บทที่ 19 19
ดวงตากลมเบิกโพลงเมื่อถูกผลักลงกับเตียง ครั้นจะพลิกตัวหนีแต่ยังช้าเกินกว่าชายหนุ่มที่ตามลงมาคร่อมร่างเธอภายในเสี้ยววินาที
ข้อมือทั้งสองถูกรวบตรึงไว้เหนือศีรษะ เสื้อตัวนอกถูกเลิกขึ้นตามด้วยบราเซียร์ลูกไม้สีเนื้อ ขณะที่มืออีกข้างของเขาเคล้นคลึงอกอิ่มตามอารมณ์ดิบเถื่อนจนเธอนึกหวาดหวั่นกับสัมผัสนั้น
“อ๊ะ! พี่โต...” หญิงสาวขบริมฝีปากล่างแน่นเมื่อเขาเคลื่อนตัวลงใช้ปากครอบครองยอดอก เขาทั้งไล้เลียดูดดุนรวมถึงใช้ฟันขบจนเธอรู้สึกเจ็บ
“พะ...พี่โตหยุด หยุดก่อนค่ะ” พอเอ่ยออกไปแบบนั้นแทนที่จะผ่อนแรงหรือหยุดการกระทำ แต่เขากลับทำสิ่งตรงกันข้ามอย่างบ้าคลั่ง
พยายามหาทางหนีแล้วทั้งดิ้นรนทั้งออกแรงทุบ แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่อาจสู้แรงเขาได้แม้แต่น้อย นาทีนี้เขาน่ากลัวเกินกว่าที่เธอจะรับมือไหว
มันไม่ใช่การร่วมรัก ไม่ใช่แม้แต่เซ็กซ์ แต่มันคือการสั่งสอนเธอต่างหาก!
“พี่โต พราวกลัว” ริมฝีปากของกานต์รวีสั่นระริกกับสิ่งที่ได้รับ ปวดแสบปวดร้อนที่กระบอกตา เขาทำเหมือนเธอเป็นแค่สิ่งของไม่ใช่คนอย่างไรอย่างนั้น
สิปปกรยอมรามือในที่สุด ไม่ใช่เพราะเขานึกสงสารคนปากดีที่ตอนนี้ตัวสั่นงึกๆ แต่เพราะทำใจเอาผู้หญิงคนนี้ไม่ลงต่างหาก
ผ้าห่มผืนใหญ่ถูกดึงมาคลุมร่างเกือบเปล่าเปลือย จากนั้นถึงดึงตัวกลับมายืนข้างเตียงมองผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา ซึ่งภาพที่สะท้อนในกลับมาคือสายตาตัดพ้อคลอไปด้วยน้ำใสๆ
“ถ้ารับไม่ไหว คราวหน้าอย่าได้ปากดีแบบนี้อีก” เจ้าของร่างสูงไม่คิดหาคำปลอบโยนใดๆ มีเพียงถ้อยคำซ้ำเติมกับริมฝีปากหยักที่เหยียดยิ้ม คนฟังสะอึกอยู่ในอกมือกำผ้าห่มไว้แน่น ส่วนตาได้แต่มองคนเป็นสามีเดินออกจากห้องไปอย่างคนไร้เยื่อใย
ก็ปากดีใส่อย่างที่เขาว่าจริงๆ นั่นแหละ
ตอนนี้กานต์รวีได้แต่นอนเหม่อมองเพดานอยู่ร่วมชั่วโมง ยอมรับว่าผิดที่ไปพูดจาดูถูกเขาแบบนั้นไม่แปลกที่จะโดนสิปปกรเล่นงานจนสุดท้ายกลายเป็นตัวเองที่ต้องเป็นฝ่ายขอร้องให้เขาหยุด
แต่สิ่งที่เขาต่อว่ากันก็ไม่ถูก เธอแค่อยากให้งานของสามีราบรื่นเลยเอ่ยปากช่วย ไม่คิดว่าความหวังดีของเธอจะถูกตีตกโดนมองในแง่ร้ายแบบนั้น
‘ฉันเกลียดเธอก็เพราะแบบนี้ไง ไอ้ท่าทีเหนือกว่าเหมือนต้องการให้ฉันก้มหมอบเพื่อยอมรับการช่วยเหลือของเธอน่ะ’
กานต์รวีถอนหายใจเฮือกใหญ่กับถ้อยคำที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว เธอไม่เคยคิดอย่างที่เขาปรามาสกันเลยสักครั้ง ในสายตาเขามองเธอเป็นตัวปัญหาที่ขยาดเกินกว่าจะยอมให้เข้ามาอยู่ในชีวิตหรือไง
กดดูโทรศัพท์ตัวเองนับสิบรอบ บทสนทนาล่าสุดก็ยังเป็นประโยคของที่ส่งหาเขาตั้งแต่เมื่อช่วงสาย นอนอึนอยู่ราวๆ สามนาทีจึงรวบรวมความกล้ากดโทรหาคนที่น่าจะหนีกลับไปก่อน
แน่นอนว่าสิปปกรไม่ยอมรับสาย นอกจากไม่ยอมรับแล้วเขายังกดตัดสายอีกด้วย...
ไม่แน่ใจว่าตัวเองผล็อยหลับไปตอนไหนทว่าตื่นมาอีกทีช่วงเช้า เจอแต่กระดาษโน้ตแปะไว้ มีลายมือตวัดๆ เขียนเอาไว้ว่าเขาออกไปทำธุระสิบเอ็ดโมงครึ่งถึงจะมารับกลับบ้าน โดยมีการกำชับว่าให้เธอจัดการทำธุระทุกอย่างให้เรียบร้อยใจของกานต์รวีชื้นขึ้นมาทันที แปลว่าเมื่อคืนเขาย้อนกลับมาที่ห้องอย่างนั้นสินะ ส่วนเธอก็หลับเป็นตายไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
อันที่จริงเธอจองที่พักไว้สองคืนเพราะตั้งใจจะเข้าเมืองแวะซื้อของใช้ส่วนตัวรวมถึงสัญญากับปวัตรไว้ว่าจะพาไปเลี้ยงข้าว แต่ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนแพลนกลับบ้านพร้อมสามีส่วนเรื่องกินข้าวกับเพื่อนค่อยยกยอดไปรอบหน้า
สิบเอ็ดโมงกว่าๆ สิปปกรกลับขึ้นมาบนห้อง เขาปรายตามองกันเล็กน้อยก่อนเดินไปทิ้งตัวบนโซฟาข้างเตียงแล้วหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาทำงาน ส่วนเธอกำลังเก็บของลงกระเป๋า
“พี่โตไปไหนมาเหรอคะ”
“ธุระ” เขาตอบโดยที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นจากจอสี่เหลี่ยม
“ใช่ธุระเดียวกับคนเมื่อวานหรือเปล่า” เพราะเมื่อวานเราทะเลาะกันจนเธอลืมไปแล้วว่าเห็นสิปปกรเดินอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง หลักฐานมันมัดตัวก็ตรงที่เป็นเสื้อตัวเดียวกัน “เมื่อวานก่อนที่พี่จะมาเจอกับลุงวันชัย พี่เดินอยู่กับใครคะ”
“คิดว่าฉันมีธุระเรื่องเดียวหรือไง ฉันมาทำงานไม่ได้มีเวลามานั่งจ้องจับผิดคนอื่นเหมือนเธอ” คนให้คำตอบมุ่นหัวคิ้วปรายตามองหญิงสาวที่เริ่มรับบทถามซอกแซก “แล้วก็อย่าถามมากมันน่ารำคาญ”
“พราวก็แค่ถาม...” เล่นพูดดักคอกันขนาดนี้ใครจะกล้าตั้งคำถาม อีกอย่างเธอลองใช้จมูกดมฟุดฟิดใกล้ๆ ตัวเขาแล้ว มั่นใจได้ว่าไม่ได้กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงอย่างที่กลัว
กานต์รวีรู้ว่าสามีตัวเองมีงานอื่นนอกจากบริหารงานที่สวนเคียงใจอยู่บ้าง คงไม่แปลกที่เขาจะมีลูกค้ามากหน้าหลายตาแบบนั้น
อีกไม่ถึงชั่วโมงก็ได้เวลาเช็กเอาต์แล้ว โชคดีที่โรงแรมนี้เช็กเอาต์ออกได้ถึงตอนเที่ยง เธอมีสถานที่ที่อยากไปเห็นทีคงต้องลองขอสิปปกรเผื่อว่าเขาอาจจะยอมตกลง ลอบมองคนเป็นสามีอยู่หลายครั้งจนเขาวางมือจากแท็บเล็ตจึงรวบรวมความกล้า
“พี่โตขา พราวเห็นในไอจีคนรู้จักมีร้านอาหารแถว...”
“กลับบ้านเลย ไม่แวะไหนทั้งนั้น” สิปปกรส่งสายตาตำหนิ “บอกไว้แล้วไม่ใช่เหรอ”
