บทที่ 2 ได้ฤกษ์มาแล้ว
ที่ลานปาล์มขนาดใหญ่มีรถบรรทุกปาล์มของชาวบ้านเข้ามาขายปาล์มตลอดทั้งวัน เมธัสชายหนุ่มรูปร่างกำยำ หนวดเครารกครึ้ม ผิวที่เคยขาวละเอียดกลับกร้านแดดจนเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาล กำลังช่วยคนงานใช้เหล็กแหลมด้ามยาวแทงทะลายปาล์มโยนลงมาจากรถบรรทุก หลังจากที่รถบรรทุกปาล์มน้ำมันขับลงมาจากเครื่องชั่ง
ปาล์มทะลายแล้วทะลายเล่าถูกเขาแทงโยนลงมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เขาไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับบรรยากาศภายนอก ทำตัวเช่นหุ่นยนต์ ดวงตาที่ดูเยือกเย็น กระด้างทำให้ใบหน้านั้นเรียบเฉย ไร้ชีวิตดุจหินผา
“นายหัว นายหัว นายใหญ่ให้มาตาม” เสียงคนงานชายวัยยี่สิบต้นๆ วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาเรียก
“เออ ไปบอกนายใหญ่ว่าอีกครึ่งชั่วโมง” เมธัสตะโกนตอบพลางใช้เหล็กแหลมแทงปาล์มทะลายใหญ่น้ำหนักหลายกิโลกรัมโยนลงมาจากรถบรรทุก
“นายใหญ่บอกให้ไปเดี๋ยวนี้” เสียงตะโกนจากข้างล่างทำให้ชายหนุ่มหัวเสีย
“เออๆ รำคาญจริง ไปเดี๋ยวนี้แหละ เอ็งขึ้นมาจัดการต่อเลยไอ้เม่น” พูดจบเขาขว้างเหล็กแหลมลงไปเสียบใกล้เท้าเม่นที่เพิ่งตะโกนโหวกเหวก ทำเอาเม่นสะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบคว้าเหล็กแหลมแล้วปีนขึ้นไปบนรถช่วยคนงานคนอื่นแทนเมธัส
ชายหนุ่มหนวดเครารุงรังทำหน้าเบื่อโลกยืนต่อหน้าผู้เป็นบิดามารดาในห้องนั่งเล่นที่รอบด้านเป็นกระจกใสมองเห็นวิวสวยงามด้านนอก ผิดกับอารมณ์ของคนที่อยู่ภายในห้องที่ไม่ได้รื่นรมย์เช่นบรรยากาศที่เห็นภายนอกแม้แต่น้อย
“ตาหนึ่ง เลิกทำงานเป็นบ้าเป็นหลังซะทีเถอะ เรื่องราวมันก็ผ่านไปตั้งหลายเดือน ลืมๆ ไปได้แล้ว” นางเอมอรหญิงร่างท้วม ผิวพรรณผ่องใสผู้เป็นมารดาพูดขึ้นทันทีที่เห็นหน้าบุตรชาย ก่อนจะวางถ้วยน้ำชาตรงหน้าเดินตรงเข้ามาหาบุตรชายคนโตที่ยังยืนทื่อ ทำหน้าเย็นชาเป็นหลักศิลาอยู่ข้างบิดา
“ถ้าคุณแม่ไม่พูดขึ้นมาผมก็จะลืมอยู่แล้วละครับ” เมธัสตอบทื่อๆ ชายวัยกลางคนถอนหายใจแผ่วเบา ขณะที่กำลังยืนมองภาพถ่ายวัยเด็กของบุตรชายทั้งสองคนที่ติดอยู่ที่ผนังห้อง
“เออ เอากับมันสิแม่ ปากบอกว่าลืมแต่ใจมันยังไม่ลืม” นายราเมศผู้เป็นบิดาขัดขึ้นด้วยสายตาเฉียบคมของชายสูงประสบการณ์กว่า สายตายังไม่ละจากภาพถ่ายที่เขายืนมองมาสักพักใหญ่
“พ่อจะมารู้ใจผมได้ยังไง” ชายหนุ่มอ่อนวัยกว่ารีบค้าน
“แกมันก็แค่ผู้ชายอ่อนต่อโลกที่ติดคุกหัวใจตัวเอง ต่อให้ประตูคุกมันเปิด แต่แกไม่ยอมเดินออกมา ใครก็ช่วยแกไม่ได้หรอก วันๆ เอาแต่ทำงาน ไม่พูดไม่จา ซังกะตายอย่างกับผีดิบ ตกเย็นมาก็เมาหัวทิ่มหัวตำอยู่กับลูกน้อง เป็นแบบนี้นานเข้าลูกน้องที่ไหนมันจะนับถือ เฮ้อ...ฉันล่ะเหนื่อยใจกับแกจริงๆ” ผู้เป็นพ่อส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจก่อนจะหันมามองหน้าเขา
“พ่อกับแม่เรียกผมมาเพราะเรื่องแค่นี้เหรอครับ ถ้าหมดธุระแล้วผมขอตัวไปทำงานต่อ” ชายหนุ่มหันหลังเดินออกไปได้เพียงสองสามก้าว เสียงดังเหมือนสายฟ้าฟาดของบิดาก็ไล่หลังมา
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วหันมา ฉันยังพูดไม่จบ” เสียงกร้าวของบิดาทำให้ชายหนุ่มถอนใจยาวและจำใจต้องหันหลังกลับไป
“เดือนหน้าแกจะต้องแต่งงานกับหนูเจสิตา พ่อได้ฤกษ์มาแล้ว แกจะว่าไง” เสียงนายราเมศดังฟังชัด
ถ้าเป็นเมื่อก่อนคำพูดประโยคนี้คงทำให้เขาโกรธจนแทบเต้นกับวิธีการคลุมถุงชนที่เขาต่อต้าน แต่สำหรับเวลานี้หัวใจของเขาชาจนแทบไร้ความรู้สึก จนไม่อยากต่อต้านสิ่งใด
“ได้ฤกษ์มาแล้ว...หึ จะให้ว่าไงล่ะครับ ตามใจพ่อแล้วกัน จะให้แต่งกับเจสิตาหรืออัศวินเจไดที่ไหนก็แล้วแต่พ่อจะจัดการเถอะ ถ้าพ่อไม่คิดว่าจะเป็นการเอาเขามาทนทุกข์กับผีดิบอย่างผม ถ้าพ่อมีธุระแค่นี้ ผมก็ขอตัว” ชายหนุ่มเดินจากไปอย่างหัวเสีย ไม่ยี่หระกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น นางเอมอรกับนายราเมศได้แต่มองตามอย่างแปลกใจที่ลูกชายตกปากรับคำอย่างง่ายดาย
“เออ ถึงคราวมันจะยอมก็ยอมง่ายๆ ซะอย่างงั้น” นายราเมศพึมพำอย่างแปลกใจ มองตามหลังบุตรชายแล้วหวนคิดถึงชายหนุ่มที่เคยมีความสุขกับชีวิต อ่อนโยน อ่อนหวานเป็นที่รักของทุกคนที่อยู่ใกล้ แต่วันนี้กลับดูแห้งแล้ง หยาบกระด้าง และไร้ชีวิตชีวาเพราะผิดหวังในความรัก
นายราเมศสงสัยมาตลอดว่า ความรักทำร้ายผู้ชายคนหนึ่งได้มากมายเช่นนี้เชียวหรือ ถึงขนาดทำให้ลูกชายของเขาที่ผิดหวังกับความรักตัดสินใจลาออกจากงานกลับมาอยู่ที่บ้าน
“บางทีอาจจะเป็นเนื้อคู่ตุนาหงันกันมั้งคะคุณ เพราะฝ่ายโน้นเขาก็แปลกใจที่หนูเจสิตาก็ตกลงใจยอมแต่งงานง่ายๆ เหมือนกัน” นางเอมอรพูดพลางยิ้มหวาน นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับ มองเห็นความสุขของลูกชายอยู่รางๆ
“ให้มันเป็นเนื้อคู่บุญกันจริงๆ เถอะ อย่าได้เป็นคู่เวรคู่กรรมกันเลย หวังว่าเราคงจะเลือกไม่ผิด” นายราเมศพูดพลางทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาใกล้ๆ ภรรยา
“คุณนี่พูดอะไรก็ไม่รู้ บ้านนั้นเขาเลี้ยงลูกดี ดิฉันคุ้นเคยกับแม่อนงค์เขาดี เขาเป็นคนอ่อนโยน อ่อนหวาน พ่อพรหมเขาก็ดี มีน้ำใจ ชาวบ้านแถวนั้นรักใคร่ชอบพอเขากันทุกคน สองคนนี้เขาเป็นคู่บุญกัน ลูกเต้าก็เรียนจบสูง ทำงานทำการมีหน้ามีตา เจอผู้ใหญ่ก็รู้มารยาท พูดจาอ่อนหวานเหมือนพ่อเหมือนแม่ทั้งลูกสาวลูกชาย” นางเอมอรร่ายยาว
นายราเมศอมยิ้มที่เห็นภรรยานั่งชื่นชมว่าที่ลูกสะใภ้ ลองว่าได้ชื่นชมใครแล้ว นางเอมอรก็จะสรรเสริญแต่คุณงามความดี เธอเป็นภรรยาที่ไม่เคยนำความร้อนใจอะไรมาให้เขาเลยนับตั้งแต่แต่งงานกันมา
แม้จะเป็นการคลุมถุงชน รู้จักคบหากันเพียงไม่กี่วันก็แต่งงาน แต่ทั้งสองก็ครองรักกัน เติมความรักให้แก่กันตลอดเวลา ต่างจากหนุ่มสาวในยุคนี้ที่รักกันหวานฉ่ำในช่วงแรก เพราะเป็นห้วงเวลาของการสร้างภาพให้สวยงามเพื่อให้อีกฝ่ายพึงพอใจ พอผ่านไปสักระยะความรักก็เริ่มถดถอยเพราะต่างฝ่ายก็เหนื่อยที่จะสร้างภาพ ตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคนเริ่มที่จะเปิดเผย จนกระทั่งต่างเห็นความต่างและความเข้ากันไม่ได้ของกันและกัน จนในที่สุดก็ต้องเลิกรากันไป
