บทที่ 3 เพื่อนเจ้าสาว
เสียงเคาะประตูหน้าห้องคอนโดมิเนียมของมินตราดังขึ้น เจ้าของห้องสาวสวยรีบพาร่างเพรียวบางลุกจากที่นอนอย่างงัวเงีย หยีตามองตรงช่องตาแมวที่บานประตูก่อนจะเปิดประตูให้เจ้าของเสียงเคาะประตูได้เข้ามา เมื่อเห็นหน้าเพื่อนรักมินตราถึงกับตาสว่างรีบทักทายเพื่อนด้วยความดีใจ
“อ้าว ยายตา มาแล้วเหรอ นี่มันกี่โมงแล้วล่ะ” มินตราถามพลางมองนาฬิกาซึ่งเพิ่งจะเลยตีห้ามาแค่สิบนาที
“โอ้โห มาเร็วแฮะ รถมาถึงสายใต้กี่โมงล่ะ” มินตรามองนาฬิกาที่ผนังแล้วถามต่อ
เจสิตาพักอยู่กับมินตราในช่วงที่ขึ้นมาธุระเรื่องงาน มินตราเป็นเพื่อนสาวคนสนิททำงานที่เดียวกับเธอและรู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางระหว่างเธอกับเตชิตพอสมควร ระหว่างเธอกับมินตราจึงแทบไม่มีความลับต่อกัน มินตราเป็นเพื่อนที่รักษาความลับของเพื่อนได้เป็นอย่างดี
ตลอดเจ็ดปีที่ทำงานด้วยกันเรื่องระหว่างเธอกับเตชิตไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้ แม้แต่เนตรนภาก็ไม่เคยระแคะระคายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเตชิต บางทีถ้าเนตรนภารู้เรื่องระหว่างเธอกับเตชิต เนตรนภาอาจจะไม่หลวมตัวตกหลุมพรางของเตชิตก็ได้
“มาถึงตีสี่กว่าๆ น่ะ ง่วงจังเลย ขอนอนก่อนนะ” ว่าแล้วเจสิตาก็ลากกระเป๋าใบย่อมที่นำมาวางไว้ข้างเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแล้วดึงผ้านวมมาคลุมร่างบอบบางของตัวเอง
“อ้าว นอนเลยเหรอ งั้นก็นอนเถอะ แกคงอดนอนมาทั้งคืน ฉันก็จะหลับต่อเหมือนกัน ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนหกโมงครึ่ง คงนอนได้อีกสักชั่วโมง” ว่าแล้วมินตราก็นอนลงตรงที่นอนฝั่งของเธอ มิทันไรเสียงของเจสิตาก็ดังขึ้น
“มิ้นต์ มิ้นต์ หลับยัง”
“เกือบแล้ว มีไร” เสียงคนนอนข้างๆ ตอบอย่างงัวเงีย
“วันที่สิบสี่เดือนหน้าไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ฉันหน่อยนะ”
“อะไรนะ!” คนข้างๆ ถามย้ำเหมือนได้ยินไม่ชัด
“ฉันบอกว่า วันที่สิบสี่เดือนหน้าไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ฉันหน่อย” เจสิตาย้ำดังขึ้นอีกนิด
“หา! อะไรนะ ฉันหูฝาดไปรึเปล่า แกจะแต่งกับใคร กับพี่เตเหรอ” มินตราถามอย่างตกใจก่อนจะทะลึ่งพรวดลุกขึ้นนั่งบนเตียง หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
“ไม่ใช่ แกก็รู้ฉันเลิกกับเขาแล้ว” เจสิตาตอบพลางลุกขึ้นนั่งตาม
“แล้วเขารู้รึยังล่ะว่าแกเลิกกับเขาแล้ว ถามหาแกให้วุ่นทั่วบริษัท” มินตราถามต่อ
“น่าจะรู้แล้วนะ เจอเข้าแบบนั้นใครจะคบต่อได้ คนอะไรเห็นแก่ตัว เลิกพูดถึงเขาเถอะ ฉันขยะแขยง” เจสิตารีบเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากนึกถึงความคับแค้นใจในอดีต
“เออ แล้วแกแต่งกับใคร” สีหน้าของมินตราแสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากรู้มากแค่ไหน
“ลูกชายคนโตของเจ้าของลานปาล์มที่บ้านฉัน”
“แล้วชื่ออะไร หล่อมั้ย หน้าตาเป็นยังไง รูปร่างเป็นยังไง รู้จักกันเมื่อไหร่ แล้วทำไมแกรีบแต่ง” มินตรายิงคำถามรัวเป็นชุด
“ไม่รู้สิ ยังไม่เคยเห็นหน้า ชื่อก็ยังไม่รู้เลย”
“หา!” มินตราอ้าปากค้าง ตกตะลึง ตาโตเป็นไข่ห่านเมื่อได้ยินคำตอบทื่อๆ ของเพื่อนสาว
“แกจะบอกฉันว่า แกยังไม่เคยเห็นหน้าว่าที่เจ้าบ่าวเลย ไม่รู้แม้กระทั่งชื่องั้นเหรอ แล้วแกแต่งได้ยังไง แกประชดพี่เตเหรอ ฉันขอร้องนะเพื่อน แกอย่าแต่งงานเพราะประชดใครเด็ดขาดมันจะทำให้แกไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต
“เชื่อฉันเถอะ เขาสูงต่ำดำเตี้ย นิสัยเป็นยังไงแกยังไม่รู้เลย แล้วจะแต่งกันได้ยังไง คนจะแต่งงานกันมันต้องรักกันก่อนไม่ใช่เหรอ ฉันไม่เห็นด้วยด้วยประการทั้งปวง แกต้องเลิกล้มความคิดนั้นเดี๋ยวนี้เลย” เสียงคัดค้านของเพื่อนสาวรัวมาเป็นชุดราวกับยิงปืนเอ็มสิบหกในโหมดฟูลออโต้
“เปล่า ฉันไม่ได้แต่งประชดใครทั้งนั้น ฉันตัดสินใจเลือกคนรักเองมาตลอดชีวิต และทุกครั้งที่ฉันเลือก...มันผิดพลาด ไม่มีสักครั้งที่ฉันเลือกตัวเลือกที่ถูกต้อง ดังนั้นอีกครึ่งชีวิตที่เหลือของฉัน ขอยกให้พ่อกับแม่เป็นคนตัดสินใจ ท่านว่าดีฉันก็ว่าดี เรื่องสูงต่ำดำเตี้ยฉันไม่ถือสาแล้วล่ะ เพราะฉันมีแฟนหล่อมาสองคนแล้ว แกก็รู้ว่าความหล่อเหลาของผู้ชายเหล่านั้นมันทำร้ายฉันยังไง” คำพูดของเธอเรียบเฉยแต่ในใจปวดแปลบร้าวลึก
“แต่ยังไงฉันก็อยากให้แกตัดสินใจใหม่ ตัดสินใจให้ดีๆ หรือแกคิดว่าแกอายุสามสิบกว่าแล้วก็เลยรีบแต่งเพราะเป็นรถไฟเที่ยวสุดท้าย ไม่ได้นะเพื่อน แกก็ยังสาวยังสวย ตัดสินใจใหม่เถอะนะ”
“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันตัดสินใจถูกที่สุดในชีวิต...เชื่อฉันเถอะ” เธอให้ความมั่นใจกับเพื่อน
“แกจะไม่เสียใจ?” มินตราถามซ้ำอีกรอบ สีหน้าไม่มีความเชื่อมั่นแม้แต่น้อย
“ฉันพร้อมยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น และจะทำหน้าที่ของฉันให้ดีที่สุด แกมั่นใจในตัวฉันเหมือนกับที่แกเคยมั่นใจเถอะ” เจสิตาย้ำด้วยสายตามุ่งมั่น
“ถ้างั้น ฉันก็ขอให้แกมีความสุขอย่างจริงใจ แม้ฉันจะไม่เห็นด้วยก็ตาม” หญิงสาวจ้องหน้าเพื่อนพลางส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เข้าใจการตัดสินใจที่แสนจะพิสดารนั่น
“ตกลงแกเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ฉันนะ”
“มันก็แหงละยายตา เพื่อนรักของฉันจะแต่งงาน ไม่ว่าจะแต่งกับนายหมูป่า หมูตอนที่ไหนฉันก็จะไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้แน่นอน ฉันสัญญา”
“โอเค งั้นเกี่ยวก้อยสัญญา” หญิงสาวสองคนเกี่ยวก้อยสัญญากัน คนหนึ่งมีรอยยิ้มบนใบหน้าแต่อีกคนหนึ่งทำหน้าตาแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่แน่ใจว่าจะยิ้มหรือจะร้องไห้ดีกับการตัดสินใจของเพื่อน
“แต่ยังไงฉันก็ยังลุ้นอยู่ดีว่าหน้าตาว่าที่สามีแกจะเป็นยังไง ฉันว่าถ้าไม่ขี้เหร่ก็ต้องบกพร่องทางจิตล่ะ ถึงกับต้องให้พ่อแม่หาเมียให้น่ะ แกไม่กลัวเหรอ” เจสิตาอมยิ้มที่เพื่อนของเธออยากจะรู้เรื่องว่าที่สามีมากกว่าตัวเธอที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวเสียอีก
“ช่างเขาเถอะน่า แต่งๆ ไปให้มันจบๆ ที่เหลือค่อยว่ากันทีหลัง ฉันจะนอนแล้วแกอย่ากวนใจ แกก็นอนซะ นี่ก็หกโมงแล้วแกมีเวลานอนอีกครึ่งชั่วโมงเองนะ” เจสิตากระชากผ้าห่มคลุมร่างบางของตนแล้วหลับทันที
