บทที่ 5 คนไม่ใช่
“ปริม พี่ขอคุยด้วยหน่อย” เมื่อปริมไม่ยอมมองเขาจึงเดินตรงเข้าไปหาเพื่อขอคุยกับคนตัวเล็ก ทว่าเธอกับเมินหน้าหนีไปคุยกับมีนแทน เขาชักฉุนหมอนี่มากกว่าเดิม
“กินนี่สิมีน อร่อยดีนะ” หล่อนจิ้มลูกพับชิ้นเล็กจ่อปากเพื่อนชาย แสร้งไม่สนใครบางคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง
มีนได้แต่มองยอมอ้าปากแต่โดยดี แน่ล่ะอยู่ๆ คนที่เขาแอบชอบป้อนผลไม้ให้นี่ ถึงจะรู้ลึกๆ ว่าปริมกับผู้ชายคนนั้นมีใจต่อกันก็เถอะ
“ปริม”
“พี่ภูกลับเถอะค่ะ ป่านนี้ว่าที่เจ้าสาวรอแย่แล้ว ปล่อยให้เธอรอนานๆ ไม่ดีนะคะ” เธอยืนกรานไม่ยอมคุยแถมยังไล่เขากลับ ทั้งๆ ที่ในใจรู้สึกชนะและสะใจผู้หญิงอีกคน อย่างน้อยผู้ชายก็เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาไม่ใช่วิ่งตามอย่างแม่นั่นทำ ปริมลอบยิ้มในใจ
“ถ้าอย่างนั้นถึงบ้านพี่โทร.หานะครับ” ภูวดลถอดใจ รู้สึกผิดต่อหญิงสาวจึงเป็นฝ่ายล่าถอยแม้ในใจอยากจะดึงเธอเข้ามากอดแล้วบอกว่าเธอนั่นแหละคือคนที่เขารักและคิดจะแต่งงานด้วย แต่ที่เขาต้องแต่งกับยัยนั่นมันเป็นเพราะอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่ภูก็ทำได้แค่คิด แล้วถอนหายใจแรงๆ พร้อมกับเดินจาก
“เห้ยไอ้ภู เดี๋ยวก่อน”
“ไรวะ”
“กูฝากขอบใจลูกหว้าด้วย” เธียรชูตั๋วคอนเสิร์ตขึ้น ภูวดลพยักหน้ารับทว่าสายตายังคงมองมายังร่างเล็ก ที่ตอนนี้หัวเราะคิกคักกับมีน มือหนากำหมัดแน่นก่อนเดินจากด้วยใจที่ปวดหนึบปนโกรธถึงใครบางคนที่ทำร้ายความรู้สึกเขาวันนี้
ปัง
เสียงปิดประตูรถบ่งบอกอารมณ์ฉุนเฉียวคนนั่งข้างคนขับได้เป็นอย่างดี ทว่าคนขับกลับไม่มีแววตื่นตกใจเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงเมา
ลูกหว้าเหลือบมองคนร่างสูงที่ทิ้งตัวนั่งข้างๆ เอนหลังกับเบาะ ยกมือก่ายหน้าผากอย่างคนหมดแรง
“ดื่มเยอะเหรอคะ” หล่อนถามขณะเหยียบคันเร่งไปตามท้องถนน เบี่ยงหลบรถคันที่สวนเลนมาด้วยความชำนาญ เมื่อถึงถนนสายหลัก ถนนเริ่มโล่ง มือเล็กควานหาทิชชูเปียกยื่นให้คนข้างๆ
“……” เขาเงียบไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นมาดูว่าที่เจ้าสาวที่พยายามชวนคุย จนกระทั่งรู้สึกอะไรเย็นๆ แตะที่หน้าผากส่วนที่โผล่พ้นจากมือนั่นแหละ ดวงตาคมกริบถึงยอมลืมตาขึ้นมา ทิชชูเปียกสีขาวบริสุทธิ์ถูกแปะบนใบหน้าด้วยความเป็นห่วงจากหล่อน แต่ทำไมในใจเขาถึงไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับการดูแลเอาใจใส่ของคนข้างๆ ออกจะรำคาญเจ้าหล่อนด้วยซ้ำไป แต่ภูวดลทำอะไรมากไม่ได้นอกจากคำว่า อดทน และ อดทน
“พรุ่งนี้พี่ว่างไหมคะ ลูกหว้านัดช่างวัดตัวที่ร้านยัยเฟย์ไว้ค่ะ” ร้านที่ว่าเป็นร้านเพื่อนเธอเอง ไม่อย่างนั้นเวลาสำหรับหนึ่งเดือนคงไม่เพียงพอต่อการตัดชุดเจ้าสาวเป็นแน่ แต่ด้วยฐานะเพื่อนเจ้าของร้านและอำนาจเงินของตระกูลอัศววัฒน์โยธินจึงได้สิทธิพิเศษ ด้วยงบไม่จำกัดระดมช่างเก่งๆ เข้ามาช่วยออกแบบและเย็บตัดชุดด้วยระยะเวลาที่แสนสั้น
“ให้เวลาหนึ่งชั่วโมง” เสียงตอบราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ จริงๆ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดเขา แต่ภูวดลคร้านจะต้องติดแจอยู่กับยัยนี่จึงแบ่งเศษเวลาให้หล่อน อย่างน้อยเขาก็ไม่โดนมารดาต่อว่าที่ไม่สนใจเจ้าสาว
“จะพอหรือคะ เราต้องเลือกการ์ด ของชำร่วย” โชคดีที่เธอตกลงเลือกรูปแบบธีมงานกับออแกไนเซอร์ไว้แล้วไม่อย่างนั้นคงไม่ทันแน่ถ้าเจ้าบ่าวเธอยังเฉยเมย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนทั้งๆ ที่มันงานแต่งตัวเอง ชนัญชิดาได้แต่เหยียดยิ้มบางๆ ด้วยความขมขื่น
“ให้ได้แค่นั้น จะไปไม่ไปก็ตามใจ ส่วนที่พูดมาเธอจัดการเองแล้วกัน” เขาตัดบท หันหน้าหนีไปมองนอกกระจกเพื่อเป็นการยุติสนทนากับอีกฝ่าย หญิงสาวจึงได้แค่มองเสี้ยวหน้าเขาเท่านั้น
งานแต่งที่เขาไม่เต็มใจ เจ้าสาวไม่ใช่คนที่เขาเลือก จะจัดงานยังไงก็เหมือนๆ กันแหละ
“เอางั้นก็ได้ค่ะ” น้ำเสียงที่พยายามข่มความน้อยใจไว้ใจมิดตอบคนข้างกาย ความขมปร่าแล่นเข้าเกาะกุมจิตใจลูกหว้าอย่างจัง ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าภูวดลไม่ได้รักหล่อน เขามีใจให้ใครอีกคน แต่ชนัญชิดาเชื่อเหลือเกินว่าแต่งงานแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ภูวดลอาจจะหันมามองเธอบ้าง ความใกล้ชิดต้องชนะใจอีกฝ่ายได้สักวัน
เธอมั่นใจว่าจะทำให้เขารักหล่อนให้ได้
เธอเชื่ออย่างนั้น
คนหลังพวงมาลัยได้แต่ปลอบใจตัวเอง พยายามคิดหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ลืมความรู้สึกที่เจ็บเสียดโพรงอกเมื่อครู่ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ใช้สมาธิจดจ่อกับเส้นถนนตรงหน้าไม่ให้ใจว่อกแว่กคิดถึงสายตาของภูวดลที่มองผู้หญิงคนนั้น
เพราะรักมากจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวและหัวใจอีกฝ่าย แม้จะสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่อีกครึ่งที่เหลือก็เล่นเอาเธอสาหัสเอาการ
ลูกหว้า เธอต้องทำได้ ภารกิจพิชิตใจภูวดลเริ่ม
เมื่อต่างฝ่ายต่างจมดิ่งกับความคิดตัวเอง ความเงียบจึงเคลื่อนเข้าครอบงำบรรยากาศภายในรถ แม้ภูวดลหลับตานิ่งทว่าไม่ได้หลับอย่างที่หญิงสาวเข้าใจ เขากำลังคิดทบทวน พยายามหาทางออกสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และที่นึกถึงตลอดเวลาก็คงไม่พ้นใบหน้าของหญิงสาวผู้ที่กุมหัวใจเขาไว้ทั้งดวง ปริม ป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไร
รถหรูวิ่งด้วยความเร็วคงที่ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงเมื่อถึงที่หมาย หล่อนเลี้ยวเข้าบ้านบวรวัฒน์กิจซึ่งมีคนคอยเปิดเมื่อเธอบีบแตรไปเมื่อครู่
“ถึงบ้านแล้วค่ะ พี่ภู ตื่นเถอะ”
“อืม ไม่ชวนเข้าบ้านนะดึกแล้ว ขอบใจ” เขาพูดเสียงห้วนติดความเย็นชา เปิดประตูพรวดแล้วก้าวลงจากรถโดยไม่สนอีกฝ่ายจะทำสีหน้าแบบไหน ไม่แม้จะหันมามองเธอด้วยซ้ำ
“ฝันดีนะคะ” บอกอีกคนที่เดินหายเข้าไปในตัวบ้านเสียงเบาหวิวคล้ายพึมพำกับตัวเองมากกว่า สายตายังคงจดจ้องแผ่นหลังที่กำลังหายลับเมื่อเขาเดินผ่านกรอบประตู หล่อนถอนหายใจเบาๆ ก่อนตัดสินใจกลับบ้านแต่โดยดีทั้งๆ ที่ในใจหมายมาดจะขอเข้าไปคุยกับเขาสักหน่อย แต่กลับโดนไล่ทั้งๆ ที่รถยังจอดไม่สนิทด้วยซ้ำ เอาเถอะ ไล่เธอไปได้แค่ตอนนี้แหละ อีกหน่อยเธอกับภูวดลก็
คงได้อยู่ด้วยกันอีกนาน
เพียงแค่คิดก็ทำให้หล่อนยิ้มได้ในที่สุด
