บทที่ 1 ทาบทาม

1

ทาบทาม

แสงตะวันยามบ่ายคล้อยค่อยๆ ลดแสงจัดจ้าในยามเที่ยง เพื่อรอคอยจันทราฉายแสงในยามค่ำ สายลมพัดเอื่อยผ่านระเบียงบ้านไม้ทรงไทยภาคใต้ประยุกต์ หลังคาทรงปั้นหยาหลังงามสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ผิดกับอารมณ์ของผู้ที่นั่งอยู่บนชุดเก้าอี้หวายสีน้ำตาลอ่อนที่ปูด้วยเบาะหุ้มผ้าสีขาวลายดอกไม้

     เจสิตาสาวร่างบางนั่งอยู่ตรงหน้าผู้เป็นบิดาและมารดาเริ่มกระสับกระส่าย เพราะไม่รู้ว่าผู้เป็นมารดาเรียกมาพูดคุยด้วยเรื่องอะไรกันแน่ ไม่ต่างจากมารดาของเธอที่มีอาการลุกลี้ลุกลนไม่แพ้กัน

     “คุณพูดเถอะ” น้ำเสียงของนางอนงค์เหมือนอยู่ในภาวะกดดันอะไรบางอย่างหันมาพยักพเยิดให้สามีเป็นผู้พูด

     “คุณก็พูดสิ คุณเป็นแม่น่าจะพูดง่ายกว่า” นายพรหมผู้เป็นบิดาโยนเรื่องกลับมาทางมารดา

     “ดิฉันพูดไปหลายครั้งแล้วนะคะ ลูกไม่เคยยอมเลยสักครั้ง” หญิงวัยกลางคนเกี่ยงงอน แล้วยกถ้วยน้ำชามาจิบเพื่อคลายความกังวล

     “คุณพ่อ คุณแม่คะ จะพูดอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ อย่าอึกอัก อ้ำอึ้งแบบนี้เลยค่ะ” เจสิตาเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้

     “คือว่า...อย่างนี้นะลูก เมื่อกี้หนูเห็นใช่มั้ย ว่า...เอ่อ คุณเอมอรเจ้าของลานปาล์มเขามาที่นี่” มารดาเกริ่นแล้วหยิบถ้วยชาร้อนขึ้นมาจิบอีกนิด

     “ค่ะ ตาทราบค่ะคุณแม่ แล้วมีอะไรคะ?” หญิงสาววัยสามสิบสองแต่รูปร่างหน้าตาราวกับเพิ่งผ่านวัยเบญจเพสย้อนถามกลับไป มองผู้เป็นบิดากับมารดาสลับกันอย่างสงสัยในท่าที

     “คือ คุณเอมอรมาทาบทามขอหนูให้กับลูกชายคนโตของเขาน่ะ ลูกชายเธอเพิ่งกลับจากกรุงเทพฯ มาอยู่ที่บ้าน ครอบครัวนี้เขาเป็นคนดี หากินสุจริต ลูกชายเขาก็ร่ำเรียนสูงมีความรู้พอสมควร พ่อเคยเจอเขา ดูท่าทางเอาการเอางานดีทีเดียว หนูจะว่ายังไง พ่อไม่บังคับหนูหรอกแล้วแต่หนูจะตัดสินใจ” นายพรหมผู้เป็นบิดาตัดสินใจพูดออกไปอย่างเนิบช้า หญิงสาวตั้งใจฟังจนกระทั่งบิดาพูดจบ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

     “ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าดี ตาก็ตกลงค่ะ”

     “ฮ้า...ทำไมง่ายดายอย่างนี้ล่ะลูก” สองสามีภรรยาอุทานพร้อมกัน สีหน้าตกตะลึงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหู เพราะที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้งก่อนหน้ามีคนมาติดต่อทาบทาม แต่เจสิตาปฏิเสธกลับไปทุกครั้ง เหตุใดครั้งนี้บุตรสาวของตนจึงยอมตอบตกลงแต่งงานอย่างง่ายดายโดยไม่มีข้อแม้อะไรเลย

     “มีเรื่องแค่นี้ใช่มั้ยคะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วตาขอตัวนะคะคุณพ่อคุณแม่” หญิงสาวทำสีหน้าเรียบเฉยพลางลุกขึ้นยืนทำท่าจะหันหลังเดินออกไป

     “เดี๋ยวสิลูก พ่อกับแม่ไม่ได้บังคับหนูนะ หนูจะไม่ลองเจอพี่เขาดูก่อนสักครั้งนึงเหรอ จะลองศึกษาดูใจกันก่อนก็ได้ เพราะหนูยังไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันเลย พ่อยังไม่ได้ตอบตกลงกับเขาไป หนูมีสิทธิ์ปฏิเสธนะลูก” นายพรหมทักท้วง จากตอนแรกที่กังวลว่าบุตรสาวจะไม่พอใจ กลับกลายเป็นว่าตัวเขาเองต่างหากที่ต้องตกใจกับการตัดสินใจอย่างง่ายดายของผู้เป็นบุตรสาวเสียเอง

     “คุณพ่อบอกว่าเขาเป็นคนดีไม่ใช่เหรอคะ ตาเชื่อคุณพ่อค่ะ จะแต่งวันไหนหรือตาต้องทำอะไรบ้างก็บอกตาแล้วกันค่ะ ตาขอตัวไปทำงานต่อนะคะ” พูดจบหญิงสาวก็ลุกออกจากมุมนั่งเล่นริมระเบียงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     “แล้วจะไม่นัดเจอพี่เขาก่อนแต่งงานหน่อยเหรอลูก” เธอชะงักเมื่อมารดาถาม ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาตอบ

     “ไม่จำเป็นหรอกค่ะคุณแม่ เสียเวลาเปล่าๆ พรุ่งนี้ตาต้องขึ้นกรุงเทพฯ ค่ะ มีนัดคุยงานกับลูกค้า อาจจะต้องอยู่ที่โน่นหลายวันค่ะ” หญิงสาวทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งรับเขียนระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับองค์กรต่างๆ เธอจึงต้องออกไปพบกับลูกค้าเพื่อคุยรายละเอียดการออกแบบและวางโครงสร้างของโปรแกรม

     บางครั้งเธอต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง ทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบไม่มีเวลาพักผ่อนเพื่อเร่งให้งานเสร็จทันเวลา เมื่อจบงานบริษัทก็ให้โอกาสพักผ่อนยาวที่บ้านได้หลายวัน

     จนกระทั่งหญิงสาวยื่นใบลาออกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บริษัทจึงยื่นข้อเสนอให้เธอทำงานเป็นฟรีแลนซ์รับงานมาทำที่บ้านแทนการเป็นพนักงานประจำ ซึ่งหญิงสาวก็ดูจะพอใจกับข้อเสนอนี้ไม่น้อย

     ครอบครัวของเจสิตาเป็นเกษตรกรมาแต่ดั้งเดิม เธอลืมตาดูโลกก็เห็นแต่สวนยางพาราสุดลูกหูลูกตาของบิดา นายพรหมผู้เป็นบิดาเป็นคนมีฐานะของหมู่บ้าน เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนบ้านเพราะมีอัธยาศัยไมตรีและมีน้ำจิตน้ำใจ

เจสิตานั่งทำงานต่อที่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กซึ่งวางอยู่บนโต๊ะนั่งเล่นริมระเบียงห้องนอน แต่จิตใจของเธอกลับไม่ได้อยู่ที่หน้าจอนั่นเสียแล้ว เพราะสายตาที่เหม่อมองไปยังทิวทัศน์สวยงามเบื้องหน้าที่เป็นวิวภูเขาสีเขียวเข้มสลับซับซ้อนห่างออกไป กลับกลายเป็นภาพในอดีตที่ประดังประเดเข้ามาในความทรงจำ

     “ตา ตาจะลาออกจริงๆ เหรอ พี่ไม่อยากอนุมัติให้ตาลาออกเลย” ภาพของยุทธนาเจ้านายของเธอผุดขึ้นมาในความคิด หลังจากที่ได้อ่านใบลาออกของเธอ สีหน้าของเขามีแววครุ่นคิด

     “ค่ะ ตาจะลาออกค่ะ” เธอตอบไปอย่างไม่ลังเล

     “มีอะไรที่ทางบริษัททำให้ตาไม่พอใจ นอกเหนือไปจากเหตุผลที่ว่าจะกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดรึเปล่า”  ยุทธนาถามด้วยสายตาที่เฟ้นหาความจริงจากหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า

     “ที่นี่ทำให้ตาอบอุ่นและมีความสุขดีค่ะ ตลอดเวลาการทำงาน ที่นี่ให้สิ่งดีๆ แก่ตามากมาย ตาแค่อยากพักผ่อน อีกอย่างพ่อกับแม่ก็อายุมากแล้ว ไม่ควรอยู่กันตามลำพัง พี่ชายของตาก็รับราชการอยู่ต่างจังหวัด ตาเป็นลูกสาวคนเดียวควรจะอยู่เป็นเพื่อนท่าน” หญิงสาวอ้าง ทั้งๆ ที่รู้สึกเศร้าลึก หวนคิดถึงเตชิตชายหนุ่มที่สร้างความร้าวรานใจต่อเธอ

     ตราบใดที่เขายังทำงานอยู่ที่นี่ เธอคงไม่มีความสุขที่ต้องทนเห็นภาพบาดตาบาดใจระหว่างชายหนุ่มที่ดูแสนดีแต่แท้จริงแล้วแสนจะหลอกลวงกับเนตรนภาเพื่อนร่วมงานที่เธอเคยสนิทที่สุด

     เตชิตเข้ามาในชีวิตของเธอในช่วงที่เธอกำลังเคว้งคว้าง เพราะความผิดหวังจากกัณฑ์คนรักคนแรกที่คบหากันตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย หลังจากที่กัณฑ์ไปเรียนต่อเมืองนอก ในช่วงแรกความรักยังหวานชื่น ทั้งสองคนยังคงติดต่อโทร. หากันสม่ำเสมอ จนกระทั่งสองปีผ่านไปการติดต่อก็เริ่มขาดหาย

     ครั้งสุดท้ายเธอดีใจที่ได้งานที่นี่ ซึ่งเป็นงานที่เธอใฝ่ฝันมานาน จึงรีบโทรศัพท์ไปหากัณฑ์ด้วยความตื่นเต้น แต่เสียงปลายสายกลับกลายเป็นเสียงหญิงสาวคนไทย เจสิตานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจถามไปว่าเธอผู้นั้นเป็นใคร คำตอบที่ได้รับทำให้เธอตัวชา “ดิฉันเป็นแฟนเขาค่ะ แล้วคุณเป็นใครคะ” เสียงนั้นย้อนถามกลับมา

     “เอ่อ ฉันเป็นเพื่อนเขาค่ะ” หญิงสาวรีบวางสาย ยืนตัวแข็งทื่อไปพักหนึ่ง เธอทรุดตัวบนที่นอนอย่างไร้เรี่ยวแรง น้ำตาหยดแรกค่อยๆ หยดลงมา ก่อนที่จะไหลทะลักลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน ปล่อยให้น้ำตาให้ไหลรินต่อไป

     เธอร้องไห้จนเหนื่อยอ่อน จิตใจวนเวียนอยู่กับความทรงจำแสนหวานเก่าก่อนระหว่างเธอกับกัณฑ์ ปล่อยให้ความท้อแท้หมดหวังครอบงำจนหมดแรง

     แต่สุดท้ายเธอก็อดทนลุกขึ้นเพื่อไปเริ่มทำงานวันแรก กว่าจะได้งานนี้มามันยากนัก ไม่มีทางที่เธอจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ เพราะมันคือตำแหน่งงานแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีที่เธอเฝ้ารอมานาน คิดได้แล้วจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวอย่างประณีตที่สุด โดยไม่ลืมหยิบแว่นตาสีชาขึ้นมาสวมเพื่อปิดบังรอยช้ำที่ดวงตา

     “นี่คุณเตชิต เป็นหัวหน้าแผนกของคุณ” ยุทธนาแนะนำให้เธอรู้จักกับหัวหน้าแผนก หญิงสาวมองเขาผ่านแว่นตาสีชาเก๋ไก๋เมื่ออยู่บนใบหน้าเรียวรีนั่น ใครๆ คงคิดว่าเธอใส่แว่นตาเพราะเป็นแฟชั่น แต่แท้จริงแล้วมันถูกใช้เพื่อปิดบังรอยบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักหน่วงของคืนที่ผ่านมา

     “ส่วนนี่คุณเจสิตาโปรแกรมเมอร์สาวคนใหม่ของเรา ฝีมือไม่เลวเลย ยังไงคุณช่วยดูแลหน่อยแล้วกัน ให้รับงานใหม่ที่ลูกค้านัดเข้าไปเก็บข้อมูลวันนี้เลยนะ” ยุทธนาแนะนำเสร็จ หญิงสาวยกมือไหว้ทำความรู้จักกับชายหนุ่มตรงหน้า

     ในสายตาของเธอเตชิตเป็นชายหนุ่มรูปงาม หล่อเหลาขั้นนายแบบ เป็นโปรแกรมเมอร์หนุ่มที่มีความสามารถสูง และคงเป็นที่คลั่งไคล้ของสาวๆ ทั้งบริษัท

   เธอเองก็พึงพอใจในตัวเขาไม่น้อย บวกกับท่าทีอ่อนโยนแสนดีกับทุกคนยิ่งทำให้เธอประทับใจ ส่วนตัวเธอน่ะหรือก็อยู่ในขั้นสวยใสเพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาได้แค่สองปีพ่วงกับตำแหน่งโปรแกรมเมอร์สาวทำให้เธอเองก็ดูโก้เก๋ไม่น้อยความเคว้งคว้างบวกกับความอ่อนต่อโลกของหญิงสาว แม้จะผิดหวัง ช้ำรักมาแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นรู้จักผู้ชายมากพอ ช่วงแรกก็คิดแค่ว่าคบไว้แก้เหงา อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีใคร วันแรกที่ไปทำงานหญิงสาวยังไม่หายเพลียจากสงครามน้ำตาของคืนที่ผ่านมา จึงเดินเข้าไปซื้อซุปไก่สกัดในมินิมาร์ต ขณะที่เตชิตจอดรถเติมน้ำมันระหว่างเดินทางไปพบลูกค้า

     “คุณดื่มทีเดียวหมดขวดเลยเหรอครับ” เตชิตถามเมื่อเห็นหญิงสาวดื่มซุปไก่สกัดรวดเดียวหมดขวด

     “ค่ะ จะได้ไม่เสียเวลา” เธอตอบพลางหมุนฝาปิดปากขวดเปล่า

     “คุณดื่มทุกวันเหรอครับ” ชายหนุ่มถามเหมือนหาเรื่องคุย

     “เปล่าหรอกค่ะ ดื่มเฉพาะวันที่รู้สึกเพลีย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ รู้สึกว่าจะช่วยให้ดีขึ้นได้เยอะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แล้วเอี้ยวตัวไปด้านหลังเพื่อทิ้งขวดเปล่าลงถังขยะเล็กๆ ที่วางอยู่ตรงที่วางเท้าเบาะหลัง รถของเขาสะอาดสะอ้าน มีเพียงแฟ้มเอกสารที่ต้องใช้งานวันนี้วางตรงเบาะหลังเท่านั้น

     “ตื่นเต้นเรื่องงานใหม่จนนอนไม่หลับหรือเปล่าครับ” เตชิตถามกลับ

     “เปล่าค่ะ” เธอตอบสั้นๆ เพราะอยากปิดประเด็นก่อนที่เขาจะพูดเรื่องของเธอจนมากเกินไป

     “แว่นที่คุณใส่ไม่น่าจะใช่แว่นสายตาใช่มั้ยครับ” ชายหนุ่มหาเรื่องคุยได้อีกทั้งๆ ที่เธอไม่อยากให้ใครซักไซ้เรื่องนี้เลยสักนิด

     “เอ่อ คือ มันเป็นแว่นกันรังสีคอมพิวเตอร์ค่ะ” หญิงสาวบ่ายเบี่ยงตอบไป พร้อมขยับแว่นเล็กน้อยทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น

     “แต่ในนี้ไม่มีรังสีคอมพิวเตอร์ซะหน่อย คุณจะไม่ถอดแว่นหน่อยเหรอครับ”

     “ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ แค่ขอบตาคล้ำเพราะนอนน้อยเลยไม่อยากถอดแค่นั้นเองค่ะ” เธอรู้สึกอึดอัดใจที่ต้องคอยตอบคำถามเรื่องส่วนตัว

     “มีเรื่องอะไรเหรอครับ” เขาถามกลับ จนเธอเริ่มโมโหกับความช่างเซ้าซี้ของเขา

     “อกหักค่ะ” หญิงสาวตอบความจริงตัดความรำคาญ รถทั้งคันเงียบสนิท ก่อนเขาจะถอนใจยาว

     “คุณล้อผมเล่นรึเปล่า” ชายหนุ่มถามขึ้นทำเสียงขำขัน

     “ฉันไม่เคยล้อเล่นเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ” เธอตอบแบบเกรงๆ เมื่อเพิ่งนึกได้ว่าเขาเป็นหัวหน้างาน

ตั้งแต่นั้นมาเตชิตก็ให้ความสนิทสนมและทำดีจนเธอหลงรักและเกือบหลวมตัวไปกับคารมหวานหูของเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดเธอก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ ด้วยเหตุผลที่เขาไม่ให้เปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอให้ใครในบริษัทรู้

     ช่วงเวลาเจ็ดปีที่ทำงานร่วมกันเจสิตาแอบคบกับเตชิตอย่างอึดอัดใจ เขาอ้างเหตุผลว่าไม่อยากให้เป็นที่ครหาเพราะเขาเป็นหัวหน้างาน หากมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับลูกน้องจะขาดความน่านับถือ จนกระทั่งก่อนที่เธอจะลาออกประมาณหนึ่ง สัปดาห์ เนตรนภาเพื่อนสนิทบอกกับเธอว่า ได้ตกเป็นภรรยาของเตชิตแล้ว หญิงสาวจึงรีบไปสอบถามกับเตชิตให้แน่ใจ

     “พี่เต เนตรบอกกับตาว่าเมื่อคืนพี่เต...เอ่อ ไปนอนที่ห้องของเนตร แล้วก็...” หญิงสาวอึกอักที่จะเอ่ยประโยคที่น่าอับอายนั่นออกมา น้ำตาคลอเบ้า

     ชายหนุ่มผู้แสนดีของเธอเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานก่อนจะเอ่ยคำพูดที่เธอคาดไม่ถึงออกมา

     “ไม่มีอะไรหรอกตา เนตรเขายอมผม แต่คุณไม่ยอม ผมเป็นผู้ชายเรื่องแบบนี้ผมก็ต้องการเหมือนกัน ในเมื่อคุณไม่ยอม ผมก็ต้องหาคนที่เขายอมประทังไปก่อน ยังไงผมก็รักคุณ ถึงเวลาที่ผมจะแต่งงานคนคนนั้นก็ต้องเป็นคุณ”

     คำตอบง่ายๆ ที่ออกมาจากปากของเขาทำให้เธอยืนตัวชาอยู่พักหนึ่ง แม้อยากจะกรีดร้องแต่สมองมึนงงและว่างเปล่า ทุกส่วนของร่างกายชาวูบตั้งแต่หัวจดปลายเท้า ขาแทบทรุดกองกับพื้นด้วยความผิดหวัง ทำได้แค่พาร่างกายที่กำลังจะหมดเรี่ยวแรงและน้ำตาที่กำลังจะไหลรินเดินออกมาจากตรงนั้นโดยไร้คำพูดใดๆ หลุดจากปาก

     ความเคว้งคว้าง สิ้นหวังกลับมายึดครองหัวใจของเธออีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง พยายามตัดใจจนแล้วจนรอดก็ทำไม่ได้สักที ลาออกและกลับบ้านคือคำตอบสุดท้ายสำหรับเธอ ความคิดนั้นสะดุดลงเมื่อได้ยินเสียงของยุทธนาเจ้านายของเธอ

     “เป็นอะไรไปตา พี่เห็นตานั่งเงียบมาพักใหญ่แล้ว ดูท่าทางเหมือนตามีปัญหาไม่สบายใจ เอาเป็นว่าพี่มีทางออกให้ พี่จะยังไม่อนุมัติให้ตาลาออกแต่จะให้ตาลาพักร้อนสักหนึ่งสัปดาห์ไปตัดสินใจว่า ตาจะลาออก หรือกลับมาทำงานต่อ หรืออีกทางเลือกนึงก็เป็นฟรีแลนซ์ให้บริษัท ถ้ามีงานพี่จะเรียกตามารับงานไปทำ ทำเสร็จแล้วตาเอางานมาส่ง พี่เสียดายคนมีฝีมืออย่างตา” ยุทธนาเสนอทางออก

     “งั้น ตาตัดสินใจเลยนะคะ ตาขอเลือกเป็นฟรีแลนซ์ให้พี่ยุทธ์ค่ะ ช่วงนี้ตาจะเคลียร์งานเก่าให้เสร็จก่อนสิ้นเดือน และตาจะยังดูแลลูกค้าทุกคนที่ตาทำงานให้เหมือนเดิม ถ้ามีปัญหาอะไรพี่ยุทธ์โทร. หาตาได้ทันทีเลยนะคะ แต่ตาขอกลับไปทำงานที่บ้านต่างจังหวัดตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลยค่ะ” เจสิตาให้คำตอบกับผู้เป็นเจ้านายทันทีที่เขายื่นข้อเสนอที่น่าพอใจแก่เธอที่สุด

     “เป็นอันว่าตกลง พี่ยังมีตาเป็นพนักงานของที่นี่” ยุทธนาลุกขึ้นยืน ยื่นมือให้หญิงสาวจับ เธอยื่นมือมาสัมผัสมือนั้นเป็นการตกลง

     “ถ้าตกลงตามนี้ ตาขอตัวไปทำงานที่ค้างไว้ต่อนะคะ” เธอยกมือไหว้ชายหนุ่มแล้วเดินออกจากห้อง ทิ้งให้เจ้านายหนุ่มมองตามด้วยสายตาห่วงใย

บทถัดไป