บทที่ 14 14

“ถามอะไรหน่อยดิปูน”

“ว่า?”

“แกเคยทำตัวกลืนน้ำลายตัวเองบ้างปะ แบบว่าเผลอชอบคนที่ตัวเองเคยตั้งมั่นว่าชาตินี้ยังไงก็ไม่มีทางชอบ”

ปวัตรนิ่งไปพักหนึ่ง รู้ว่ากานต์รวีไม่ได้หมายถึงตัวเขาแต่กำลังหมายถึงใครอีกคน

ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ…

“เคย”

“เหรอๆ” หญิงสาวตาลุกวาวไม่คิดว่าเพื่อนจะมีประสบการณ์แบบนี้โดยตรง “ตอนที่รู้ว่าตัวเองเผลอใจไปแล้ว มันเป็นยังไงอะ”

“ไม่รู้ตัวหรอก รู้อีกทีก็เอาแต่มองหาอยู่ตลอดเวลา” มันเป็นสิ่งที่เขารู้สึกว่าตัวเองโง่เง่ามาจนถึงทุกวันนี้ กว่าจะรู้ตัวว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเองมันก็สายเกินกว่าจะคว้าไว้

“แล้วแบบเกิดจากความใกล้ชิดด้วยไหมอะ” ตามทฤษฎีที่ว่าน้ำหยดลงหินทุกวันอะไรประมาณนี้

“มีส่วน…นิดหน่อย” ปวัตรกระแอมไอเมื่อรู้ว่าเผลอตัว “หลอกถามเป็นหนูทดลองเลยนะ”

“ช่วยไม่ได้นี่ แกมีประสบการณ์ตรงแบบนี้ก็ต้องรีบเก็บข้อมูล”

หญิงสาวว่าเสียงกลั้วหัวเราะ แม้จะอยากรู้ว่าคนปริศนาของปวัตรคือใครแต่ไม่คิดเค้นถามเพื่อนแต่อย่างใด

บางคนเขาไม่ได้ชอบให้ขุดเรื่องราวส่วนตัว

“พราว” เจ้าของชื่อสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงนั้นดูจริงจังมากขึ้น และประโยคถัดมาของเขาก็ทำให้เธอนิ่งไปชั่วขณะ “เป็นตัวของตัวเองเถอะ”

“…” กานต์รวีเม้มปากเป็นเส้นตรง ขนาดปวัตรที่ไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องคนอื่นยังถึงกับเอ่ยปากพูดแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขามองเห็นว่าเธอกำลังพยายามทำอะไร

“ถ้ามันต้องฝืนหรือแสดงเพื่อให้เขารัก คนที่เหนื่อยคือเรา”

“อือ...รู้” แล้วเธอก็รู้มาตลอดเลยด้วย “แต่พราวมองว่าอย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ โดยที่ไม่ลงมือทำอะไร”

คราวนี้คนที่เงียบไปกลายเป็นปวัตร ประโยคเมื่อครู่ค่อนข้างแทงใจดำตัวเองอยู่เหมือนกัน เพราะเขาคือคนที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ค่า

สุดท้ายถึงต้องมานั่งเสียดายเหมือนในตอนนี้นี่ไง...

ตอนแรกกานต์รวีตั้งใจจะให้เพื่อนส่งที่ออฟฟิศสำนักงานของไร่ แต่มองดูแล้วไม่เห็นรถยนต์ของคนเป็นสามีเลยวานให้ไปส่งที่บ้านตามเดิม

“ต้องลงไปแนะนำตัวกับเขาด้วยไหม” ปวัตรเอ่ยปากถามหลังจากที่ล้อรถหยุดการเคลื่อนไหวที่บ้านหลังใหญ่ ซึ่งมีคนเดินออกมาพอดีเดาว่าคงเป็นสิปปกร

ได้เห็นหน้าค่าตากันสักที

“ที่จริงไม่ต้อง...” กานต์รวีพูดยังไม่ทันจบด้วยซ้ำเพื่อนก็เปิดประตูลงไปเสียก่อน

ปลายเท้าของหญิงสาวชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นเจ้าของบ้านยืนปักหลักอยู่ด้านหน้าโรงรถ สิปปกรยืนกอดอกมองตรงมาที่เธอกับปวัตร

ใจก็อยากจะเข้าข้างตัวเองว่าที่เขามองมาอาจเป็นความหึงหวง แต่ความจริงแล้วชายหนุ่มเป็นประเภทไม่ชอบให้คนอื่นล่วงล้ำอาณาเขตส่วนตัวมากกว่า          

“พี่โตนี่ปูนค่ะ เป็นเพื่อนพราวแล้วก็เป็นน้องชายปีโป้”

เพราะสองคนนี้ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนกานต์รวีเลยต้องรีบแนะนำ ทว่าท่าทีของสิปปกรดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก

“สวัสดีครับ” ปวัตรค้อมศีรษะลงอย่างน้อยอีกฝ่ายก็มีอายุมากกว่าตัวเอง มองปราดเดียวเขาก็สัมผัสได้ถึงความเย่อหยิ่งที่เด่นชัดของอีกฝ่าย

“ครับ”

สิปปกรทำเพียงครางรับในลำคอไม่คิดทักทายกลับแต่อย่างใด

ดูจากรูปการณ์แล้วคล้ายว่าบรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก กานต์รวีส่งสายตาให้เพื่อนซึ่งอีกฝ่ายพยักหน้ารับเป็นเชิงรับรู้

“ขับรถกลับดีๆ นะ เดี๋ยวจะโทรเช็กกับโป้อีกที” มือเรียวรีบดันหลังเพื่อนกลับขึ้นรถ โดยที่มีสายตาเจ้าของบ้านคอยจับจ้องอยู่ด้านหลัง

“แล้วเรื่องที่คุยกันเมื่อกลางวัน” ปวัตรขืนตัวก่อนเปิดประตูรถหลังจากเพิ่งนึกถึงเรื่องบางอย่างได้ “จะไปพร้อมกันไหม ได้มารับ”

กานต์รวีครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไร พราวไปเองดีกว่ามีธุระอื่นด้วย”

สิปปกรเหยียดริมฝีปากจนบิดโค้งกับความสนิทสนมของหนุ่มสาวคู่ตรงหน้า ยืนส่งจนไฟท้ายรถเกือบจะลับตาแบบนั้นไม่น่าจะใช่เพื่อนธรรมดาแล้วมั้ง มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร

แบบนี้นี่เอง...กานต์รวีถึงได้เอ่ยเรื่องหย่าขึ้นมา

“ทำอะไรไว้หน้ากันบ้าง” ชายหนุ่มเอ่ยปากทันทีที่คนตัวเล็กหันหน้ามา ที่จริงของพวกนี้ไม่ต้องรอให้ใครมาเตือนด้วยซ้ำ “ยังไม่ทันไร หาคนรับช่วงแทนซะแล้ว”

“ปูนเป็นเพื่อนพราวนะพี่โต ที่มันมาส่งวันนี้ก็เพราะรถพราวเสีย” หากกานต์รวีมีหางมันก็คงส่ายดิ๊กๆ หลังจากได้ยินประโยคหึงหวงก้ำกึ่งกับกลัวเสียหน้า เดาแล้วน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

“ไม่เชื่อพี่โตลองถามตะวันดูก็ได้”

“ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องรู้”

คนตัวเล็กทำหน้ามุ่ยใส่เจ้าของแผ่นหลังกว้างที่ตอนนี้เดินกลับเข้าไปในบ้านไม่สนใจคำอธิบายกันสักนิด แต่การที่สิปปกรมีอากัปกิริยาแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยก็ดีกว่าเฉยเมยเหมือนวางเธอเป็นอากาศธาตุ

กานต์รวีจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนลงมาเตรียมเข้าครัวทำกับข้าวมื้อเย็นที่กลายเป็นหน้าที่หลักของตัวเองไปแล้ว ดูเหมือนตอนนี้สิปปกรยังขลุกอยู่ในห้องทำงาน คิดว่าถ้าไม่เดินไปเรียกก็คงไม่ออกมาง่ายๆ เพราะเขาชอบทำงานกินเวลาเป็นประจำ

“พี่โต” ส่งเสียงเรียกชายหนุ่มพลางใช้หลังมือเคาะกับประตู “กินข้าวกันค่ะ”

“จะทำงาน กินไปก่อนเลย” สิปปกรตอบโดยที่ไม่เงยหน้าจากเอกสาร แต่ก็พอรู้ว่าตอนนี้กานต์รวียังยืนเกาะประตูไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน

“แต่พราวว่า...”

“อย่าพูดไม่รู้เรื่อง” ชายหนุ่มกระแทกลมหายใจ นัยน์ตาคมปราดมองเจ้าของร่างเล็กที่แสร้งทำหน้าหงอใส่กัน ซึ่งเขารู้ว่ามันเป็นเพียงหน้ากากที่หญิงสาวชอบหยิบมาสวมใส่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป