บทที่ 3 3

‘ฉันหาเงินได้ครบเมื่อไหร่ เธอเตรียมเซ็นใบหย่าได้เลย’

กานต์รวีเก็บเอาคำพูดนี้ไปนอนคิดทั้งคืน แม้สวนเคียงใจจะทำกำไรได้ดีในปีนี้ ทั้งการส่งออก ทั้งรายได้จากนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามา แต่ถึงยังไงก็ยังไม่น่าคืนทุนในระยะเวลาสั้นๆ

แต่ถึงอย่างนั้นการที่สิปปกรเอ่ยออกมานั้นมันก็เปรียบเสมือนสัญญาณนับถอยหลังของเธอ เพียงแค่คิดจิตใจก็พากันห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที

บิดาของเขากับคุณลุงของเธอเป็นเพื่อนสนิทกัน ซึ่งสิปปกรดูเหมือนจะไม่ชอบหน้าเธอตั้งแต่แรกเห็น อาจเพราะเธอไม่มีพี่น้องที่ไหนพอเจอกับเขาก็เลยตามติด เรียกได้ว่าอีกฝ่ายไปไหนเธอก็มักร้องตามจะไปด้วยทุกครั้ง

จากที่ตอนแรกมองสิปปกรเป็นแค่พี่ชาย นานวันเข้าความรู้สึกกลับแปรเปลี่ยนไปทีละนิดจนมันเปลี่ยนแปลงในที่สุด กานต์รวีรับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่อยู่ใกล้สิปปกร ใบหน้าร้อนผ่าวเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสกัน

ตอนนั้นโลกทั้งใบของเธอเป็นสีชมพู แน่นอนว่าตัวเองในวัยนั้นพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร กานต์รวีไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่านี่มันเป็นเพียงความรู้สึกของตัวเองฝ่ายเดียว

เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาสิปปกรยังคงเสมอต้นเสมอปลาย เขาทรีตเธอเป็นน้องคนหนึ่งตามคำสั่งของบิดาอย่างลุงสกลเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรกับเธอสักนิด

กานต์รวีรู้คำตอบตั้งแต่แรกถึงได้พยายามกักเก็บความในใจเอาไว้ ทว่าความลับมันไม่มีในโลก...

สิปปกรคงมองออกว่าเธอรู้สึกอย่างไร ท่าทีเหินห่างที่เขาแสดงให้เห็นนั้นคือคำตอบที่ชัดเจนโดยที่เธอไม่ต้องสารภาพความในใจด้วยซ้ำ

ประจวบกับช่วงนั้นคุณลุงสกลล้มป่วยหนักเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนกระทั่งท่านเสียชีวิตลงทุกอย่างเลยยิ่งดำดิ่งลง

หลังจากนั้นมาเธอก็แทบไม่ได้เจอกับสิปปกรเลยเพราะเขาเรียนที่กรุงเทพฯ จะกลับมาที่สวนเคียงใจเฉพาะวันหยุดเท่านั้น

วันหนึ่งป้าแม่บ้านบอกเธอหลังกลับจากเรียนว่าสิปปกรมาที่บ้าน นาทีนั้นใจมันเต้นรัวเมื่อรู้ว่าเขาอยู่ด้านใน แม้จะรู้ว่าที่ชายหนุ่มมานั้นไม่ได้จะหาเธอแต่ตั้งใจมาพบกับลุงของเธอต่างหาก

ทว่าความจริงมักเลวร้ายกว่าที่คิดเอาไว้ เพราะสิปปกรไม่ได้มาคนเดียวแต่เขาพาแฟนสาวมาเปิดตัวเลยถือโอกาสพามาไหว้ลุงบัลยงก์ ซึ่งท่านเห็นเธอกลับมาพอดีก็เลยเรียกเข้าไปทำความรู้จักกัน

กานต์รวีจำได้ดีว่าตอนนั้นเหมือนกับคนที่โดนทุบหัวแล้วโดนลากเข้าไป มันทั้งมึนงงทั้งเสียใจจนไม่รู้จะแสดงสีหน้าออกมายังไง

สิ่งที่สิปปกรทำมันต่างอะไรจากการเหยียบย่ำหัวใจกัน เขาก็รู้ว่าเธอคิดยังไงกับเขาแต่ก็ยังใจร้ายไม่สนความรู้สึกกันแม้แต่นิดเดียว

กานต์รวีไม่รู้หรอกว่าสิปปกรคบหากับผู้หญิงคนนั้นมาตั้งแต่ตอนไหน แต่หลังจากพามาเปิดตัวได้ไม่นานก็เลิกรากันไป

ประจวบกับช่วงนั้นสวนเคียงใจมีปัญหาพอดี ถือว่าเป็นช่วงมรสุมชีวิตของชายหนุ่มเลยก็ว่าได้

เพราะงั้นเขาถึงมาขอความช่วยเหลือจากลุงบัลยงก์ ทว่าท่านกลับสร้างเงื่อนไขให้กับสิปปกรแลกกับการยื่นมือช่วยเหลือ

‘ลุงรับปากว่าจะช่วย แต่โตต้องแต่งงานกับยัยพราว’

เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลุงบัลยงก์จะยื่นเงื่อนไขพิลึกแบบนั้น ไม่รู้ด้วยว่ามีเหตุผลอะไรท่านถึงเอาเรื่องนี้มาเป็นข้อต่อรอง แต่ดูเหมือนสิปปกรจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าเป็นแผนของเธอ

น่าขันไหมล่ะ

‘คนอย่างเธอนี่มันเหลือเชื่อจริงๆ’

‘…’

‘ไม่มีปัญหาหาผัวแล้วหรือไง ถึงได้ใช้วิธีแบบนี้’

ปลดหนี้สวนเคียงใจแลกกับการแต่งงานกับเธอ ต่างฝ่ายก็ต่างได้ผลประโยชน์ไม่ใช่หรือไงกัน ถ้าเขารักศักดิ์ศรีมากปฏิเสธตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง

“อ้าว...คุณพราว” เจ้าของชื่อหยุดคิดเรื่องในหัว หันหน้ากลับไปมองแม่บ้านตัวจริงที่เพิ่งจะโผล่หัวมาทั้งที่ใกล้จะเจ็ดโมงเช้าแล้ว “หิวจนรอพี่ไม่ได้เลยเหรอคะเนี่ย”

วารุณีว่าเสียงกลั้วหัวเราะกลบเกลื่อนความกุลีกุจอที่กำลังเป็นอยู่ รีบคว้าผ้ากันเปื้อนมาสวมพร้อมเปิดตู้เย็นเพื่อเตรียมอาหารสำหรับมื้อเช้า

“พี่ณีรู้ไหมว่าคนประเภทไหนที่ทำให้พราวรำคาญใจมากที่สุด” กานต์รวีจัดการล้างไม้ล้างมือหลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ถ้าแม่บ้านคนนี้สังเกตเหมือนตอนที่ชอบเสือกเรื่องชาวบ้านก็คงเห็นแล้วว่าเธอเตรียมมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว

“พูดอะไรคะเนี่ยคุณพราว ไปรอข้างนอกดีกว่าค่ะ พี่ขอเตรียมกับข้าวแป๊บเดียว” คนยิ่งรีบๆ อยู่มาชวนถกประเด็นปัญญาอ่อนอยู่ได้

“ต่อไปพี่ณีไปช่วยงานในครัวกลางก็พอค่ะ ส่วนครัวในบ้านพราวจะเป็นคนจัดการเอง”

“อะไรกันคุณพราว” แม่บ้านวัยกลางคนออกอาการฉุนแต่เช้า “จะมาโยกให้พี่ไปทำงานตามใจชอบตัวเองได้ยังไง”

“พวกที่ไม่รู้สถานะกับความผิดตัวเองนี่มันขัดหูขัดตาจริงๆ นะคะ” วารุณีอาจจะเห็นว่าเธอยอมสิปปกรตลอด ก็เลยคิดว่าเธอเป็นพวกสู้คนไม่เป็นสินะ

กานต์รวียอมรับว่าเธออาจจะหน้ามืดในแง่ความรัก แต่คนอื่นที่ไม่ใช่สิปปกรอย่าหวังว่าจะได้เอาเปรียบกัน

“เดือนนี้พี่ณีมาทำงานสายไม่ต่ำกว่าสามครั้ง ไม่นับรวมมื้อเช้าที่สารอาหารไม่ครบถ้วนโดยเฉพาะตอนที่พี่โตไม่อยู่” พูดตามตรงก็คือทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาเธอได้กินแต่ข้าวต้มหมูสับทุกวัน ไม่ได้จะด้อยค่าเมนูนี้แต่อย่างใด ถ้าคนใส่ใจในเรื่องการทำอาหาร เมนูแค่นี้สามารถทำให้มันน่ากินได้อยู่แล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป