเสียงจะยังแหบแห้ง แต่ก็มีความหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม
"ขอบคุณค่ะ... บุญคุณครั้งนี้ ฉันจะจดจำไว้"
