บทที่ 7 อรกมล

นางเอมอรทุ่มสุดตัวให้ช่างมาตกแต่งโรงเก็บปาล์มขนาดใหญ่ให้กลายเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงในตอนค่ำ มีบรรยากาศไม่แพ้สถานที่จัดเลี้ยงในโรงแรมห้าดาว เพื่อรองรับแขกนับพันคน มีจำนวนโต๊ะจีนมากกว่าร้อยโต๊ะให้สมฐานะของลูกชายคนโตของเจ้าของลานปาล์มที่มีชื่อเสียงในจังหวัด บรรดาแขกเหรื่อที่ได้รับเชิญมาเกือบทั้งหมดจึงเป็นแขกของพ่อแม่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาว

แขกของเจสิตามีเพียงสองคน คือ มินตราเพื่อนเจ้าสาว กับยุทธนาเจ้านายของเธอซึ่งเพิ่งจะมาถึงสนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานีเมื่อตอนบ่ายแก่ๆ

แขกของเมธัสก็มีเพียงเชิงชายซึ่งเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวที่ขับรถส่วนตัวลงมาจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อเช้าวาน เพราะตัวเขาเองอยากให้งานแต่งงานครั้งนี้เป็นงานที่เงียบที่สุด แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เมื่อนางเอมอรผู้เป็นแม่จัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ

โดยปกติทั่วไปหน้างานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสจะต้องมีรูปถ่ายหวานๆ ของคู่บ่าวสาวตั้งโชว์แขกเหรื่อบริเวณหน้างาน แต่สำหรับงานแต่งกะทันหันคราวนี้กลับไม่มีภาพของบ่าวสาวปรากฏให้เห็น ช่วงใกล้ค่ำแขกเหรื่อเริ่มทยอยเข้างาน เชิงชายกับมินตราจึงกุลีกุจอยกรูปถ่ายของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ได้ตระเตรียมกันไว้มาตั้งวางด้านหน้า  โดยในภาพนั้นเจ้าสาววางมือนุ่มๆ ลงบนหลังมือของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา พร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ และสายตาหวานฉ่ำที่ทั้งคู่มองกัน

เป็นมุมกล้องที่สวยงามและโรแมนติกที่สุดด้วยฝีมือการถ่ายภาพของ เชิงชายที่เป็นช่างภาพอิสระ เขาแอบถ่ายภาพนี้ไว้ได้โดยบังเอิญขณะที่เดินมาตามเมธัสให้กลับบ้านพร้อมกัน เชิงชายนำภาพนั้นมาปรึกษากับมินตรากราฟิกสาวดีไซเนอร์มือหนึ่ง ทั้งสองจึงเกิดไอเดียจัดการพรินต์เป็นภาพขนาดใหญ่เพื่อนำมาติดไว้ตรงซุ้มสำหรับให้แขกถ่ายรูป ที่เชิงชายสั่งทำอย่างเร่งด่วนในตอนบ่ายของวันนั้นนั่นเอง

ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็นรูปที่เจสิตาเดินเกาะแขนเมธัส รูปนั้นหญิงสาวมีรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า ในขณะที่ชายหนุ่มลอบมองเธอด้วยสายตาที่อบอุ่น ยุทธนารับหน้าที่นำรูปนั้นใส่กรอบและขึ้นเครื่องมาให้ทันเวลางานตอนช่วงค่ำพอดิบพอดี

อรกมลฝากฝีไม้ลายมือการจัดดอกไม้ทั่วทั้งงานเพราะเธอเรียนจบด้าน คหกรรม ดังนั้นการบ้านการเรือนจึงเป็นสิ่งที่เธอถนัดและทำได้ดี เธอไม่ได้เป็นหลานสาวแท้ๆ ของนางเอมอร แต่เป็นลูกสาวคนเดียวของเพื่อนสนิทที่เอมอรรักที่สุด นางเอมอรรับอรกมลมาเลี้ยงตั้งแต่เด็กๆ หลังจากพ่อกับแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

ส่วนเมธีน้องชายของเมธัสซึ่งไปเรียนอยู่เมืองนอกตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมปลายไม่สามารถกลับมาร่วมงานแต่งงานของพี่ชายได้เนื่องจากอยู่ระหว่างการสอบเทอมสุดท้ายในระดับปริญญาโท เมธีเป็นหนุ่มน้อยคงแก่เรียน ชอบการเรียนเป็นชีวิตจิตใจ ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมเขาสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนด้วยการเข้าแข่งขันด้านวิชาการต่างๆ มากมาย

ภายในโรงเก็บปาล์มถูกดัดแปลงเป็นห้องจัดเลี้ยงหรูหราขนาดใหญ่ติดแอร์เย็นฉ่ำ ส่วนภายนอกโรงปาล์มซึ่งเป็นลานปาล์มขนาดใหญ่ก็ถูกปรับเปลี่ยน ตั้งโต๊ะไว้เป็นจุดๆ สำหรับแขกที่อยากนั่งรับลมด้านนอก ประดับตกแต่งสไตล์วินเทจโดยฝีมือของอรกมล ต้นไม้และดอกไม้ประดับบริเวณงานทั้งหมดเป็นดอกกุหลาบสีขาวและสีชมพูหวาน พอเริ่มมืดไฟ     สีขาวกะพริบก็ถูกเปิดขึ้นอย่างสวยงามราวอยู่ในสวรรค์

“คุณเอมอรเจ้าบ่าว เจ้าสาวมากันรึยัง แขกเริ่มทยอยมากันแล้วนะ” นายราเมศถามภรรยา

“ดิฉันจะให้หนูอรไปตามให้ค่ะ เอ๊ะ นั่นแม่ซินดี้นี่ มากับใครน่ะ” นาง  เอมอรมองชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวงาช้างที่เดินตามซินดี้ช่างเสริมสวย      เจ้าประจำที่เธอเจาะจงจ้างมาในราคาแพงลิ่ว

“เฮ้ย นั่นมันตาหนึ่งนี่ ไหนบอกว่าไม่ยอมโกนหนวด แม่ซินดี้ทำยังไง   ตาหนึ่งถึงได้ยอมโกนหนวดได้นะ” คุณราเมศพึมพำกับภรรยา

“สงสัยคงพอใจในตัวหนูตามั้งคะคุณ ถึงยอมโกนหนวดและแต่งองค์ทรงเครื่องซะหล่อเหลาขนาดนี้ ดิฉันไม่เคยเห็นลูกดูดีแบบนี้มานานแล้ว ปลื้มใจจนน้ำตาจะไหลแล้วค่ะคุณพี่” นางเอมอรซบไหล่สามี นายราเมศเอามือลูบศีรษะของเธอเบาๆ รับรู้ถึงความตื้นตันใจของผู้เป็นภรรยา

เมธัสเดินเข้ามาหาบิดากับมารดาซึ่งยังคงจ้องมองอย่างตื่นตะลึงในโฉมใหม่ของบุตรชาย คนทั้งงานเริ่มจับกลุ่มสนทนากันว่าหนุ่มหล่อที่เห็นใช่เจ้าบ่าวหรือไม่ เพราะผิดกับภาพถ่ายที่โชว์ไว้หน้างานราวกับคนละคน

เมธัสจ้องมองภาพถ่ายของตนอย่างไม่เชื่อสายตาเช่นกัน เขามองเจ้าสาวของเขาด้วยสายตาแบบนี้จริงๆ หรือ เมธัสถามตัวเองในใจ หรือว่าเป็นฝีมือการถ่ายภาพของเพื่อนเจ้าบ่าวตัวแสบที่ชอบแอบเก็บภาพอารมณ์ของบุคคลตอนเผลอ

เชิงชายเคยพูดให้เขาฟังว่า ‘มุมกล้องที่แคบสามารถเปลี่ยนความเป็นจริงได้’ ถ้าเขาจะบอกแขกเหรื่อทั้งงานว่าเบื้องหลังภาพนี้ไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็นคงไม่มีใครเชื่อ

“เป็นไงบ้างคะฝีมือซินดี้” เสียงดัดเกินผู้หญิงรวมทั้งจริตจะก้านของเธอเรียกความสนใจให้นางเอมอรที่กำลังมองลูกชายด้วยความปลื้มใจจนต้องละสายตามามอง

“เกินความคาดหมายของฉันเลยแหละแม่ซินดี้ งานนี้หล่อนทำดีมาก เดี๋ยวจะตบรางวัลให้อย่างงาม” นางเอมอรเอ่ยชม

“หมดหน้าที่ของซินดี้แล้ว ขอตัวไปหาอะไรเลี้ยงสมองก่อนนะคะ คุณอร” ซินดี้สะบัดสะบิ้งกรีดนิ้วไปมา

“ไปเถอะจ้า แม่คู้ณ ยังไงก็ขอบใจแม่มากนะ”

“โอกาสหน้าอย่าลืมใช้บริการซินดี้อีกนะคะ ซินดี้ไปละ” ซินดี้พูดจบก็เดินก้นบิดออกไปจับจองพื้นที่สำหรับอาหารเลี้ยงสมองและอาหารเลี้ยงสายตาก็คือบรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในงาน นางเอมอรมองตามอย่างระอาแกมขันกับพฤติกรรมเกินผู้หญิงของคนที่เพิ่งเดินจากไป

“หนูอร มานี่สิ ไปดูที่ห้องแต่งตัวที ว่าเจ้าสาวแต่งตัวเสร็จรึยัง แขกเริ่มทยอยมาแล้วให้เร่งมือหน่อย เจ้าบ่าวก็มารอพร้อมแล้ว ส่วนหนูเองป้าว่าหนูรีบไปแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่เถอะ ยุ่งวุ่นวายจัดโน่นจัดนี่ทั้งวันแล้ว ได้เวลาไปทำสวยแล้ว ป้าเตรียมชุดใหม่ไว้ให้หนูเรียบร้อยอยู่บนเตียงในห้องนอนหนูน่ะ ใส่แล้วต้องสวยแน่ๆ เลย”

“ขอบคุณค่ะ คุณป้า แต่คุณป้าไม่น่าลำบากเลยค่ะ อรพอมีชุดอยู่บ้างแล้ว” เธอตอบอย่างเกรงใจ

“ชุดเก่าของหนูน่ะเหรอ ไม่เอาๆ วันนี้งานแต่งงานของพี่หนึ่งทั้งที ป้าอยากให้หนูสวยที่สุด ป้าเตรียมช่างแต่งหน้าให้พร้อมแล้ว อย่าให้เขารอนาน รีบไปเถอะ งานจะเริ่มแล้ว” นางเอมอรสั่งซ้ำ

“ค่ะ คุณป้า” หญิงสาวรับคำแล้วเดินออกไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป