บทที่ 11 ชีวิตคู่
ชีวิตคู่
ชีวิตหลังแต่งงานคู่อื่นอาจจะรักกันหวานชื่น ดื่มด่ำความสุขความหอมหวานเฉกเช่นคู่ข้าวใหม่ปลามันทั่วไป ทว่าเรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับชีวิตหล่อนเลย ไม่แม้แต่จะใกล้เคียงสักนิด เพราะไม่มีคืนไหนเธอกับเขาจะร่วมหลับนอนกันสักครั้ง แต่ชนัญชิดาไม่เคยท้อ ยังคงเดินหน้าต่ออย่างมีความหวังลึกๆ ลูกไม้แผนการอันใดล้วนถูกงัดนำมาใช้หมด
แต่…….ไม่เคยได้ผล
ลูกหว้าลงทุนใส่ชุดนอนบางๆ ก็แล้ว ยั่วยวนก็แล้วไม่มีท่าทีว่าอีกฝ่ายจะหลงใหลหรือต้องการชื่นชมหล่อนสักนิด เขามักจะเอาความเหนื่อยมาอ้างหรือใช้สายตาไล่เธอทางอ้อม แม้กระทั่งหนีไปนอนอีกห้องปล่อยให้เธอครอบครองห้องนอนใหญ่แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่คืนแรก
ชนัญชิดาไม่ยอมแพ้ ยังคงหาโอกาสเข้าหาสามี แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือวาจาร้อนแรง คำพูดแดกดันภรรยายามที่หล่อนแอบเข้าไปนอนรอให้ห้อง สุดท้ายจบด้วยการโดนเขาลากเธอออกห้องอยู่ร่ำไป
วันนี้ก็เช่นเคย ด้วยหวังว่าวันหนึ่งสิ่งที่เธอพยายามยั่วยวนสามีจะสัมฤทธิผลเสียดี ชนัญชิดาไม่เชื่อหรอกว่าผู้ชายจะไม่สนใจของสวยๆ งามๆ แบบเธอ หล่อนสวมชุดนอนลูกไม้ซีทรูสีชมพูอ่อน แหวกอกลึกเห็นเนินอกอวบดูวาบหวิว พร้อมกับพรมน้ำหอมบางๆ คลุมทับด้วยชุดคลุมตัวยาวเดินเข้าไปรอเขาอยู่ในห้อง
ภูวดลเปิดประตูห้องตัวเอง เห็นไฟเปิดอยู่ก็รู้ได้ทันทีว่าภรรยาแอบเข้าห้องเขาอีกแล้ว หญิงสาวร่างระหงนั่งอยู่ปลายเตียง ลุกขึ้นเดินมาทางเขา ถอดเสื้อคลุมตัวยาวโยนลงพื้นอย่างไม่ไยดี ดวงตากลมโตจิกมองฉ่ำปรือ เธอกัดริมฝีปากน้อยๆ อย่างยั่วยวน เขายอมรับว่าเธอสวยและดูเซ็กซี่มากเมื่ออยู่ในชุดนี้
แต่เซ็กซี่ยังไงก็ยุอารมณ์เขาไม่ขึ้นหรอก ภูวดลหน้าตาแดงก่ำด้วยความโมโห ทำไมใยนี่ไม่เข็ดหลาบสักทีนะ โดนเขาจับโยนออกนอกห้องทุกคืนไม่จำเข้าสมองบ้างหรือไง
“ฉันบอกเธอกี่รอบแล้ว ว่าไม่อนุญาตให้เธอเข้าห้องฉันโดยพลการ” เขาจับข้อมือเล็ก กระชากเธอเหวี่ยงแรงๆ ตะคอกเสียงดังด้วยความกรุ่นโกรธ ทำงานมาเหนื่อยๆ เจอหน้าภรรยาอย่างยัยนี่ภูวดลเหนื่อยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“แต่เรายังไม่เข้าหอกันเลยนะคะ” ชนัญชิดาแย้ง เธอยังไม่ลดละความพยายามใกล้ชิดสามี คำพูดจารุนแรงทำเอาหัวใจเธอเจ็บแปลบอยู่ในอก แถมสายตาที่มองมาแต่ละทีทำเหมือนลูกหว้าเป็นเชื้อโรคก็มิปาน
กว่าจะเจอหน้ากันแต่ละทีก็ยากเย็น แม้จะอยู่เดียวกันก็ตาม คงมีเพียงเธอที่รอคอยการกลับบ้านของสามี
“อย่าฝันว่าฉันจะแตะต้องตัวเธออีก ออกไป๊” ประโยคหลังเขาเคล้นเสียงตะโกน พร้อมเหวี่ยงภรรยาออกนอกประตูตามด้วยปิดลงดังสนั่นลั่นบ้าน
ชนัญชิดายืนนิ่งอึ้ง มองบานประตูที่ปิดกระแทกใส่หน้าเธอเมื่อครู่ หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินอาบแก้ม อุตส่าห์กลั้นมาหลายนาทีมันกลับพังคลืนลงราวกับเขื่อนแตก แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอโดนภูวดลทำแบบนี้ แต่มันก็อดเสียใจและน้อยใจไม่ได้เลยสักครั้ง
เมื่อวานภูวดลกลับดึก จนไม่ได้กินข้าวเย็นด้วยกัน วันนี้เลยไม่อยากพลาดอีกครั้ง เพราะเธอลงมือทำอาหารเอง ทุกขึ้นตอนตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม
วันนี้เธอเห็นเขากลับบ้านตรงเวลาก็พลอยใจชื้นว่าอาหารเย็นนี้เขาต้องได้ชิมฝีมือเธอ ผ่านไปได้แค่ครึ่งชั่วโมง ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงบันไดมา หญิงสาวยิ้มกว้างจะเดินเข้าไปชวนสามีทานข้าวด้วยกัน เหลือปรุงแค่ไม่กี่อย่างก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่นึกว่าเขาจะอยู่ในชุดพร้อมออกไปข้างนอก แถมน้ำหอมยังพรมจนแสบจมูกไปหมด
“นี่พี่ภูจะไปไหนเหรอคะ” หล่อนถามสามีเมื่อเห็นอีกฝ่ายแต่งตัวจะออกนอกบ้านทั้งๆ นี่ก็จะสองทุ่มไปแล้วเขาพึ่งกลับได้ไม่ถึงสองชั่วโมงก็จะออกไปอีกแล้วอย่างนั้นเหรอ นี่หล่อนอุตส่าห์ไปเรียนทำอาหารเพื่อเอาใจสามี วันนี้เป็นวันแรกที่เธอลงมือทำกับข้าวตามสูตรที่เรียนมาอย่างไม่มีอะไรผิดพลาด ทว่าเขาจะไม่อยู่ชิมฝีมือเธอ
“กินข้าว”
“นี่ไงคะ ลูกหว้ากำลังทำกับข้าวให้พี่ภูอยู่ มีแต่ของโปรดพี่ทั้งนั้น” หล่อนยืนยันด้วยชุดกันเปื้อนที่สวมอยู่ เธอได้ยินเสียงภูวดลเดินลงมาจากชั้นบนเลยรีบล้างมือวิ่งมาหาเขาด้วยใบหน้ายิ้มเพื่ออวด
“ฝีมือเธอทำงั้นเหรอ ฉันกินไม่ลง” เผลอๆ ใส่อะไรให้เขากิน มิแย่ไปกว่านี้เหรอ อีกอย่างเขานัดคนสำคัญไว้
คำพูดเจ็บแสบไร้เยื่อใยทำเอาอีกฝ่ายหุบยิ้มฉับพลัน เขาไม่ปรายตามองหล่อนด้วยซ้ำไป นัดคนสำคัญงั้นเหรอ แล้วเธอซึ่งเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่สำคัญกับเขาบ้างเลยหรือยังไงกัน
“พี่ภู"
เขาไม่สนใจเสียงเรียก เมื่อนึกได้ว่าคืนนี้มีนัดก็ก้าวเท้าอาดๆ เดินออกจากบ้านทันที เธอวิ่งตามได้สามเก้าก็หยุดลง ภูวดลทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังให้ใครบางคนได้แต่มองตามเท่านั้น
หญิงสาวมองตามสามีจนลับสายตา สูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ นับหนึ่งถึงสิบในใจแล้วหมุนกายกลับไปทำกับข้าวต่อด้วยใจที่ลอยล่อง น้ำมันกระเด็นใส่แขน ความเจ็บแสบแผ่กระจายนั่นแหละเธอถึงดึงตัวเองออกจากภวังค์ได้ ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเธอและไม่มีอะไรคืบหน้ามีแต่ถดถอยลงคลอง
กับข้าวสองสามอย่างถูกจัดขึ้นโต๊ะ หล่อนได้แต่นั่งเหม่อมองอยู่อย่างนั้นเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะตัดสินใจตักกินไปโดนไม่รับรู้รสชาติ
"อิ่มแล้วเหรอคะ คุณหนู ทานอีกนิดสิคะ เมื่อกี้คุณหนูตักกินไปแค่สามคำเองนะคะ" วันดี แม่บ้านเอ่ยบอกผู้เป็นนายสาว เธอเลี้ยงคุณหนูมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก พอชนัญชิดาแต่งงานย้ายบ้านก็ตามมาดูแล รักเปรียบเสมือนลูกหลานตัวเอง ดังนั้นเมื่อเห็นหญิงสาวกินน้อยเธอก็คะยั้นคะยอให้กินเพิ่มอีกด้วยความเป็นห่วง
"หนูอิ่มแล้วค่ะ ป้าเก็บเถอะ"
"แต่ว่า.." กินแค่สามคำจะไปอิ่มได้ไง
"ทำตามที่พูดเถอะค่ะ" หล่อตัดบทแม่บ้านทั้งๆ ที่ยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ เธอเข้าใจความหวังดีที่อีกฝ่ายมอบให้ แต่ทว่าตอนนี้กินอะไรไม่ลงแล้วจริงๆ มันตื้อไปหมด
"ค่ะ" วันดีได้แต่รับคำ ก้มหน้าก้มตาเก็บสำรับพร้อมกับป่าน แม่บ้านอีกคนที่อายุได้แค่สามสิบต้นๆ
"น่าสงสารคุณหนูเนาะป้า อุตส่าห์ฝึกทำกับข้าวเอาใจสามี แต่ดูคุณภูทำสิ เห้อ" ป่านอดสงสารเจ้านายสาวไม่ได้ เลยได้แต่บ่น
"นั่นสิ เอาล่ะ หยุดพูดเถอะ เดี๋ยวกระทบจิตใจคุณหนูเปล่าๆ"
"จ๊ะ"
