บทที่ 22 22
เสียงจากปลายสายดึงความสนใจกานต์รวีกลับมาที่เดิม ทว่าความหน่วงในหัวใจยังคงฉายชัดไม่จางหาย
“เพื่อนพราวมารับค่ะ ตอนนี้ก็เลยชลบุรีมาสักพักแล้วด้วย” เจอแบบนี้เข้าไปต่อให้จิตใจทนรับแรงกระแทกมากแค่ไหนก็ยังซวนเซอยู่ดี
“คุณตะวันไปทำธุระต่อเถอะ แค่นี้นะคะ”
สมองของกานต์รวีว่างเปล่าจนคิดอะไรไม่ออกอยู่สักพัก ความเสียใจลามขึ้นจนท่วมท้นนึกสมเพชตัวเองยิ่งกว่าอะไร ในขณะที่เธอนั่งรอให้เขามารับแต่สุดท้ายสิปปกรกลับทิ้งเธอไว้คนเดียว
ทิ้งในที่นี้คือ ‘ทิ้ง’ จริงๆ อาจจะเป็นการตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ช่าง...
ผลลัพธ์ของมันก็ชวนเจ็บปวดสิ้นดี เจ็บเหมือนร่างโดนเหวี่ยงขึ้นบนท้องฟ้าแล้วหล่นลงมากระแทกจนเหมือนหัวใจแตกละเอียด
นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่กันแน่นะ ทุ่มความรักให้กับคนที่ไม่เคยเห็นค่าของมันแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้ควรเดินหน้าหรือหยุดอยู่กับที่ดีล่ะ
ดูเหมือนไม่ว่าจะเลือกทางเดินไหนก็ล้วนแต่เจ็บช้ำไม่ต่างกัน
รถยนต์โฟร์วีลที่จอดอยู่ในโรงรถเป็นของสิปปกรแน่นอนปวัตรจำได้ เหลือบมองคนข้างตัวเห็นอาการก็ยิ่งแน่ชัดแล้วว่าตัวต้นเหตุกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย
“ขอบคุณมากปูน ไว้เดี๋ยวพราวเลี้ยงข้าวนะ”
“ขอลงไปคุยกับมันก่อน”
“เฮ้ย...ไม่เอา” ถึงจะร้องห้ามแต่ก็ไม่ทันแล้วเมื่อปวัตรเหวี่ยงร่างลงจากรถ ประจวบกับเจ้าของบ้านที่เดินออกมาพอดี
เหมือนเป็นภาพเดจาวูทับซ้อนกับเมื่อไม่กี่วันก่อน จะต่างกันก็ตรงที่รอบนี้เพื่อนตัวดีเดินดุ่มๆ เข้าไปหาเจ้าของสวนเคียงใจที่ยืนกอดอกรอด้วยสีหน้าเรียบสนิท
“มีอะไร” สิปปกรเป็นฝ่ายเปิดปากถาม ขนาดว่าใจของเธอเอนเอียงไปทางเขายังมองว่าจุดนี้ชายหนุ่มกำลังกวนประสาทกันแบบไม่ปิดบัง
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าธุระด่วนของคุณคืออะไร แต่อย่างน้อยพราวก็เป็นเมียคุณ ทิ้งให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ อยู่คนเดียวแบบนั้นได้ไงวะ เกิดอะไรขึ้นกับพราว คุณรับผิดชอบไหวหรือเปล่า”
ในขณะที่ปวัตรจัดเต็มแต่อีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งมีเหลือบไปทางภรรยาบ้างเล็กน้อย
“ไม่มีความเป็นสามีที่ดีแต่ช่วยมีความเป็นคนหน่อยเถอะ” ถ้าเขาไม่โทรหากานต์รวีคงต้องนั่งรอในสถานที่แบบนั้นอีกนานแค่ไหน
กับอีแค่รอให้เมียตัวเองซื้อของเสร็จแล้วค่อยไปทำธุระพร้อมกันมันคงไม่ได้ทำให้ใครขาดใจตาย
“เดือดร้อนอะไรแทน?”
สิปปกรยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง สีหน้าที่เรียบนิ่งในคราแรกเปลี่ยนเป็นยียวนเมื่อเขาใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม
“ที่พูดๆ มานี่ คงไม่ใช่เพราะรอเสียบอยู่ใช่ไหม”
“…”
คนพูดไม่สนว่าสองคนตรงหน้าจะอึ้งตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยินมากแค่ไหน มันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องเสียเวลาใส่ใจสักนิด
แต่ยอมรับว่ารอบนี้ชักจะเหม็นขี้หน้า ‘เพื่อนสนิท’ ของเมียตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว
“อดทนรออีกหน่อย”
คนอายุมากกว่าใช้ฝ่ามือใหญ่ตบเบาๆ ที่บ่าปวัตร โน้มหน้าเข้าใกล้ก่อนที่มุมปากหยักกดยิ้มแล้วเอ่ยต่อ
“สัญญาว่าจะส่งต่อให้ในสภาพดี”
ราวกับกานต์รวีประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ เห็นท่าทางสามีแล้วเธอรีบพาตัวเองแทรกกลางก่อนที่อาจจะเกิดความชุลมุน
“มึงพูดมาได้ไงวะ!” ปวัตรยกนิ้วชี้หน้า ตะเบ็งเสียงเดือดดาล
“อย่าทะเลาะกัน ถือว่าพราวขอร้อง” หญิงสาวรั้งแขนเพื่อนไว้แน่น ปวัตรปรายตามองกันเพียงเล็กน้อยก่อนที่มันจะกระแทกลมหายใจหงุดหงิด
“ไม่เป็นไรปูน”
เพื่อนทำทีเหมือนอยากจับตัวเธอมาเขย่าเรียกสติ
แต่ก็นั่นแหละ…เธอเลือกแล้ว
“เดี๋ยวพราวจัดการเอง ปูนขับรถกลับบ้านดีๆ นะ”
เพราะรู้ว่าอยู่ต่อคงทำอะไรไม่ได้ ปวัตรส่ายศีรษะเอือมระอาก่อนลากฝีเท้าไปยังรถยนต์คู่ใจ
กระทั่งเพื่อนกลับไปแล้ว กานต์รวีดึงสายตาไปยังเจ้าของร่างสูงที่ยืนมุ่นหัวคิ้วใส่กัน ความจริงเธอมีคำถามในใจมากมายที่อยากจะถามกับสิปปกร
แต่ดูเหมือนเรื่องราวที่ถาโถมเข้าใส่มีแต่เรื่องหนักหนาสาหัสมากเกินไป เพราะงั้นเลยเลือกเดินเข้าบ้านไม่คิดส่งเสียงหาคนเป็นสามีเหมือนอย่างทุกครั้ง
กระนั้นถ้อยคำทิ่มแทงใจก็ยังลอยตามหลังมาติดๆ
“ดีนี่! มีผู้ชายคนอื่นออกหน้ารับแทนให้ทุกอย่าง”
กานต์รวีสูดลมหายใจเข้าปอดลึกกับประโยคกระแนะกระแหน นอกจากที่ชายหนุ่มจะไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำแล้วยังมีหน้ามาต่อว่ากันอีก
“ที่ปูนต้องมาส่ง ก็เพราะว่าพี่โตไม่ใช่เหรอที่ปล่อยให้พราวรออยู่อย่างนั้น” วันนี้เธอเหนื่อยเกินที่จะต่อปากต่อคำกับเขา “ถ้าปูนไม่โทรมาพราวก็ไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน”
“…”
“รอบนี้พี่โตใจร้ายกับพราวมากเลยนะ”
ยอมรับเลยว่าตอนนี้มีหลายคำถามผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด ซึ่งคำที่ตะโกนออกมาดังที่สุดก็คือ
‘เธอจะทนรอเศษเสี้ยวความรักจากผู้ชายคนนี้ไปถึงเมื่อไหร่’
หลายครั้งหลายคราที่กานต์รวีคิดจะล้มเลิกในสิ่งที่ตั้งมั่นเอาไว้ แต่เมื่อความโศกคลายลงก็มักย้อนกลับมาตายรังเดิมทุกที สบตากับคนตัวโตที่กำลังจะอ้าปากพูดอะไรอีกแต่เธอชิงตัดบทเสียก่อน
เพราะถ้าต้องทนฟังคำพูดร้ายๆ จากปากของเขาอีกแค่คำเดียว เธอก็ไม่รู้ว่าใจตัวเองจะยังรับไหวหรือเปล่า
“พราวเหนื่อย ขอตัวก่อนนะคะ”
