บทที่ 10 เข้าหอคนเดียว?

แทนซ้ำเติม

“เอ้า ก็กูพูดตามที่คิด มึงคิดดูนะ คนที่เรารักกำลังจะแต่งงานกับคนอื่นไม่ใช่เราทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไปมาหาสู่กันปกติ เป็นมึงมึงจะคิดไง แล้วดูน้องเขาสิ บอบบางขนาดนั้นน้องมันจะไม่คิดเหรอวะ” คำพูดของกราฟทำเอาทุกคนนิ่ง เริ่มจะเอนเอียงความคิดไปในเรื่องร้ายๆ อย่างที่กราฟเล่า

“งั้นมึงโทร.หาปริมอีกทีดิวะ” คิมพยักพเยิดหน้าให้เธียรทำตาม เพราะฟังไอ้กราฟพูดแล้วก็กลัวใจน้องเขาเหมือนกัน

“ปริม อยู่ไหน”

ภายในห้องนอนขนาดใหญ่ ข้าวของเครื่องใช้ใหม่เอี่ยมอ่องราวกับยังไม่เคยถูกใช้งาน บนเตียงขนาดคิงไซส์ถูกประดับด้วยกลีบกุหลาบโรยเป็นรูปหัวใจตรงกลางมีผ้าขนหนูผับขึ้นรูปเป็นรูปหงส์คู่หันหน้าจูบกัน การเข้าหอคือแรกเป็นอะไรที่ตื่นเต้นสำหรับชนัญชิดา หล่อนรู้สึกประหม่าไม่น้อยเมื่อต้องอยู่กับชายหนุ่มที่ได้ขึ้นชื่อว่าสามีหมาดๆ สองต่อสอง

“พี่ภูจะอาบน้ำก่อนไหมคะ” หล่อนช้อนตามองคนตัวใหญ่ผ่านกระจกที่นั่งทำหน้าเรียบอยู่บนเตียง ขณะมือก็กำลังปลดเครื่องประดับออกจากตัวทีละชิ้น วันนี้เธอตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อมาแต่งหน้าทำผม งานจัดขึ้นตั้งแต่เช้าจวบจนห้าทุ่มเพราะมีงานเลี้ยงที่โรงแรมต่อในช่วงเย็น กว่าจะถึงบ้านซึ่งเป็นเรือนหอก็ปาไปเที่ยงคืนกว่า เหนื่อยแทบอยากจะคลานขึ้นเตียงแต่นอนสภาพนี้คงไม่ไหว

“เธออาบก่อนเถอะ” ว่าจบก็เดินลุกไปเปิดประตูระเบียงห้องไปดูดบุหรี่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ปล่อยให้เจ้าสาวมองตามด้วยความรู้สึกหลากหลาย

ภูวดลเดินออกมารับลมข้างนอกเนื่องจากยังไม่คุ้นชินการกับที่ต้องอยู่กับยัยนั่นสองต่อสอง แม้จะผ่านพิธีการแต่งงานกันมาทั้งวันแล้วก็เถอะ

สายลมเอื่อยๆ เย็นๆ กลิ่นดอกโมกที่ปลูกตรงสวนหย่อมลอยกำจายทั่วบริเวณช่วยให้ชายหนุ่มรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง เขาเริ่มเห็นด้วยกับเรือนหอหลังนี้กับหล่อนก็วันนี้เนี่ยแหละ เพราะภูวดลปล่อยให้เธอเป็นคนจัดการมันแทบทุกอย่างทั้งงานแต่งและเลือกบ้านที่เอาไว้สำหรับเป็นเรือนหอ ยังดีที่หล่อนเลือกที่จะออกมาอยู่ข้างนอก โดยไม่แต่งเข้าบ้านหญิงสาวเอง ไม่อย่างนั้นเขาคงอึดอัดทำตัวไม่ถูกแน่ถ้าต้องอยู่ในสายตาคนในตระกูลอัศววัฒน์โยธิน โชคดียัยนั่นยังเมตตาเขาอยู่บ้าง ไม่ต้องแสร้งทำดีเมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อตาและพี่ชายคนโตซึ่งดูเหมือนพวกมาเฟีย ไปไหนมาไหนมีลูกน้องตามเป็นพรวน

ภาพบนกระจกใสปรากฏหญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าแต่งแต้มงามวิจิตร ผมม้วนเกลียวประดับด้วยดอกเดซีเล็กๆ ถูกมือบางดึงออกเพื่อเตรียมตัวชำระร่างกาย หล่อนยืนยิ้มให้กับความสำเร็จเบาๆ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ภูวดลเป็นของเธอแล้วจริงๆ แม้ตอนนี้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่เต็มใจ แต่เอาเถอะ เธอมีเวลามากพอจะทำให้เขาหลงรักได้แล้วกัน คิดได้ดังนั้นรอยยิ้มหมายมาดก็ปรากฏตรงหน้าอย่างคนอารมณ์ดี

มือบางถือสำลีแผ่นเช็ดหน้าอยู่หน้ากระจกได้แค่ครึ่งหน้าเสียงโทรศัพท์มือถือก็กรีดดังลั่นห้อง คิ้วหล่อนขมวดยุ่งเข้าหากัน นึกตำหนิคนปลายสายที่โทร.มารบกวนในยามวิกาลแถมยังเป็นคืนเข้าหอคู่บ่าวสาวหมาดๆ

พวกไม่มีมารยาท

เจ้าของมันเดินตรงมาคว้ากดรับสายด้วยใบหน้าสงสัยไม่แพ้เจ้าสาว ภูวดลกรอกเสียงพลางเดินออกไปยังระเบียงที่เดิมทิ้งภรรยายืนมองด้วยสีหน้าเป็นที่คำถาม ทว่าไม่ถึงนาทีเขาก็เร่งรีบลนลานจะเดินออกจากห้องไปทว่าเจ้าสาวคว้ามือยั้งไว้เสียก่อน

“นี่พี่ภูจะออกไปไหนคะ” เธอถามสายตาเอาเรื่อง รับสายพูดไม่ถึงสามประโยคจู่ๆ เจ้าบ่าวเธอก็ทำท่าจะวิ่งออกจากห้อง

“ปล่อยนะ นี่มันเรื่องของฉัน” เขาเผลอตวาดเสียงดังลั่นใส่คนตัวเล็กที่กำลังให้เขาช้าด้วยเรื่องไร้สาระ เมื่อกี้ไอ้คินโทร.มาบอกว่าปริมทำร้ายตัวเองแถมไข้ยังขึ้นสูง เขาต้องรีบไป

ชนัญชิดาได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งอึ้งไปสักพัก คำพูดจาห่างเหินที่เขาแทนตัวเองว่าฉันจากคำว่าพี่มาสักพักทำให้หล่อนชินทว่าเสียงตวาดเมื่อครู่ทำเอาเธอตกใจอยู่ไม่น้อย เธอนึกเกลียดสายสนทนาเมื่อครู่ที่ทำให้เขาขึ้นเสียงใส่

“พี่ภูจะไปไหน นี่มันคืนเข้าหอของเรานะคะ” หล่อนพยายามใจเย็นแม้ข้างในจะปวดหนึบก็ตาม

“เธอก็เข้าไปคนเดียวสิ ปล่อย ฉันบอกให้ปล่อย!!!” ประโยคหลังเขาเพิ่มเสียงดังขึ้นจนหล่อนต้องปล่อยมือเขาจริงๆ เมื่อพ้นพันธะเขาก็คว้ากุญแจรถสาวเท้าออกจากห้องไม่แม้แต่จะหันมาสนใจเจ้าสาวที่ยืนน้ำตาคลอเบ้า

คนที่ไม่ยอมแพ้อย่างลูกหว้าใช้แขนปาดน้ำตาลวกๆ รีบไปล้างหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คว้ากุญแจออกจากห้องในสภาพชุดราตรีสีขาวงาช้าง เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเหตุใดที่ทำให้เจ้าบ่าวหนีการเข้าหอคืนแรกอย่างนี้

คงไม่ใช่ยัยปริมนั่นหรอกนะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป