บทที่ 21 21
โทรศัพท์ในมือแผดเสียงร้องพร้อมกับความดีใจที่วิ่งผ่านเข้ามา ทว่ารายชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอนั้นหาใช่คนที่รอมาตลอดสี่ชั่วโมง
“ว่าไงปูน”
“ไปเที่ยวไหนวันนี้” ปวัตรคงจะเห็นรูปภาพที่เธออัปเดตสตอรีในอินสตาแกรมกระมัง เป็นรูปกาแฟที่ตั้งอยู่บนโต๊ะฉากหลังคงเห็นว่าเป็นปั๊มน้ำมันมันถึงได้ตั้งคำถามนี้กับเธอ
“ไม่ได้เที่ยว แต่รอสามีมารับค่ะ” ตอบกลับเพื่อนด้วยน้ำเสียงสดใสทว่าข้างในหม่นหมองสิ้นดี
“สรุปกลับกับเขา?”
“อื้อ” ระหว่างคุยโทรศัพท์ก็ลากขาเดินมายังหน้าร้านสะดวกซื้อเพราะด้านหน้ามีเก้าอี้ให้นั่ง
“ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือไง” อีกฝ่ายย้อนถามราวกับมีตาทิพย์ บางทีเธอก็แอบกลัวเซนส์ของปวัตรเหมือนกัน “อย่าบอกว่ารอตั้งแต่ตอนลงรูป”
“ก็...อือ เขามีธุระด่วน”
ความน้อยเนื้อต่ำใจผุดขึ้นมาอีกครั้งแต่เธอ็ยังพยายามกดมันลงกลับไปที่เดิม “ค่อนข้างกะทันหันนิดหนึ่ง”
ปวัตรไม่ได้ตอบอะไรกลับมาแต่เธอได้ยินเสียงฝีเท้าก่อนที่จะมีเสียงปิดประตูรถตามมา ไม่กี่วินาทีอีกฝ่ายถึงเอ่ยปากถามเสียงเข้ม
“ตอนนี้อยู่ไหน”
หลังจากวางสายไม่ถึงครึ่งชั่วโมงปวัตรก็มารับ มันพามานั่งกินบะหมี่หมูแดงข้างทางแบบไม่พูดไม่จา แต่กินเสร็จแล้วคิดว่าโดนเค้นคอถามแน่นอน
ความอยากอาหารหายไปแล้วแต่เพราะรำคาญเสียงท้องที่ร้องจนดังไม่หยุดกานต์รวีเลยต้องจำใจกิน ส่วนขนมปังที่ซื้อมาพร้อมกาแฟเธอยังไม่ได้แตะสักนิด
“มันรู้หรือเปล่า” ปวัตรเริ่มเปิดปากถามหลังจากที่ขับรถออกมาจากขึ้นรถแล้วขับออกมาได้สักพัก เหลือบมองเพื่อนก็เห็นว่าเหม่อมองวิวข้างทาง
“รู้สิ” ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็ยังตอบคำถามกลับทันที “เขาบอกจะมารับ แต่...สงสัยคงติดธุระสำคัญอยู่ละมั้ง”
คนฟังถึงกับส่ายศีรษะนึกระอาใจ ฟังจากน้ำเสียงแล้วรับรู้ได้ในทันทีว่าเพื่อนกำลังตัดพ้อมีแต่ความน้อยใจและอาจลามไปถึงความเสียใจ
“รอไปกี่ชั่วโมงนะ สามหรือว่าสี่” เรื่องราวของสิปปกรได้ยินมาหลายต่อหลายครั้งแต่พยายามหารครึ่งเพราะฟังจากปากคนฝั่งตัวเอง
แต่ครั้งนี้เขาคิดว่าผู้ชายคนนั้นทำเกินไป ไม่รักไม่ว่า แต่ช่วยมีสามัญสำนึกบ้างก็ยังดี
“ธุระมันสำคัญมากกว่าเมียหรือไง”
เห็นท่าทีเซื่องซึมของคนตัวเล็กแล้วก็ได้แต่โคลงศีรษะ เชื่อว่าหากไปสะกิดแผลใจอีกแค่นิดเดียวเจ้าตัวคงระเบิดความเสียใจเป็นน้ำตาเม็ดโต
“เรียกเขาดีๆ สิ” กานต์รวีดุเพื่อนทั้งที่เสียงติดสั่นเครือเล็กน้อย แน่นอนว่าเธอได้รับการตวัดตามองแบบไม่เกรงใจกันเท่าไหร่
“ทำตัวเหี้ยให้เรียกดีๆ ได้ไง ใจคอแม่งตั้งใจทิ้งเมียไว้แบบนั้น” กลายเป็นว่าคนที่ระเบิดอารมณ์คือปวัตร “ใจเอียงเข้าข้างตัวเองอยู่ได้ มองบนพื้นฐานความจริงหน่อยเถอะ”
“อือ” สิ่งที่เพื่อนพูดมามันถูกเกือบทั้งหมดนั่นแหละ ที่ผ่านมาเธอเอาแต่หลอกตัวเองไม่เคยมองความเป็นจริง ถือคติที่ว่าน้ำหยดลงหินทุกวัน หินคงใจอ่อนลงบ้าง
“ก็ว่าจะหย่าให้เขาแล้วละ ขอเวลาสักหนึ่งปี” เรื่องนี้เธอคิดมาสักพักแล้ว ให้เวลาตัวเองได้มากสุดแค่สามร้อยหกสิบห้าวันเป็นพอ
“จะหย่าก็หย่า ทนทำไมอีกหนึ่งปี”
“เขาสิต้องทน ไม่ใช่พราวสักหน่อย” กานต์รวีเอ่ยเสียงแผ่ว ความต้องการของเธอกับสิปปกรนั้นสวนทางกันไม่พอแต่ยังอยู่กันแบบเส้นคู่ขนาน
ไม่หวังให้เส้นมาบรรจบกัน ขอเก็บเกี่ยวความสุขที่เหลือก็พอใจแล้ว
“เออเอาเถอะ อย่างน้อยก็ถือว่ายังคิดได้” ปวัตรเป็นได้แค่ที่ปรึกษาให้อีกฝ่ายระบาย ไม่อยากออกความเห็นอะไรมากนัก ไม่ใช่ว่าไม่ห่วงเพื่อนแต่พูดเตือนสตินับได้ไม่ต่ำกว่ายี่สิบครั้ง
“แล้วจะเอาไงกลับบ้านเลยไหม หรือว่าจะนอนที่นี่ก่อนสักคืน”
กานต์รวีนั่งคิดอยู่ชั่วขณะ ตอนนี้ใจเธอโบยบินอยากกลับบ้านแล้วแต่ก็เกรงใจเพื่อน พอปวัตรเห็นท่าทีแบบนั้นเลยบุ้ยปากไปยังเบาะหลัง
“นี่ก็ตั้งใจจะกลับคืนนี้พอดี”
“ปูนทำธุระเสร็จแล้วเหรอ” เหลือบมองเบาะหลังเห็นกระเป๋าเพื่อนนอนแอ้งแม้งตรงที่วางเท้า “ไหนว่าจะอยู่เกือบอาทิตย์”
“ลูกค้ามีงานด่วนแทรกมา เลยขอเลื่อนนัดเป็นเดือนหน้า”
“งั้นกลับเลยก็ได้”
ระหว่างเดินทางกลับสิ่งที่กานต์รวีมักจะหยิบขึ้นมาเปิดดูทุกๆ สิบนาทีก็คือโทรศัพท์ ความรู้สึกที่กรุ่นโกรธในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงเมื่อยังติดต่อสิปปกรไม่ได้
กระทั่งตะวันโทรเข้ามาเธอรีบรับสายด้วยหัวใจไม่สู้ดีกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ
“ตอนนี้คุณพราวยังอยู่ที่ร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงคนสนิทของสามีไม่ได้ร้อนรนอย่างที่เธอคาดคะเนไว้ แต่คำถามที่ตะวันเอ่ยขึ้นมานี่สิมันชวนให้สงสัย
“พราวออกมาแล้วค่ะ” หรือตอนนี้ตะวันอยู่กับสิปปกร “คุณตะวันมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“นายสั่งให้ไปรับคุณพราวครับ พอดีผมมาทำธุระให้นายที่อยุธยา”
“แล้วตอนนี้...นายของคุณตะวันอยู่ที่ไหนคะ พราวติดต่อเขาไม่ได้เลย” ทำไมสิปปกรถึงมารับไม่ได้ทั้งที่เป็นคนทิ้งเธอไว้อย่างนั้น สถานที่ที่เขาไปทำธุระมันไกลกว่าสถานที่ที่ตะวันอยู่อีกงั้นเหรอ
“เหมือนโทรศัพท์นายแบตฯ หมด แต่ไม่เกินสองชั่วโมงนายน่าจะถึงไร่ครับ” สิปปกรกำลังเดินทางกลับสวนเคียงใจโดยที่ทิ้งเธอไว้ “คุณพราวจะให้ผมไปรับที่ไหนดีครับ”
