บทที่ 7 ฉันต้องกลับไป
เขาออกปากไล่อย่างไม่ไว้หน้า ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวอย่างที่สุด
"แก!" วรนนคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกล้าหักหน้าเขาและไล่ตะเพิดกันโต้ง ๆ แบบนี้
ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด สองหมัดกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโป่ง เขาแทบจะระงับโทสะเอาไว้ไม่อยู่ มันคือความเกรี้ยวกราดของผู้มีอำนาจที่ถูกท้าทาย และความรู้สึกหวงแหนราวกับของรักกำลังถูกคนอื่นจ้องจะฉกชิงไป
ทันใดนั้นเอง ประตูห้องนอนรับรองก็ถูกผลักออกเบา ๆ
ภาวิดายืนอยู่ที่ธรณีประตู เห็นได้ชัดว่าเสียงเอะอะโวยวายภายนอกปลุกเธอให้ตื่นขึ้น
เธอเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดลำลองที่ผู้ช่วยจัดเตรียมไว้ให้ เส้นผมถูกหวีสางเรียบร้อย แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียวไร้เลือดฟาดแต่แววตาคู่นั้นไม่หลงเหลือความอ่อนแอแบบเดิมอีกแล้ว มันถูกแทนทีด้วยความสงบนิ่งที่ซ่อนความเย็นชาเอาไว้ภายใน
เธอมองดูชายหนุ่มสองคนที่กำลังยืนประจันหน้ากันกลางห้องรับแขก เมื่อสายตาเลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าอันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธของวรนน แววตาของเธอก็ฉายชัดเพียงแววตาของเธอสะท้อนเพียงความรังเกียจและความเหนื่อยหน่ายอย่างไม่คิดปิดบัง
"วรนน..." น้ำเสียงของเธอราบเรียบ แต่ชัดเจนและแฝงความห่างเหิน "เรื่องที่ฉันจะอยู่หรือจะไป ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมาบงการกันแบบนี้ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ เชิญคุณกลับไปเถอะค่ะ"
ไม่มีอาการฟูมฟาย ไม่มีแววตาหวาดกลัวหรือเว้าวอน เธอเอ่ยปากไล่เขาด้วยความเยือกเย็นจนเกือบจะกลายเป็นความเฉยเมย ราวกับว่าเขาเป็นเพียงผู้บุกรุกที่ไม่ได้รับเชิญ
เมื่อเห็นสภาพที่ดูเรียบร้อยของเธอในอาณาเขตของณพล แถมยังใช้น้ำเสียงห่างเหินเย็นชาปกป้องชายอื่นต่อหน้าเขา วรนนรู้สึกราวกับมีไฟสุมอยู่ในอก ทั้งความหึงหวง ความโกรธแค้น และความรู้สึกเหมือนถูกหยามเกียรติปะทุขึ้นพร้อมกัน จนความเดือดพล่านแล่นขึ้นสมองราวกับจะระเบิด ความรู้สึกว่าถูกทรยศและถูกท้าทาย ค่อย ๆ กัดกินสติสัมปชัญญะของเขาจนแทบไม่เหลือ
เธอกล้าดียังไงถึงมองเขาด้วยสายตาแบบนั้น? กล้าดียังไงถึงออกหน้าปกป้องชายอื่น?
"ภาวิดา มานี่เดี๋ยวนี้!" เขาตวาดลั่น ราวกับต้องการประกาศสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอีกครั้ง ร่างสูงปรี่เข้าไป หมายจะกระชากข้อมือบางด้วยความป่าเถื่อน
ทว่าณพลกลับไวกว่า เขาขยับตัวเข้ามาขวางหน้าภาวิดาไว้ กันมือของวรนนออกห่าง พลางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเยียบ "คุณวรนน จะให้ผมเรียก รปภ. มา 'เชิญ' คุณออกไปไหมครับ?"
ท่าทีปกป้องของเขานั้นชัดเจนเสียจนไม่จำเป็นต้องเอ่ยอะไรออกมา
วรนนมองภาพตรงหน้า มองภาวิดาที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังณพลด้วยท่าทีนิ่งเฉยแต่กลับยอมรับการปกป้องนั้นโดยดุษณี หน้าอกกว้างของเขาสะท้อนขึ้นลงถี่แรง เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ด้วยแรงอามรณ์ที่ยากจะควบคุม
เขาจ้องเขม็งมองภาวิดา ราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ ในที่สุดเขาก็กัดฟันกรอด แล้วเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า "ภาวิดา ฉันจะรออยู่ข้างล่าง สุดสัปดาห์นี้เธอต้องพาตาหนูไปกราบคุณปู่!"
เขาหยิบยกจุดอ่อนที่สุดของเธอขึ้นมาขู่ ทั้งเรื่องคุณปู่และลูกชาย เขารู้ดีว่าเธอไม่มีทางปฏิเสธได้
ทิ้งท้ายด้วยประโยคนั้น ก่อนสะบัดหน้าหันหลังกลับ กระแทกประตูห้องเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ร่างบางของภาวิดาเซถลาเล็กน้อยตามแรงสั่นสะเทือน ทว่าเธอก็รีบประคองตัวให้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง
ความเยือกเย็นเมื่อครู่สูบพลังงานของเธอไปไม่น้อย
ณพลยื่นมือเข้ามาประคองต้นแขนเธอไว้อย่างรู้จังหวะ สัมผัสได้ถึงแรงสั่นเทาเบา ๆ จากร่างกายเธอ เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ "ไม่เป็นไรแล้วครับ เขาไปแล้ว"
ภาวิดาเงยหน้าขึ้นมองสันกรามคมเข้มของชายหนุ่มตรงหน้า ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ยากจะอธิบาย
เธอรู้ดีว่าคนอย่างวรนนไม่มีทางยอมจบเรื่องง่าย ๆ แน่
และณพล... เพื่อปกป้องเธอ เขาได้สร้างศัตรูที่น่ากลัวอย่างวรนน ผู้ชายที่มีอิทธิพลล้นฟ้าและเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นที่สุด
หญิงสาวค่อย ๆ หลับตาลง สูดลมหายใจยาว เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความแน่วแน่และการตัดสินใจที่เด็ดขาด "คุณณพล ขอบคุณสำหรับการปกป้องนะคะ แต่... ฉันจำเป็นต้องกลับไป"
นัยน์ตาของณพลวูบไหว "กลับไป? กลับไปที่นั่นเพื่อให้เขาดูถูกเหยียดหยามอีกเหรอครับ? กลับไปให้เขากับจารวีโขกสับทรมานจิตใจ? คุณภาวิดา... คุณแน่ใจหรือว่าตัวเองจะรับไหวจริง ๆ”
"ฉันรู้ค่ะ!" ภาวิดากลั้นใจตอบ "แต่มีแค่ทางนี้ทางเดียวที่ฉันจะปกป้องลูกได้ หรือแม้แต่... จะพาลูกหนีออกมา แต่ยังไงฉันก็ต้องกลับไป!"
เธอมองสบตาณพล แม้แววตาจะเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แต่กลับมีประกายความมุ่งมั่นของคนเป็นแม่ฉายชัดอยู่ภายใน "แกเป็นลูกชายของฉัน เป็นเลือดในอกที่ฉันกัดฟันคลอดออกมาในคุก ฉันยอมมีชีวิตอยู่อย่างทนทุกข์ทรมานมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพื่อแก"
ระหว่างเธอกับวรนน มันไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว แต่การกลับไปครั้งนี้ คือโอกาสเดียวที่เธอจะรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องหย่าและชิงสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตร!
ณพลมองเห็นความเด็ดเดี่ยวของหัวอกคนเป็นแม่ในดวงตาคู่นั้น ทำให้เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เขาเข้าใจทางเลือกของเธอ และรู้ดีว่าตนไม่มีสิทธิ์จะคัดค้าน
"ตกลงครับ" ในที่สุดณพลก็พยักหน้า "ผมเคารพการตัดสินใจของคุณ แต่จำไว้นะครับ ผมรอข่าวจากคุณเสมอ ถ้ามีอะไรขาดเหลือ หรือตกอยู่ในอันตราย ให้รีบหาทางติดต่อผมทันที"
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่มีหน้าตาธรรมดา กับเครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉินขนาดเล็กให้เธอ "ในเครื่องนี้มีเบอร์โทรศัพท์แค่เบอร์เดียว เป็นสายส่วนตัวของผม ปลอดภัยแน่นอน ส่วนเครื่องส่งสัญญาณนี่ ถ้ากดปุ่ม ผมจะรู้พิกัดของคุณทันที ซ่อนมันไว้ให้ดี อย่าให้ใครเห็นนะครับ"
ภาวิดารับของทั้งสองสิ่งมา ราวกับมันคือความหวังริบหรี่เพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางความมืดมิด
เธอพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ขอบคุณค่ะ"
"ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ" ณพลมองเธอด้วยสายตาลึกซึ้ง "คุณภาวิดา... รักษาตัวให้ดีนะครับ คุณต้องรอด ถึงจะปกป้องคนที่คุณรักได้"
เขาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา กดโทรออกไปยังเบอร์ที่วรนนทิ้งไว้เมื่อครู่
"คุณวรนนครับ" น้ำเสียงของณพลราบเรียบไร้อารมณ์ "คุณภาวิดาไตร่ตรองดูแล้ว เธอตัดสินใจจะกลับไปกับคุณ"
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะหยัน "หึ... ก็นับว่ายังพอจะรู้จักเจียมตัวอยู่บ้าง บอกให้ลงมาได้เลย รถฉันจอดรออยู่ข้างล่าง"
"ผมจะลงไปส่งเธอเอง" ณพลกล่าวจบก็วางสายทันที
ณพลเดินลงมาส่งภาวิดาด้วยตัวเอง
ที่หน้าล็อบบี้คอนโด รถเบนท์ลีย์สีดำเงาวับของวรนนจอดรออยู่ตามคาด กระจกฝั่งผู้โดยสารด้านหลังเลื่อนลง เผยให้เห็นเสี้ยวหน้าคมเข้มที่ฉายแววหงุดหงิดรำคาญใจ
เมื่อเห็นภาวิดาในชุดเสื้อผ้าเนื้อดีเดินตามหลังณพลออกมา รังสีอำมหิตในแววตาของวรนนก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ภาวิดาไม่ได้มองหน้าเขา เธอก้มหน้าเดินตรงไปยังรถเบนท์ลีย์ เปิดประตูและก้าวขึ้นไปนั่งด้วยตัวเอง
วรนนไม่แม้แต่จะปรายตามองณพลอีก ราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงธาตุอากาศ เขาออกคำสั่งเสียงแข็งกับคนขับรถ "ออกรถ"
รถหรูเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ณพลยืนนิ่งอยู่กับที่ มองตามไฟท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป นัยน์ตาคมกริบลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ปลายนิ้วมือกำเข้าหากันแน่น
ภายในรถ บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
วรนนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ทำลายความเงียบขึ้นมา "นับว่าเธอยังพอมีสมองอยู่บ้าง ที่รู้ว่าใครกันแน่ที่กุมชะตาชีวิตของเธอ ไอ้ณพลมันปกป้องเธอไม่ได้หรอก อย่าได้ฝันไปหน่อยเลย"
ภาวิดาเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ดูทิวทัศน์ข้างทางที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่โต้ตอบใด ๆ
ความเงียบของเธอในสายตาของวรนน ดูเหมือนการยอมจำนนและยอมรับชะตากรรม นั่นทำให้ไฟโทสะที่เกิดจากณพลมอดลงไปบ้าง แต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความดูถูกเหยียดหยามที่ฝังรากลึก
ที่แท้ก็เป็นแค่ผู้หญิงหิวเงินและโลเล พอเห็นไอ้ณพลพอจะมีอิทธิพลหน่อยก็รีบวิ่งเข้าใส่ แต่พอรู้ว่ายังไงตระกูลทัศนัยก็ยิ่งใหญ่กว่า ก็รีบซมซานกลับมาตายรัง
แต่เขาลืมไปเสียสนิทว่า เป็นตัวเขาเองต่างหากที่บีบบังคับให้เธอกลับมา
รถเลี้ยวเข้าสู่เขตวิลล่าทัศนัย เมื่อเห็นภาพคุ้นตา แววตาที่ราบเรียบของภาวิดาก็เริ่มไหววูบ
ในเมื่อหนีไม่พ้น เธอก็จะเผชิญหน้ากับมันตรง ๆ
ทันทีที่รถจอดสนิท วรนนก็ก้าวลงจากรถเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในตัวตึกใหญ่โดยไม่รอ
ภาวิดาผลักประตูรถลงมาเอง เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นหินอ่อนที่เงาวับแต่เย็นเฉียบ
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องรับแขก เธอก็พบกับจารวีในชุดลำลองเนื้อผ้าพลิ้วบาง ที่ขับให้เจ้าตัวดูอ่อนหวานและนุ่มนวล ในมือถือถ้วยชาดอกไม้ หล่อนเดินยิ้มร่าเข้ามาต้อนรับ ราวกับเป็นคุณนายเจ้าของบ้านก็ไม่ปาน
