บทที่ 4 ตัดความรำคาญ
ภายในบ้านสองชั้นหลังคาทรงปั้นหยาหลังใหญ่กว่าใครในละแวกนั้นของนายราเมศ กำลังวุ่นวายไปด้วยผู้คนที่เร่งทำหน้าที่ของตนในการจัดงานแต่งงานของบุตรชายคนโตของเจ้าของบ้านที่กำลังเริ่มต้นขึ้นในวันนี้
“หนูอร ไปดูสิว่าพี่เขาแต่งตัวเสร็จรึยัง เดี๋ยวจะไม่ทันฤกษ์” นางเอมอรบอกอรกมลหลานสาวคนโปรดผู้ที่กำลังยืนจัดดอกไม้ใส่แจกัน
“ค่ะ คุณป้า” อรกมลวางมือจากการจัดดอกไม้แล้วรีบเดินขึ้นไปชั้นบนของบ้าน สักครู่จึงเดินกลับมา
“เสร็จแล้วค่ะคุณป้า แต่....” หญิงสาวพูดจบทิ้งหางตาไปยังชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดไทยราชปะแตนสีขาวนุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาลทองที่เดินตามหลังมา
“ตายแล้วตาหนึ่ง ทำไมหนวดเคราไม่โกน แกจะไปทั้งหน้าตารกรุงรังแบบนี้เหรอ นี่มันวันแต่งงานนะ แม่ซินดี้หล่อนเป็นช่างประสาอะไร ทำไมไม่จัดการให้เรียบร้อย” นางเอมอรตำหนิลูกชายแล้วหันไปต่อว่าซินดี้ช่างเสริมสวยสาวประเภทสองที่เธอจ้างมาช่วยจัดการเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมให้แก่ลูกชาย
“คุณหนึ่งไม่ยอมนี่คะคุณอร แต่แบบนี้ก็หล่อเร้าใจดีนะคะ ซินดี้ช้อบ ชอบ” ซินดี้พูดพลางทำท่าระริกระรี้
“คุณแม่เลิกสนใจเรื่องหนวดเคราผมเถอะ แค่ต้องนุ่งโจงกระเบนนี่ผมก็จะประสาทกินอยู่แล้ว” ชายหนุ่มพูดตัดบทแล้วก้มลงมองโจงกระเบนสีน้ำตาลทองที่แม่สาวซินดี้บังคับให้ใส่ แม้จะเป็นโจงกระเบนสำเร็จรูปแต่มันก็สร้างความอึดอัดให้คนใส่
“แกจะไม่โกนหนวดเคราสักหน่อยเหรอ นี่มันงานแต่งงานของแกนะ” นายราเมศสมทบ
“ถ้าผมไม่มีหนวด ผมก็จะไม่แต่งงาน คุณพ่อเลิกบังคับผมซะทีเถอะครับ” เมธัสตัดบทเสียงห้วน
“เออ งั้นก็ตามใจแก แม่ซินดี้ทำยังไงก็ได้ให้ลูกชายชั้นดูดีที่สุดก็แล้วกัน” นายราเมศสั่งการอย่างรำคาญในความดื้อรั้นของบุตรชาย
“ได้ค่ะนายหัว คุณหนึ่งขา ซินดี้ขอตบแป้งอีกหน่อยนะคะ หน้าเริ่มมันแล้วค่ะ แม้หนวดเคราจะรุงรังแต่ก็ขอให้หน้าผ่องสักนิดนึงนะคะ” ว่าแล้วซินดี้ก็เอาพัฟแตะแป้งตบเบาๆ ที่ใบหน้าของชายหนุ่ม เขายืนแข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์ ยอมให้แม่ซินดี้จัดการกับหน้าตาของตัวเอง ยกเว้นอย่างเดียวคือ ห้ามโกนหนวดเคราออกเด็ดขาด
“เติมลิปกลอสสีธรรมชาติหน่อยนะคะคุณหนึ่ง ริมฝีปากจะได้ดูนุ่ม ชุ่มชื่น” ว่าแล้วซินดี้ก็ใช้พู่กันแตะลิปสติกแต้มที่ริมฝีปากของชายหนุ่ม
“เฮ้ย ต้องทาด้วยเหรอ ฉันเป็นผู้ชายนะไม่ใช่กะเทย” ชายหนุ่มเบนหน้าหนี
“มันไม่มีสีหรอกค่ะคุณหนึ่ง แค่ทำให้ริมฝีปากอิ่มขึ้นแค่นั้นเอง ยืนนิ่งๆ สิคะ ไม่งั้นหน้าเลอะเทอะต้องล้างหน้าแต่งใหม่ไม่รู้ด้วยนะคะ” ซินดี้ทั้งปลอบทั้งขู่ กว่าจะเสร็จเล่นเอาเหนื่อยทั้งช่างทั้งนายแบบ
“เออๆ จะทำยังไงกับหน้าฉันก็ทำไป จะได้จบๆ แค่แต่งงานทำไมมันต้องยุ่งยากขนาดนี้ก็ไม่รู้” ชายหนุ่มพึมพำอย่างหัวเสีย
เจสิตาอยู่ในชุดไทยประยุกต์สีขาวงาช้าง สีหน้าของเธอเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย จนต้องเตือนตัวเองหลายครั้งว่านี่มันเป็นงานแต่งงานครั้งเดียวในชีวิต เธอควรจะยิ้มอย่างมีความสุข เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง
ใบหน้าของหญิงสาวถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ ริมฝีปากสีชมพูอมส้มอ่อน เปลือกตาแต้มด้วยอายแชโดว์สีน้ำตาลทองบางๆ ขนตาหนาปัดมาสคาราเป็นแพสีน้ำตาล กรีดขอบตาด้วยอายไลเนอร์สีน้ำตาลเข้มทำให้ดวงตาหวานคมเข้มมากขึ้น ปัดบลัชออนสีชมพูอมส้มที่พวงแก้ม เธอเอียงหน้าไปมาหน้ากระจกเพื่อสำรวจใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของตัวเอง
นั่นสินะ...วันนี้เธอสวยขึ้นจริงๆ เจสิตายอมรับกับตัวเอง แล้วเผยรอยยิ้มน้อยๆ ถึงจะไม่รู้ว่าผู้ชายที่จะแต่งงานด้วยเป็นใคร แต่วันนี้เป็นวันที่เธอมีความสุข เพราะถึงแม้จะไม่ได้แต่งงานกับคนที่รักแต่เป็นวันที่เธอทำให้คนที่รักเธอทั้งสองคนมีความสุข
“สวยจังเลย ยายตา” มินตราเพื่อนเจ้าสาวตัวดีจับเธอหมุนไปหมุนมาเหมือนเป็นตุ๊กตาบาร์บี้
“แกก็สวยจนเกือบจำไม่ได้เหมือนกัน ยายมิ้นต์ เคยเห็นแต่แต่งตัวเป็นทอมบอยทุกวัน แต่งเป็นผู้หญิงแบบนี้ดูหวานจนมดแทบขึ้น งานนี้มีหวังได้คู่แหงๆ เพื่อนฉัน” เจสิตากระเซ้าเพื่อน ทำเอาเพื่อนเจ้าสาวของเธออายม้วนต้วนแก้มแดงปลั่งเป็นลูกตำลึงสุก
“ดูแกมีความสุขจังเลยนะ ขนาดต้องแต่งงานกับเจ้าบ่าวที่ไหนก็ไม่รู้ แกทำใจได้จริงๆ เหรอ” มินตราไม่วายสงสัยในท่าทีเริงร่าของเจ้าสาว
“ต่อให้ฉันต้องแต่งงานกับลิงฉันก็จะยิ้มอย่างมีความสุขแบบนี้แหละ เพราะวันนี้เป็นวันที่พ่อกับแม่ฉันมีความสุข ตั้งแต่จำความได้ฉันไม่เคยยอมทำอะไรตามใจพ่อกับแม่เลย ไม่ว่าเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือเรื่องแต่งงาน ท่านไม่เคยขอให้ฉันทำอะไรตามใจท่าน นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านขอ ถึงท่านไม่ได้บังคับฉันก็ยินดีทำให้ด้วยความเต็มใจ” หญิงสาวพูดพร้อมรอยยิ้ม ไม่มีท่าทีของเจ้าสาวที่ต้องฝืนใจแต่งงานเลยสักนิด ทำให้มินตราที่กระวนกระวายใจแทนเพื่อนสาวเริ่มผ่อนคลายขึ้น
เสียงโห่ร้องของขบวนขันหมากดังใกล้เข้ามา ได้ยินเสียงคนข้างล่างหัวร่อต่อกระซิก พูดคุยทักทายแข่งกันเสียงดังเซ็งแซ่ เสียงตะโกนต่อรองเรียกเงินจากผู้กั้นประตูเงินประตูทองดังไม่ขาดสาย
“แกบอกว่าเจ้าสาวของแกชื่ออะไรนะ” เชิงชายเพื่อนเจ้าบ่าวหน้าตา หล่อเหลาระดับพระเอกกระซิบถามระหว่างอยู่ในขบวนขันหมาก
“จำได้คุ้นๆ ว่าชื่อเจๆ อะไรนี่แหละ แต่ช่างเถอะ เรียกอัศวินเจไดแล้วกันจำง่ายดี” เจ้าบ่าวพูดตัดบท
“ฉันละเชื่อแกเลย จะแต่งงานกับเจ้าสาวที่ไม่เคยเห็นหน้า แม้แต่ชื่อก็ยังจำไม่ได้เลย จะไปกันรอดมั้ยนี่ พิลึกจริง” เชิงชายพูดจบถอนใจยาว
“ฉันก็แต่งๆ ตัดความรำคาญไปงั้นแหละ ผู้หญิงอะไรประหลาดดี ยอมแต่งงานทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเห็นหน้า สงสัยหน้าตาคงจะเหมือนเอเลี่ยนถึงยอมแต่งกับใครก็ได้” เมธัสแอบจิกกัดว่าที่เจ้าสาว
