บทที่ 1 1

แม้จะแต่งงานมาร่วมปีแต่ก็ยังมีเสียงซุบซิบนินทารวมถึงสายตาอยากรู้อยากเห็นให้กานต์รวีรับรู้อยู่เรื่อยๆ

แล้วยังไงล่ะ? เธอไม่สนใจหรอก แล้วก็ไม่ได้นึกโกรธอะไรด้วย 

หากวันนั้นไม่ตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ‘สวนเคียงใจ’ ก็คงไม่คึกคักเหมือนวันนี้ แถมบางคนอาจจะตกงานไม่ได้มีโอกาสมานั่งจับหูจับตาชีวิตคู่คนอื่นแบบนี้หรอก

“โอ๊ย! คุณพราว” เสียงเหนื่อยหอบที่ฟังดูแล้วคุ้นหูอยู่ไม่น้อยดังขึ้นจากที่ไกลๆ

กานต์รวีผินหน้ามองก็พบว่าเป็นวารุณีที่กำลังลากขาขึ้นเนินเขาด้วยท่าทีอ่อนแรง หญิงวัยกลางคนหอบอากาศอัดเข้าปอดมือสองข้างยันกับหัวเข่าเพื่อพักเหนื่อย

“ขึ้นมาทำอะไรบนนี้คะเนี่ย” แต่พักได้แค่ไม่กี่วินาทีก็เอ่ยปากพลาง ชี้ไม้ชี้มือไปยังด้านหลัง “รีบกลับบ้านเถอะค่ะ คุณโตเพิ่งกลับมาเมื่อกี้ เรียกหาคุณพราวใหญ่เลย”

“จริงเหรอ” เจ้าของดวงตากลมโตเปล่งประกายขึ้นโดยพลัน ทว่ามันก็แค่เสี้ยววินาทีเมื่ออีกฝ่ายต่อคำพูดประโยคถัดมา

“แต่ดูอารมณ์ฉุนเฉียวเชียวค่ะ พี่ก็เลยรีบมาตามคุณพราวนี่ไง”

หัวใจเธอฟูฟ่องได้ไม่เกินห้าวินาทีด้วยซ้ำ กานต์รวีเม้มปากแน่นตึงขบคิดว่าตัวเอง ‘งานเข้า’ เรื่องอะไรอีก หายไปเป็นอาทิตย์กลับมาบ้านถึงได้ร้องเรียกหากันแบบนี้

สิปปกรไม่ได้ต้องการเจอเธอเพราะความคิดถึงหรอก มันน่าจะมีเหตุผลอย่างอื่นมากกว่า

ตั้งแต่กลายเป็นสามีและภรรยากัน เธอแทบไม่เคยได้สัมผัสถึงความอ่อนโยนจากเขาสักนิด เอาเป็นว่าอย่าไปหวังถึงขั้นความอ่อนโยนแค่จะพูดคุยกันดีๆ แบบไม่ใช้น้ำเสียงกระโชกโฮกฮากยังยากเลย

เพราะเขาทำกับเธอแบบนี้ไง ถึงได้เป็นขี้ปากคนงานไม่เว้นแต่ละวัน ที่น่าขันก็คือคนที่โดนนินทาไม่ใช่ ‘คุณโต’ คนที่เป็นเจ้าของสวนเคียงใจ แต่คือเธอที่เป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

‘มีแต่เงิน แต่ไม่มีปัญญาหาผัว’

เป็นคำปรามาสจากคนเป็นสามีที่แทงใจดำกานต์รวีอย่างจัง แรกๆ ก็โกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้มแต่ก็เถียงอะไรไม่ได้เพราะเรื่องจริงก็ไม่ต่างอะไรจากที่เขาว่าเท่าไหร่

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ทั้งหน้าทั้งจิตใจของเธอไม่ค่อยระคายกับคำกระแนะกระแหนเท่าไหร่แล้ว เรียกว่าภูมิต้านทานสูงขึ้น

‘พูดใหม่ค่ะพี่โต เพราะตอนนี้พราวมีทั้งเงิน มีทั้งผัว’

กิจวัตรประจำวันของเธอกับสิปปกรจึงมีแต่การต่อปากต่อคำเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าถามว่าอยากให้มันเป็นแบบนี้เหรอ

กานต์รวีตอบได้เต็มปากเลยว่า...ใครจะอยากให้เป็น

รถกอล์ฟไฟฟ้าคือยานพาหนะที่เธอตั้งใจขับขึ้นมาถึงโซนทุ่งดอกไม้คอสมอส ตอนนี้ยังมีแต่พื้นที่ว่างเปล่าแต่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้ามันจะเบ่งบานอย่างสวยงาม

รถเอสยูวีสีเทาดำจอดอยู่หน้าบ้าน แปลว่าสิปปกรคงมีเรื่องเดือดจัดอย่างที่คาดเอาไว้ ไม่งั้นเขาคงเอาลูกชายเข้าไปจอดในโรงรถแทนที่จะจอดขวางทางเข้าบ้านแบบนี้

“พี่ณี” กานต์รวีสับเท้าหาหญิงกลางคนที่เท้ายันพื้นลงจากจักรยานคู่ใจพอดี “เขาบอกหรือเปล่าว่าอยากเจอพราวทำไม”

“พี่ไม่รู้หรอกค่า” อีกฝ่ายว่าด้วยน้ำเสียงคล้ายเหนื่อยใจ ซึ่งเป็นกิริยาที่กานต์รวีไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก ครั้งสองครั้งเธอยังพอทนได้ แต่ระยะหลังเริ่มมีการกระแทกเสียงบ้าง เน้นเสียงบางพยางค์บ้าง

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่ขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”

คงเพราะเห็นว่าเจ้าของไร่ไม่ได้ให้ความสนใจเธอในฐานะภรรยาเท่าไหร่นัก ก็เลยไม่ให้ความนับถือเธอเหมือนเจ้านายอีกคนว่างั้น

เอาไว้เสร็จเรื่องสิปปกรเมื่อไหร่ ค่อยมาพิจารณาเรื่องนี้อีกที

กานต์รวีแอ่นอกยืดหลังตรงพร้อมสูดหายใจเข้าปอดลึก แล้วค่อยเดินเข้าบ้านที่เปรียบเสมือนเรือนหอของตัวเองกับผู้เป็นสามี

บรรยากาศภายในบ้านอึมครึมไม่ต่างจากโทนสีที่เจ้าของเลือกใช้ในการตกแต่ง บอกตามตรงว่าเป็นสไตล์ขัดใจเธอมากแต่ก็หยวนๆ ให้ได้ เหตุผลง่ายๆ เลยก็คือสิปปกรชอบ

อะไรที่เขาชอบ เธอยอมได้ทั้งหมดนั่นแหละ

“ไปไหนมา!” เสียงห้วนกระด้างแถมยังตึงจัดดังขึ้นตั้งแต่ปลายเท้าของเธอยังไม่พ้นกรอบประตูบานเลื่อน

กานต์รวียังไม่ตอบแต่เดินไปทิ้งตัวข้างๆ คนเป็นสามีที่ลุกขึ้นยืนพรวดเหมือนรังเกียจกันแบบเสมอต้นเสมอปลาย

“ไม่มีไรทำ พราวก็เลยขับรถขึ้นไปดูไร่ดูสวนเล่นๆ”

“ไม่มีไรทำหรือทำอะไรไม่เป็น?” เจ้าของร่างสูงบิดริมฝีปากเย้ยหยันกับคำพูดที่ได้ยิน งานที่ไร่มีเป็นร้อยเป็นพันแต่หญิงสาวเอาแต่ลอยชายไปมา “พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ถือคติใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียว”

ไม่ถนัดงานใช้แรงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่มีความสามารถด้านอื่น ของพวกนี้ขึ้นอยู่กับว่าเขาสนใจเรื่องราวของเธอมากแค่ไหน หากใส่ใจกันสักนิดเขาก็จะรู้ว่าเธอเองก็มีงานมีการทำเหมือนกัน

ส่วนเรื่องใช้เงินแก้ปัญหา กานต์รวีมองว่าทุกอย่างมันก็ต้องใช้เงินแก้ปัญหาไม่ใช่หรือไง ที่ทำงานกันงกๆ อยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ใช่เพราะเงินหรอกเหรอ

แต่ก็นั่นแหละ พูดไปเดี๋ยวคนตัวโตได้โกรธจนเส้นเลือดเต้นตุบๆ เธอยังไม่อยากเป็นแม่ม่ายพราวเสน่ห์ในวัยยี่สิบกลางๆ

“วันก่อนพราวเพิ่งไปบ้าน ป้านับแกทำน้ำมะตูมไว้ จำได้ว่าพี่โตชอบก็เลยหอบกลับมาหลายขวด…”

“ให้แม่ยืมเงินไปเท่าไหร่” สิปปกรไม่ได้อยากรู้ว่าเมียตีทะเบียนไปไหนมาบ้าง เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องรับรู้

“ได้ทำสัญญาหรือเปล่า”

เรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้ความอดทนของเขาลดลงเรื่อยๆ

“…”

บทถัดไป