บทที่ 5 นางฟ้าชัด ๆ
“ประตูเงินค่ะ ขอซองหนักๆ ไม่งั้นไม่ให้ผ่านนะคะ” เสียงใสๆ ของ ใบหม่อนกับต้นอ้อเด็กหญิงตัวเล็กๆ สองคนที่เป็นลูกสาวญาติสนิทของ เจสิตาเป็นผู้กั้นประตูด้วยเข็มขัดเงินทำหน้าที่เรียกค่าผ่านประตูจากฝ่ายเจ้าบ่าว
“อุบ๊ะ คนกั้นประตูนี้มันน่าเอ็นดู ให้คนละสองซองเลย ขอเจ้าบ่าวผ่านทางไปหาเจ้าสาวหน่อย” นายราเมศกระเซ้าหนูน้อยทั้งสอง แล้วหยิบซองจ่ายค่าผ่านประตูให้คนละสองซอง เด็กน้อยรีบปล่อยให้เข็มขัดเงินเปิดทางให้ขบวนขันหมากผ่านโดยสะดวก
“อ้าว นี่ประตูทองเหรอ ขอเจ้าบ่าวผ่านทางไปหาเจ้าสาวหน่อย”
นายราเมศเอ่ยขึ้นเสียงใส
“ต้องจ่ายค่าผ่านทางค่ะ ประตูนี้ผ่านยากหน่อยนะคะ เงินไม่ถึงไม่เปิดทางให้จริงๆ ด้วยค่ะ” เสียงมะลิกับวิไลพรเพื่อนสมัยเรียนชั้นประถมของเจ้าสาวต่อรองค่าผ่านทาง
“ซองที่เตรียมมาหมดตั้งแต่ประตูเงินแล้วล่ะ ขอเข้าไปก่อนไม่ได้หรือแม่คุณ” นายราเมศต่อรอง
“ไม่ได้ค่ะคุณลุงเดี๋ยวจะเสียธรรมเนียม ก่อนถึงตัวเจ้าสาวต้องมีค่าผ่านทางค่ะ” มะลิตอบยิ้มๆ ทำท่าทางเจ้าเล่ห์
“งั้นแหวนทองเกลี้ยงที่ติดนิ้วฉันมาสองวงนี่ให้หล่อนคนละวงจะเปิดทางให้ได้มั้ย” นางเอมอรพูดพร้อมถอดแหวนออกจากนิ้ว
“ได้เลยค่ะ ค่าผ่านทางงามขนาดนี้ยินดีให้ผ่านบ่อยๆ เลยค่ะ” วิไลพรหน้าระรื่นรับแหวนมาแล้วรีบปล่อยเข็มขัดทองให้ฝ่ายเจ้าบ่าวผ่านประตูทองเข้าไปราวกับกลัวว่าแม่เจ้าบ่าวจะเปลี่ยนใจ
เมื่อขบวนขันหมากเคลื่อนไปถึงหน้าห้องของเจ้าสาว เมธัสอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ แม้จะบอกกับตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยแล้วว่าไม่ว่าเจ้าสาวจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญ แค่แต่งๆ ให้มันจบๆ ไปก็แค่นั้น แต่ในใจลึกๆ ก็ยังอดลุ้นไม่ได้เหมือนกันว่าเจ้าสาวของเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
“อ้าว เจ้าบ่าวมาแล้วเจ้าสาวพร้อมรึยัง” คนเฝ้าประตูแง้มประตูตะโกนเข้าไปในห้องของเจ้าสาว
“พร้อมแล้วค่ะ” เสียงผู้หญิงในห้องตะโกนออกมา
“ถ้าพร้อมแล้วตามธรรมเนียมให้เจ้าบ่าวยื่นมือเข้าไปจับมือเจ้าสาวดึงเธอออกมาให้ถูกตัว ถ้าเจ้าบ่าวจับผิดคนต้องจ่ายค่าเสียหายให้เธอคนนั้นด้วย ถึงจะเลือกจับใหม่ได้อีก” เสียงคนเฝ้าประตูบอก
ชายหนุ่มพยายามควานหามือเจ้าสาว แต่ภายในห้องมีหญิงสาวสามคนซึ่งเป็นมินตราเพื่อนเจ้าสาวของเธอ กับกอบกุลเพื่อนเจ้าสาวสมัยเรียนชั้นประถม ที่เหลือเป็นช่างแต่งหน้าทำผม และนางอนงค์แม่ของเจ้าสาวซึ่งยืนเป็นกำลังใจให้บุตรสาว
พอรู้ว่าจะได้ค่าเสียหายจากเจ้าบ่าวเมื่อมีการจับเจ้าสาวผิดตัว ดวงตาของมินตราก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ทันที เธอออกอุบายไม่ยอมให้เจ้าสาวส่งมือไปในคราวแรก เพราะเธอจะเป็นคนจับมือเจ้าบ่าวออกไปเป็นคนแรกเสียเอง จากนั้นก็ให้สาวร่างอวบอิ่มอย่างกอบกุลตามออกไปเป็นคนที่สอง ครั้งที่สามถึงจะเป็นเจ้าสาวตัวจริง
มินตรายื่นมือไปแตะมือเจ้าบ่าว มือนั้นจับอย่างลังเลแต่สุดท้ายก็ดึงเธอออกไปนอกประตู เรียกเสียงฮือฮาจากคนด้านนอก เมื่อหญิงสาวร่างบางในชุดไทยประยุกต์สีชมพูอ่อนปรากฏตัว เชิงชายจ้องมองอย่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นดวงหน้าหวานซึ้งของมินตราเต็มตา ในขณะที่เจ้าบ่าวเหมือนจะถอนใจอย่างโล่งอกเพราะเข้าใจไปเองว่าผู้หญิงแสนสวย รูปร่างดีในชุดไทยที่อยู่ตรงหน้าเป็นเจ้าสาวของเขา
มินตราจ้องเจ้าบ่าวของเพื่อนอย่างตกตะลึง ผู้ชายที่เธอเห็นแม้จะมีหนวดเครารุงรัง แต่ท่าทางสง่างาม แววตาน่าเกรงขาม ทำให้เธอต้องรีบออกตัวอย่างตะกุกตะกัก
“คุณจับผิดคนแล้วค่ะ เอ่อ...ดิฉันมินตราเป็นเพื่อนเจ้าสาวค่ะ” หญิงสาวตอบเสร็จก็เดินเลี่ยงไปยืนด้านข้าง เชิงชายถอนใจอย่างโล่งอกที่ผู้หญิงตรงหน้าเป็นแค่เพื่อนเจ้าสาว
“อ้าว เจ้าบ่าวจับเจ้าสาวผิดตัว ต้องจ่ายค่าเสียหายให้เพื่อนเจ้าสาว” เสียงคนเฝ้าประตูกับแขกในงานส่งเสียงดังอย่างสนุกสนาน นางเอมอรถอดกำไลข้อมือทองคำจ่ายเป็นค่าเสียหายให้มินตรา
“อ้าวหนู มารับค่าเสียหายซะวันนี้แม่ทุ่มหมดตัว เพราะอยากได้ลูกสาวบ้านนี้ไปเป็นสะใภ้” เสียงแขกในงานหัวเราะเฮฮาดังลั่น
“คราวนี้จับใหม่ครั้งที่สองเอาให้ถูกคนนะลูก แม่เริ่มจะตัวเบาแล้ว” เสียงนางเอมอรตะโกนบอกลูกชาย
เมธัสยื่นมือเข้าไปอีกครั้ง คราวนี้เจอมือนุ่มนิ่มอวบอิ่มของกอบกุลก็ดึงออกมา เขาถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นผู้หญิงร่างอวบอ้วนตรงหน้า
‘นี่หรือเจ้าสาว ไม่แปลกใจเลยที่รับคำแต่งงานง่ายๆ’ ชายหนุ่มคิดในใจ กอบกุลยืนนิ่งส่งยิ้มหวานให้ ชายหนุ่มอึกอักไม่รู้จะพูดอะไร
“เอ่อ คุณคือ...” เมธัสตัดสินใจทักทายอย่างตะกุกตะกัก
“ค่ะ” กอบกุลรับคำสั้นๆ จ้องหน้าชายหนุ่มที่ไม่แสดงสีหน้าแปลกใจ “ดิฉันกอบกุลค่ะ เพื่อนของเจสิตา”
ชายหนุ่มรู้สึกตัวเบาหวิวอย่างประหลาดที่เธอไม่ใช่เจ้าสาวของเขา เขาเริ่มปั่นป่วน อดลุ้นไปด้วยไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสนใจสักนิดว่าเจ้าสาวของเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
“อ้าว เจ้าบ่าวจับผิดตัวอีกแล้ว คราวนี้ต้องจับตาดูว่าแม่เจ้าบ่าวจะถอดอะไรมาจ่ายค่าเสียหาย” เสียงตะโกนของคนเฝ้าหน้าห้องและบรรดาแขกเหรื่อตะโกนกันเซ็งแซ่สนุกสนาน นางเอมอรถอดสร้อยข้อมือเส้นสุดท้ายให้แก่กอบกุล
“แม่ถอดหมดตัวแล้วนะลูก คราวหน้าอย่าผิดตัวอีกนะ” นางเอมอรบอกลูกชาย ชายหนุ่มอมยิ้มน้อยๆ กับท่าทีเจ้าบุญทุ่มของคุณนายเอมอรผู้เป็นแม่
“อ้าว จับรอบที่สามถ้ารอบนี้ผิดตัวอีก ฝ่ายเจ้าบ่าวคงต้องหาฤกษ์แต่งใหม่แล้วล่ะ” เสียงคนเฝ้าหน้าห้องตะโกนเย้าแหย่ ทำเอาบรรดาแขกเหรื่อที่คอยลุ้นหัวร่องอหายกันไปตามๆ กัน
ชายหนุ่มยื่นมือเข้าไปในห้องอีกครั้ง เขาสัมผัสกับมือนุ่มเรียวยาว ความอบอุ่นคุ้นเคยประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากมือเรียวนั้น เขาค่อยๆ ออกแรงดึงมือนั้นเบาๆ หญิงสาวรูปร่างเพรียวบางสูงสง่าในชุดไทยประยุกต์สีขาวงาช้างก้าวเท้าออกมาจากห้อง เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นคลี่รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าเรียวหวานรูปไข่ส่งมาให้ พร้อมกับแววตาหวานคมซึ้งเป็นประกาย ชายหนุ่มตกตะลึงไปชั่วครู่ราวกับต้องมนตร์สะกด
‘ใช่! ต้องเป็นเธอแน่แล้วที่เป็นเจ้าสาว’ เสียงในหัวใจของเขาบอกเช่นนั้น ทั้งๆ ที่ในใจแอบกลัวว่าจะถูกปฏิเสธซ้ำอีกครั้ง
สำหรับเจสิตาชายหนุ่มตรงหน้ารูปร่างกำยำสูงสง่าท่าทางน่าเกรงขาม สายตาของเขาแทบจะหลอมละลายเธอให้อ่อนปวกเปียก แม้สายตาคู่นั้นจะซ่อนอยู่ภายใต้หนวดเครารกครึ้มแต่เป็นแววตาที่เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
“คราวนี้เจ้าบ่าวจับมือเจ้าสาวถูกต้องแล้วครับ ลูกสาวบ้านนี้สวยจริงๆ ทำเอาคนทั้งงานตกตะลึงกันไปเลย” เสียงหน้าห้องประกาศอีกครั้ง
“เฮ้ย นี่หรืออัศวินเจไดของนาย ไหนบอกว่าหน้าเหมือนเอเลี่ยน นี่มันนางฟ้าชัดๆ” เชิงชายอดรำพึงออกมาไม่ได้ ในมือถือกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่ซึ่งคอยจับภาพภายในงานอยู่ตลอดเวลาอย่างชำนาญ
“อ้าว เจ้าบ่าวรับเจ้าสาวไปเข้าพิธีได้แล้ว” เสียงคนเฝ้าหน้าห้องบอกอีกครั้ง ชายหนุ่มทำท่าอึกอักเก้อเขิน
“เป็นอะไรไปล่ะลูก พาน้องลงไปข้างล่างสิ หนูตาเกาะแขนพี่เขาสิลูก” นางเอมอรจัดการให้เสร็จสรรพ
เมธัสเข้ามายืนชิดหญิงสาวแล้วยื่นข้อศอกให้เธอคล้องแขน ชายหนุ่มเผลอเอามือมาแตะหลังมือของเธอเบาๆ ความอบอุ่นประหลาดแผ่ซ่านทั่วกาย เมธัสเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
