บทที่ 6 จัดเต็ม
ตลอดงานในวันนั้นทั้งสองคนแทบไม่ได้พูดจากัน มีเพียงความเงียบขรึมเย็นชาครอบงำจนจบงานในช่วงเช้า ในขณะที่เจ้าสาวมีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าตลอดเวลา
แม้หญิงสาวจะขัดเขินที่ต้องเดินเคียงข้างกับผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจมากนัก เพราะเจ้าบ่าวของเธอก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ดี แม้ว่าเขาจะเฉยเมยกับเธอไปสักนิด
เมธัสเองแม้เขาจะไม่คุ้นเคยกับการใกล้ชิดกับผู้หญิงแปลกหน้า แต่สำหรับหญิงสาวข้างกายคนนี้เขากลับรู้สึกว่าความแห้งเหี่ยวเดียวดายที่เคยมีแทบจะหมดสิ้นไปแล้วเติมเต็มด้วยความรู้สึกใหม่ๆ อย่างไม่รู้ตัว แม้ว่าเรื่องราวความรักในอดีตยังคงติดตามหลอกหลอนเขาอยู่
“ดูคุณมีความสุขกับงานวันนี้” เมธัสเอ่ยขึ้นก่อนจะแยกตัวจากเจ้าสาวเพื่อไปพักผ่อน หลังจากที่แขกเหรื่อในช่วงเช้ากลับไปกันจนหมด
“ค่ะ ฉันมีความสุข ถึงแม้...เอ่อ จะไม่ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ฉันรักเหมือนกับที่เคยฝันไว้ แต่ฉันก็มีความสุข มีความสุขที่ได้ทำให้คนที่รักฉันทั้งสองคนคือพ่อกับแม่มีความสุขที่สุดในวันนี้” คำตอบตรงๆ ของเจ้าสาวทำให้เขาหน้าชาเหมือนโดนตบอย่างแรง
เธอไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่เขาเคยเจอ ความคิดของเธอแปลกประหลาดนัก มันทำให้เขาได้สติ
“หวังว่าคุณคงไม่เสียใจที่ไม่ได้แต่งงานกับคนที่คุณรัก” ชายหนุ่มพูดแกมประชดประชัน
“ค่ะ ไม่เสียใจสักนิด ในเมื่อฉันตัดสินใจแล้ว ฉันควรทำหน้าที่นี้อย่างมีความสุข” หญิงสาวตอบพร้อมปรายสายตาที่มีความหมายบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ
“หน้าที่ คุณมีความสุขตามหน้าที่งั้นเหรอ ความสุขไม่ได้ออกจากใจที่มีความสุขหรอกเหรอ” ชายหนุ่มถามกลับอย่างแปลกใจในความคิดประหลาดของเจ้าสาว
“ค่ะ ความสุขตามหน้าที่ หน้าที่ที่จะแสดงออกให้คนที่รักเรามีความสุข หน้าที่ที่จะทำให้คนรอบข้างมีความสุข เมื่อทุกคนมีความสุข ความสุขเหล่านั้นมันก็ทำให้ฉันมีความสุขไปด้วย” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ แต่แววตานั้นเหมือนหยันเขาในที
“คุณคงหัวเราะเยาะผมในใจ ที่ผมดูจะไม่มีความสุขนัก เอ่อ...คุณกำลังหัวเราะเยาะความทุกข์ในใจผม” ชายหนุ่มย้อน
“ค่ะ ฉันกำลังหัวเราะเยาะคุณ แต่ไม่ได้หัวเราะเยาะความทุกข์ในใจคุณ มีแต่เห็นใจในความทุกข์ของคุณ” หญิงสาวตอบมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่แฝงไปด้วยความเห็นใจอย่างแท้จริงในดวงตา
“คุณหมายความว่ายังไง” ชายหนุ่มถามอย่างข้องใจ
“ฉันกำลังหัวเราะเยาะคุณ ที่อยู่ดีๆ ก็เอาความทุกข์มาทับถมตัวเอง ทำให้ตัวเองจมอยู่ในกองทุกข์ต่างหาก หน้าตาของคุณเหมือนแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ ฉันรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความพึงพอใจของคุณ แต่ในเมื่อคุณไม่ปฏิเสธเสียตั้งแต่แรกก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะต้องทำหน้าที่นี้อย่างทนทุกข์
“ฉันอยากให้งานเลี้ยงคืนนี้เป็นงานรื่นเริงที่จะทำให้แขกเหรื่อทุกคนที่มาร่วมงานมีความสุข ตอบแทนที่พวกเขาเสียสละเวลาและเสียเงินใส่ซองเพื่อมาร่วมยินดีกับเรา และฉันอยากให้คุณร่วมมือกับฉัน...ทำให้แขกในงานมีความสุข” หญิงสาวเอื้อมมือไปบีบมือเขาเบาๆ เหมือนจะทำให้เขาผ่อนคลายขึ้น แต่แววตาของเธอกลับส่งสัญญาณท้าทาย ว่าชายหนุ่มจะทำได้หรือไม่
“ฉันต้องไปแล้วค่ะ แล้วเจอกันตอนเย็น” หญิงสาวปล่อยมือแล้วเดินจากไป
เขาดูเธอผิดไป เธอกลายเป็นคนคุมเกมไปเสียแล้ว แต่คนอย่างเขา หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรจะไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงหน้าไหนมาท้าทายให้เสียเชิงชายได้ง่ายๆ คืนนี้เธอเจอกับเขาแน่ และนายเมธัสคนนี้นี่แหละ...ที่จะเป็นคนคุมเกม
เสียงตะโกนเรียกช่างแต่งหน้าทำผมดังลั่น เมื่อเมธัสอาบน้ำเสร็จหลังกลับมาถึงบ้าน เพื่อเตรียมตัวไปงานเลี้ยงในตอนค่ำ
“ซินดี้ โกนหนวดให้ฉันหน่อย” เสียงเข้มของเมธัสสั่งช่างสาวประเภทสองที่ทำหน้าที่แต่งหน้าให้เขาเมื่อช่วงเช้า
“โกนหนวด!” เสียงแม่สาวซินดี้ถามซ้ำเสียงสูงปรี๊ดอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง สีหน้า แววตาตกใจและคาดไม่ถึง
“โกนหนวดเหรอคะ ซินดี้หูฝาดไปรึเปล่า” ซินดี้มองหน้าเขาอย่างตื่นเต้นแกมลังเล
“อือ โกนหนวด โกนให้เกลี้ยง และทำยังไงก็ได้ให้ฉันดูดีที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้” ชายหนุ่มเริ่มเสียงเขียว
“ค่ะ ค่ะ ซินดี้จะจัดการให้เดี๋ยวนี้ค่ะ” สาวประเภทสองรีบลงมือมือไม้สั่น
“คุณหนึ่งนอนบนเตียงสระผมก่อนนะคะ ซินดี้จะจัดเต็มค่ะ รับรองค่ะว่าซินดี้จะทำอย่างสุดฝีมือเพื่อให้คุณหนึ่งหล่อปานเทพบุตรมาจุติเลยค่า” พูดจาวางท่าสะบัดสะบิ้ง จีบปากจีบคอเต็มพิกัดปานว่าสวรรค์เปิดทางสว่างให้แก่เธอแล้ว
