บทที่ 6 6
“เราคุยเรื่องนี้กันแล้วไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มกดเสียงต่ำ
“อย่าไปดุน้องแบบนั้นสิเจ้าโต” เห็นท่าไม่ดีหญิงชราจึงออกโรงปราม พร้อมกับหาทางออกด้วยตัวเอง “เรื่องนั้นเดี๋ยวย่าจะเก็บไปนอนคิดก่อนแล้วกัน อย่างที่เจ้าโตว่ามามันก็ถูก ย่าต้องขยับแข้งขาเองบ้าง”
สิปปกรไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีสีหน้าหรือรู้สึกอย่างไร มันคือเรื่องภายในครอบครัวของเขา อีกอย่างเรื่องพวกนี้เคยพูดหลายรอบแล้ว การที่กานต์รวีเสนอหน้าเข้ามายุ่งย่อมรู้ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
“วันนี้แม่ไม่อยู่บ้านเหรอครับ”
“เห็นว่าเพื่อนมาเที่ยวหา ค่ำๆ ก็คงกลับ ว่าแต่แกจะอยู่กินข้าวเย็นกับย่าก่อนไหม”
“เอาไว้คราวหน้านะครับย่า”
สราพยักหน้ารับเข้าใจไม่คิดทักท้วงอะไร แม้แต่ธุระที่หลานตั้งใจมาหาลูกสะใภ้เธอก็ไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่ง ปัจจุบันที่การเงินของครอบครัวฟื้นขึ้นมาได้นอกจากความช่วยเหลือของบัลยงก์แล้ว ที่เหลือล้วนเป็นน้ำพักน้ำแรงและการบริหารงานไร่ของสิปปกรทั้งนั้น
“พี่โต...” กานต์รวีไม่คิดว่าสิปปกรจะปฏิเสธมื้อเย็น
“เธอจะอยู่ที่นี่ก็ได้ อีกสองชั่วโมงจะให้ตะวันมารับ” สิปปกรไม่ได้มีปัญหากับย่า แต่ลำบากใจที่ต้องมานั่งตอบคำถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับกานต์รวี
“กลับก่อนนะครับย่า” โน้มตัวลงกอดหญิงชราก่อนหอมแก้มเหมือนอย่างทุกครั้งแล้วถึงผละตัวออก
“ขับรถดีๆ” สราลูบศีรษะหลานรัก เบนหน้ามองหลานสะใภ้แล้วเอ่ย “พราวกลับพร้อมเจ้าโตเถอะลูก ไว้รอบหน้าจะมาก็โทรบอกย่าก่อน จะได้ให้อุ่นเตรียมสำรับไว้”
สิปปกรเป็นฝ่ายเดินออกมาก่อนไม่คิดรอคนเป็นภรรยา สำหรับเขาแล้วกานต์รวีเปรียบเสมือนคนไร้ศักดิ์ศรี
วันๆ เอาแต่วิ่งตามผู้ชายใช้ชีวิตไร้สาระไปเรื่อยเปื่อย เป็นพวกไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตนอกจากการพิชิตหัวใจคนที่เขาไม่ได้รู้สึกอะไรด้วย
ความโชคดีหนึ่งเดียวที่เจ้าตัวมีก็คงไม่พ้นทรัพย์สมบัติที่ผู้เป็นลุงทิ้งไว้ ซึ่งมันก็มากพอที่จะทำให้หญิงสาวไม่ต้องดิ้นรนทำอะไร ไม่เหมือนเขาที่ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อพยุงกิจการและดูแลคนงานนับร้อยชีวิต
‘รู้ใช่ไหมว่าลุงมองโตเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่ง’
บัลยงก์เป็นเพื่อนสนิทของบิดาที่เขารักและเคารพมากกว่าใคร ตอนที่เขาเอ่ยปากขอความช่วยเหลือท่านรับปากทันที เพียงแต่มีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้สิปปกรหนักใจไม่น้อย
‘ลุงช่วยโตปลดหนี้ได้ แต่ลุงมีเรื่องอยากจะขอจากโต’
’...’
‘ชีวิตนี้ลุงเหลือหลานสาวแค่คนเดียว ลุงอยากให้โตแต่งงานกับน้อง จดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย’
‘ลุงรู้ว่าสวนเคียงใจมีความหมายกับโตมากแค่ไหน แต่ยัยพราวก็มีความสำคัญสำหรับลุงมากเหมือนกัน
‘ลองเก็บเอาไปคิดดูก่อน ได้คำตอบเมื่อไหร่ค่อยบอกลุง’
สิปปกรไม่เคยมองกานต์รวีเป็นอย่างอื่นนอกจากคนรู้จัก ให้ได้อย่างมากก็คงเป็นสถานะน้องสาวแบบห่างๆ ถึงจะเคยคลุกคลีกันในช่วงหนึ่งแต่เมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเริ่มล้ำเส้น เขาจึงถอยห่างออกมาเพื่อประคองความสัมพันธ์เอาไว้
บัลยงก์ไม่มีภรรยาจึงทุ่มเทความรักทั้งหมดให้หลานสาวคนเดียวอย่างกานต์รวี ไม่ว่าอะไรที่สาวเจ้าต้องการผู้เป็นลุงไม่เคยคิดขัดใจสักครั้ง
แม้สิปปกรจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับเด็กนั่น แต่สุดท้ายกลับต้องยอมรับข้อเสนอนั้นเอาไว้เพื่อรักษากิจการของครอบครัว
งานแต่งงานระหว่างเขากับกานต์รวีถูกจัดขึ้นหลังจากเซ็นสัญญาที่บัลยงก์เป็นฝ่ายร่างขึ้นมา อย่างน้อยรายละเอียดสัญญานั้นท่านก็ไม่ได้คิดจะเอาเปรียบโดยการผูกติดชีวิตเขาไว้กับหลานสาวตลอดไป
“วันนี้พี่โตไม่ได้มีงานอะไรต่อไม่ใช่เหรอคะ ทำไมเราถึงไม่อยู่กินข้าวกับคุณย่า”
เสียงที่น่ารำคาญที่สุดในชีวิตดังขึ้น สิปปกรเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าบนรถยังมีกานต์รวีนั่งร่วมทางอยู่ด้วย
“พราวว่าคุณย่าก็คงอยากให้เราอยู่กินข้าวด้วย”
คนฟังถึงกับแสยะยิ้มกับประโยคเหล่านั้น เพิ่งรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นก็เป็น ความจริงแล้วจุดประสงค์ของเจ้าตัวคือต้องการการประจบประแจงคุณย่ามากกว่า
ถ้าเขาตกปากรับคำที่จะอยู่กินข้าวด้วย คงต้องลำบากป้าอุ่นเตรียมอาหารเพิ่มอีกสองที่ แน่นอนว่าเวลามื้อเย็นของคุณย่าจำเป็นต้องเลื่อนออกไปอีก ซึ่งข้อนี้คนอย่างกานต์รวีคงไม่ฉุกคิด
“จะว่าไปเราก็ไม่ได้ไปหาคุณย่า...” / “ถ้ายังไม่หุบปาก ฉันจะปล่อยเธอลงข้างทาง”
สิปปกรไม่ได้ขู่และอีกฝ่ายน่าจะรู้ตัวว่าเขาทำจริงแน่ๆ เพราะงั้นหญิงสาวจึงยอมสงบปากสงบคำอยู่หลายนาที
กานต์รวีเหลือบมองสำรวจคนเป็นสามีท่ามกลางความเงียบแล้วอาการอัดแน่นในใจยิ่งเพิ่มพูน อยู่ด้วยกันร่วมปีแล้วความสัมพันธ์ของเราไม่มีทีท่าจะดีขึ้นสักนิด
ยิ่งหลังจากที่เธอสูญเสียลุงผู้เป็นที่รักอย่างบัลยงก์ไปอย่างไม่มีวันกลับ สิปปกรยิ่งเว้นระยะห่างจากเธอมากกว่าเดิมเสียอีก ชัดเจนเลยว่าระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ช่วยอะไรสักนิด
นึกถึงตรงนี้แล้วกานต์รวียิ่งคิดถึง ท่านตรวจเจอโรคร้ายแต่ไม่บอกเธอสักคำ ที่ท่านยื่นเงื่อนไขนั้นกับสิปปกรก็เพราะกลัวว่าเธอต้องอยู่คนเดียว
‘ไม่มีลุงแล้ว พราวต้องเข้มแข็ง ยืนหยัดด้วยตัวเองให้ได้นะลูก’
กระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีที่หวนนึกถึงวันเก่าๆ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักทีละคนจนข้างกายไม่หลงเหลือที่พักพิงนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้ง่ายๆ
แต่ชีวิตมันต้องก้าวต่อไป...
