บทที่ 5 5

“ก็แค่จะพยายามลองทำให้พี่โตรักพราวสักตั้ง แต่ถ้าลองจนสุดทางแล้วมันไม่ได้ผลจริงๆ ก็...ตามนั้น” มันไม่ใช่คำพูดกลบเกลื่อน แต่กานต์รวีตั้งมั่นแล้วว่าจะทำแบบนั้นจริงๆ

“งั้นเซ็นใบหย่าตั้งแต่ตอนนี้เถอะ” สิปปกรยิ้มหยัน “ผลลัพธ์ไม่น่าต่างกัน”

“สงครามยังไม่ทันเริ่มเลย อย่าเพิ่งนับศพทหารสิคะ” หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ในเมื่อสิปปกรเกลียดพวกคนเล่นแง่ที่สุด ดังนั้นเธอจะใช้วิธีการเดิมๆ ไม่ได้ เล่นเปิดเผยซึ่งๆ หน้าแบบนี้ไปเลยดีกว่า

เธอกำหนดระยะเวลาให้ตัวเองแค่ปีเดียว แล้วมาดูกันว่าหนึ่งปีนับจากนี้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง

เดิมทีเจ้าของสวนเคียงใจเป็นของ ‘สกล’ แต่เมื่อท่านเสียชีวิตลง นวมลผู้เป็นภรรยาจึงดูแลกิจการแทนทุกอย่าง อาจเพราะไม่มีประสบการณ์รวมถึงก่อนหน้านี้ไม่ได้ให้ความสนใจในหน้าที่ที่สามีทำเท่าไหร่ ผลที่ออกมาก็คือขาดทุนจนต้องหยิบยืมคนรอบข้าง

หากกานต์รวีจำไม่ผิดเหมือนช่วงนั้นสิปปกรเพิ่งเรียนจบเลยกลับมาช่วยดูแล แต่กลับพบว่าบัญชีไร่ติดลบถึงขนาดที่ว่าไม่มีเงินจ่ายคนงาน

เธอรู้...สวนเคียงใจเปรียบเสมือนชีวิตของสิปปกร ขนาดเธอเป็นคนนอกยังมีความผูกพันกับที่นั่นไม่น้อย ภาพในวัยเยาว์ยังเด่นชัดยามที่วิ่งตามพี่ชายตัวโตต้อยๆ

เมื่อก่อนกานต์รวีเป็นพวกแพ้ง่าย ลมฝนพัดผ่านก็คันจมูกจามจนน้ำมูกไหลไม่หยุด นอกจากลุงบัลยงก์แล้วก็คงมีแต่ครอบครัวของสิปปกรที่ดูแลเธอเสมอมาโดยเฉพาะสกลกับคุณย่าสรา เพราะงั้นก็เลยมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับสิปปกรบ่อยครั้ง

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความรู้สึกของเธอมันเกินขอบเขตของคำว่าพี่น้องที่รู้จักกัน ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามเก็บงำไว้เสมอมาแต่คิดว่าเขาคงสัมผัสถึงบางสิ่งบางอย่างได้ ถึงได้เริ่มเว้นระยะห่างต่อกันมากขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นความเหินห่างในที่สุด

เสียงปิดประตูรถทางฝั่งคนขับดึงสติของกานต์รวีกลับสู่ปัจจุบัน มัวแต่คิดถึงต้นตอของเรื่องนานเกินไปหน่อย

รู้ตัวอีกทีสิปปกรก็ลงจากรถเดินนำไปยังบ้านไม้หลังใหญ่

บ้านหลังนี้คือบ้านของคุณย่าสรา เป็นสถานที่ที่คุ้นเคยกับกานต์รวีเช่นกันเพราะเคยมาวิ่งเล่นตอนเด็กอยู่บ่อยๆ ตอนนี้ท่านอยู่กับลูกสะใภ้อย่างคุณป้านวมล คุณป้าเพิ่งย้ายเข้ามาก็ตอนที่สิปปกรกลับเข้ามาบริหารที่สวนเคียงใจ อันที่จริงแอบได้ยินข่าวลือมาว่าที่ท่านหอบผ้าหอบผ่อนย้ายออกจากไร่มาอยู่ที่นี่เพราะผิดใจกับลูกชายอย่างสิปปกร

ให้เดาก็คงไม่พ้นเรื่องนั้น...

“คุณย่าขา...” กานต์รวีสลัดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกจากหัว เท้าเรียวจ้ำก้าวเข้าหาหญิงชราผู้เป็นที่รัก           

“จะมาทำไมไม่โทรบอกก่อนล่ะลูก ย่าจะได้เตรียมของชอบไว้ให้”

สิปปกรยังไม่ทันจะอ้าปากตอบ โทรศัพท์ก็แผดเสียงขึ้นมาเขาก็เลยเดินออกไปด้านนอกเพื่อรับสาย

เหลือเพียงกานต์รวีที่ย้ายไปนั่งข้างๆ หญิงชราเรียบร้อย

ไม่แน่ใจว่าสิปปกรรู้หรือเปล่า ปกติเวลาว่างเธอมักมาหาคุณย่าเป็นประจำ มีแค่ช่วงหลังที่วุ่นกับงานเลยไม่ค่อยได้แวะเวียนมาหาท่านเหมือนก่อน

“คุณย่าสบายดีนะคะ ช่วงนี้พราวงานยุ่งมากไม่ได้มาหาคุณย่าเลย” หญิงสาวทำหน้ามุ่ยก่อนเอนศีรษะซบลงบนตักคนสูงวัย

“จะมาทำไมบ่อยๆ หืม?” สราระบายยิ้มกับความออดอ้อน วางมือบนหัวทุยได้รูปออกแรงลูบเรือนผมดกดำไปมา เผลอพริบตาเดียวเด็กตัวน้อยนิดในวันวานกลายเป็นสาวเต็มตัวแถมยังกลายเป็นหลานสะใภ้เธอในที่สุด

“พราวคิดถึงคุณย่านี่คะ กลัวคุณย่าเหงาด้วย” กานต์รวีไม่มีญาติที่ไหนนอกจากลุงบัลยงก์ เพราะงั้นคุณย่าสราจึงเป็นผู้ใหญ่คนเดียวที่เธอสามารถอ้อนได้อย่างสบายใจที่สุด กับลุงสกลท่านเอ็นดูแต่เธอก็ไม่กล้ากอดอย่างที่ทำกับคุณย่า

“แล้วนี่ป้าอุ่นไปไหนเหรอคะ”

“ย่าใช้ให้พวกเขาไปเก็บผักในสวนน่ะ เอาไว้กินกับน้ำพริกมื้อเย็น” แม้ปากจะบอกว่าไม่ให้มาหาบ่อยๆ แต่พอมีหลานมาคอยประจบแบบนี้จิตใจคนแก่ย่อมเบิกบาน

“วันนี้มีน้ำพริกปลาทู กินกับมะเขือ ถั่วพู เราชอบไม่ใช่เหรอ”

คนฟังตาลุกวาวรีบพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มที่เต็มใบหน้า ที่เริ่มทำอาหารเป็นก็เพราะเข้าครัวฝึกกับคุณย่าตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย

“วันนี้อากาศดี พราวว่าเราออกไปเดินเล่นกันดีไหมคะ”

“เอาสิ ช่วงนี้ย่าไม่ค่อยได้ออกไปเดินเท่าไหร่ แก่แล้วจะลุกจะนั่งก็ลำบาก”

สังขารร่วงโรยตามกาลเวลา อยู่มาได้จนถึงป่านนี้นับว่าเธอใช้ชีวิตเกินคุ้ม ห่วงก็แต่หลานชายตัวเองกับหลานสะใภ้อย่างกานต์รวี

“ช่วงนี้เรากับเจ้าโตเป็นยังไงบ้าง ราบรื่นดีใช่ไหม”

“ก็...เรื่อยๆ ค่ะ” กานต์รวีปั้นหน้ายิ้ม ก่อนรีบเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นแทน “คุณย่าบอกว่าลุกนั่งลำบาก พราวว่าลองหารถเข็นดีไหมคะ แบบไฟฟ้าก็น่าจะดี วันไหนอยากออกไปรับลมที่สวนจะได้สะดวก”

“ก็ดีนะ ย่าไม่ได้ออกไปรับกลิ่นดอกปีบนานแล้วเหมือนกัน” ถึงจะมีคนคอยดูแล แต่ถ้าพึ่งพาตัวเองได้มันย่อมดีกว่า

“ไม่ดีหรอกครับ”

สิปปกรปัดความหวังดีที่ไม่จำเป็นของคนเป็นภรรยาทิ้งไป ดีที่เขาเข้ามาทันได้ยินพอดี

“ผมอยากให้ย่าขยับแข้งขา คิดว่าน่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่า”

“แต่ถ้ามีรถเข็น พราวว่ามันจะช่วยทุ่นแรงนะคะ ทั้งคุณย่าทั้งคนดูแล” กานต์รวีร้องท้วงขึ้นมา เข้าใจในส่วนของสามีว่าอยากให้คุณย่าขยับร่างกาย แต่บางทีก็ต้องมองอีกมุมด้วยว่าบางทีท่านอาจจะอยากพึ่งพาตัวเองโดยไม่ต้องรอคนดูแล

บทก่อนหน้า
บทถัดไป