บทที่ 10 ความรู้สึกของบ่าวสาว
“ห้องพี่ธียังอยู่เหมือนเดิมค่ะ น้องอรทำความสะอาดให้ทุกสัปดาห์ เดี๋ยวน้องอรช่วยหิ้วกระเป๋าไปให้นะคะ” อรกมลพูดจบก็ทำท่าจะดึงกระเป๋าออกจากมือของเมธี
“น้องอรคะ พี่เป็นผู้ชายนะคะ และกระเป๋านี่มันก็หนักมากน่าจะหนักกว่าตัวน้องอรอีกนะ ให้พี่ถือขึ้นไปเองดีกว่า” เมธีพูดพลางมองหญิงรูปร่างเพรียวบางตรงหน้า เธอดูบอบบางสมส่วน สวยงามอย่างที่ผู้หญิงทั่วโลกอยากเป็น แต่เธอดันไม่มีจริตจะก้านเอาเสียเลย แต่ความสวยของเธอถึงขั้นทำให้ผู้ชายทื่อๆ คงแก่เรียนที่ไม่สนใจโลกอย่างเขาเห็นแล้วยังอดอึ้งตะลึงไปด้วยไม่ได้
“งั้นพี่ธีไปรอน้องอรที่หน้าห้องนะคะ เดี๋ยวน้องอรเอากุญแจไปเปิดห้องให้” ว่าแล้วก็รีบเดินออกไปเอากุญแจที่นางเอมอรอนุญาตให้เธอเป็นคนถือกุญแจของทุกห้องในบ้านหลังนี้ เพราะนางเอมอรเองมีแต่ลูกชาย อรกมลจึงได้รับการเลี้ยงดูประหนึ่งลูกสาวที่เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของบ้านหลังนี้
“คนในบ้านอยู่ที่งานกันหมดเหรอ” เมธีถามหลังจากที่เธอเปิดประตูให้
“ค่ะ น้องอรเพิ่งแต่งตัวเสร็จกำลังจะไปที่งานเหมือนกันค่ะ ตายแล้ว! คุณป้ากำชับให้น้องอรรีบไปด้วยค่ะ” หญิงสาวทำท่าตกใจเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเสียเวลาไปเยอะแล้ว
“งั้นเดี๋ยวพี่ไปพร้อมน้องอรเลย ขอเวลาพี่อาบน้ำแต่งตัวไม่เกินสิบนาที”
“ค่ะ น้องอรลงไปรอข้างล่างนะคะ” หญิงสาวรับคำแล้วเดินลงไปรอที่ห้องรับแขกที่ห้องโถงของบ้าน
ไม่นานชายหนุ่มก็เดินลงมา ใส่เสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยสูทแบบลำลองสีฟ้าอมเทา สวมกางเกงยีน ดูไม่เป็นทางการนักแต่แฝงความสุภาพด้วยสูทที่เขาใส่ หน้าตาของเขาสดใสขึ้นกว่าเดิม อรกมลเพิ่งสังเกตเห็นว่าพี่ธีของเธอไม่ได้สวมแว่นตาหนาเตอะอีกแล้ว เขาคงจะใส่คอนแทกต์เลนส์แทน
“โอเค ไปกันเถอะ พี่คงไม่ดูแย่จนเกินไปนะ” เขาพูดกับอรกมลเมื่อเห็นหญิงสาวมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ
“เอ่อ เปล่าเลยค่ะ ดูดีมากต่างหาก” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มที่ปนความเก้อเขิน
“งั้น ให้เกียรติควงพี่เข้างานหน่อยนะ พี่ชักจะเขินแล้วสิ ไม่รู้ว่าจะมีใครรู้จักพี่บ้างรึเปล่า” เขาพูดพลางยื่นข้อศอกให้เธอควง
“จะดีเหรอคะ” เธอมีสีหน้าลังเลปนขัดเขิน
“หรือน้องอรรังเกียจพี่” เขาถามพร้อมอมยิ้มนิดๆ เมื่อเห็นอาการเก้อเขินนั้น
“เปล่าค่ะ” หญิงสาวก้มหน้ายิ้มเอียงอาย แล้วยกมือแตะที่แขนเขาอย่างเกร็งๆ
“จับแบบนี้ดีกว่า แบบนี้สิ เขาถึงเรียกว่าควงแขน” ชายหนุ่มดึงมือ หญิงสาวให้เอามือมาสอดคล้องแขนเขาไว้แล้วเดินไปด้วยกัน ทำเอาหญิงสาวข้างกายอายม้วนเดินไม่เป็น ในขณะที่เขาเองก็สุขใจที่ได้คอยเย้าแหย่เธอ
เมื่อได้กำหนดเวลางานเริ่ม พิธีกรก็ขึ้นกล่าวบนเวที ซึ่งพิธีกรบนเวทีในวันนี้นี้ก็คือเชิงชายกับมินตราเพื่อนบ่าวสาวนั่นเอง
“ไม่ทราบ เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเจอกันได้ยังไงครับ” เชิงชายเปิดคำถามแรก
“ผู้ใหญ่แนะนำค่ะ/ครับ” ทั้งสองพูดพร้อมกันราวกับนัดไว้
“แล้วเจอกันครั้งแรกที่ไหนคะ” มินตราถามต่อ
“บ้านเจ้าสาวครับ” เมธัสตอบ
“บอกได้มั้ยครับว่าเจอกันเมื่อไหร่ครับ” เชิงชายอมยิ้มแกล้งยิงคำถามใส่ทั้งคู่
“นานแล้วครับ” “เมื่อเช้านี้ค่ะ” คราวนี้เจ้าบ่าวเจ้าสาวตอบไม่ตรงกัน แขกเหรื่อในงานฮือฮา
“เดี๋ยวนะคะคุณเชิงชาย เจ้าบ่าวเจ้าสาวตอบไม่ตรงกันแบบนี้เราจะให้เขาปรึกษากันก่อนดีมั้ยคะว่าจะเลือกคำตอบไหน” มินตราพูดต่อ เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงให้กับแขกเหรื่อทั้งงาน
“เอ่อ คือที่ผมบอกว่าเจอกันนานแล้ว ผมเจอเธอนานแล้วจริงๆ ครับ ผมเจอเธอในฝัน ผมฝันอยากมีเจ้าสาวที่สวยและน่ารักอย่างนี้มานานแล้วครับ ผมว่าผู้ชายทั้งโลกก็คงฝันอยากมีเจ้าสาวที่สวยแบบนี้ ไม่ทราบว่ามีใครเห็นต่างจากผมมั้ยครับ” คำตอบเรียกเสียงฮือฮากรี๊ดกราดพร้อมเสียงปรบมือกึกก้อง ในขณะที่เจ้าสาวแอบส่งค้อนให้เขา
“ลิเกมาก” เธอกระซิบข้างหูของเจ้าบ่าวด้วยใบหน้าที่แสร้งเปื้อนยิ้ม เหมือนกำลังปลาบปลื้มกับคำตอบของเจ้าบ่าว คำกระซิบของเธอทำให้เขาสะอึกไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยังยิ้มร่า
“แล้วเจ้าสาวล่ะครับ” เชิงชายรีบยิงคำถามมาที่เจ้าสาวทันที
“ค่ะ เขาคือเจ้าบ่าวในฝันของดิฉันเหมือนกันค่ะ แต่ดิฉันเพิ่งฝันเห็นเขาเมื่อเช้านี้เองค่ะ” เธอตอบยิ้มๆ บรรดาแขกเหรื่อในงานตบมือกันเกรียวกราวนึกว่าเป็นมุกตลกของเจ้าสาว ในขณะที่เจ้าบ่าวรู้ตัวว่ากำลังโดนจิกกัดเต็มแรง
“แต่ข่าววงใน เขาปิดกันให้แซดว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวเพิ่งเจอกันครั้งแรกกันในวันแต่งงานเมื่อเช้านี้เอง จริงมั้ยคะ” มินตราเปิดคำถามที่เรียกเสียงฮือฮาราวกับไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง
“ก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรหรอกค่ะ เราเจอกันวันนี้เป็นครั้งแรกจริงๆ และดิฉันเพิ่งจะรู้จักชื่อและนามสกุลของเจ้าบ่าวจากป้ายหน้างานเมื่อกี้เองค่ะ” หญิงสาวตอบความจริงแถมด้วยมุกตลกเล็กน้อยเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครง
“ดิฉันขอถามตรงๆ นะคะ คืออยากรู้จริงๆ เป็นการส่วนตัวค่ะ และคิดว่าท่านผู้มีเกียรติก็น่าจะอยากทราบเหมือนกันว่า คุณเจสิตายอมตกลงแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนได้ยังไงคะ” มินตรายิงคำถามใส่เพื่อนสนิท
“เพราะคุณพ่อของดิฉันรับรองว่าเขาเป็นคนดีค่ะ”
“แล้วคุณก็เชื่อเหรอครับ?” เชิงชายถามต่อทันที
“ค่ะ” เจ้าสาวตอบสั้นๆ
“เพราะอะไรคะ” มินตราถามต่อในขณะที่ทั้งห้องจัดเลี้ยงเงียบสนิทเหมือนไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต
“เพราะคุณพ่อของดิฉันเป็นคนดีค่ะ ท่านไม่เคยโกหกดิฉัน” คำตอบเรียกเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั้งห้องจัดเลี้ยง เจสิตาเหลือบไปเห็นพ่อกับแม่ของเธอยิ้มด้วยความปลาบปลื้ม นายพรหมถึงกับน้ำตาซึม ตื้นตันในคำตอบของบุตรสาว
“เป็นคำตอบสั้นๆ ที่ทำให้ผมซาบซึ้งใจมากครับ” เชิงชายพูดพร้อมถอนหายใจ
“แล้วเจ้าบ่าวล่ะครับ รู้สึกอย่างไรบ้างที่ต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แล้วทำไมถึงยอมแต่งงานในครั้งนี้ครับ” เชิงชายหันมาถามเจ้าบ่าวบ้าง
