บทที่ 6

มุมมองของแม็กซ์

มีบางอย่างไม่ถูกต้อง ผมรู้สึกได้...แม่ไม่มารับพวกเราเหมือนเคย

“แม็กซ์ กินแซนด์วิชสิ” มอร์แกนพูดพลางเลื่อนจานเข้ามาใกล้ผม

ผมส่ายหน้า “ผมต้องโทรหาแม่”

มอร์แกนถอนหายใจ “แม่ยังอยู่ที่โรงเรียนน่ะ เดี๋ยวท่านก็มารับแล้ว”

ลิลลี่กำลังเล่นกับตุ๊กตาของเธอในห้องนั่งเล่นและฮัมเพลงอย่างมีความสุข เธอยังไม่รู้สึกถึงมัน แต่ผมรู้สึกได้ แม่กำลังตกอยู่ในอันตราย

“ผมขอยืมโทรศัพท์หน่อยได้ไหมครับ” ผมถาม

“แค่สายเดียวนะ โอเคไหม”

ผมกดเบอร์โรงเรียนที่แม่เคยให้ท่องจำ หลังจากเสียงสัญญาณดังสามครั้ง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งรับสาย

“โรงเรียนประถมและอนุบาลไวลด์วูดค่ะ มีอะไรให้ช่วยคะ”

“สวัสดีครับ ผมโทรมาถามเรื่องคุณวินเทอร์ครับ เธอยังอยู่ที่นั่นหรือเปล่าครับ” ผมพยายามทำเสียงให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

“คุณวินเทอร์เหรอคะ ขอเช็กสักครู่นะคะ...เธอออกไปเมื่อประมาณครึ่งชั่วโมงที่แล้วค่ะ”

ผมใจหายวาบ “เธอไปคนเดียวหรือเปล่าครับ”

“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าใครโทรมาคะ”

ผมวางสายโดยไม่ตอบ มอร์แกนมองผมด้วยความเป็นห่วง

“แม็กซ์ เป็นอะไรไป”

ผมไม่ตอบพลางเลื่อนตัวลงจากเก้าอี้และคว้ากระเป๋าเป้ แล็ปท็อปของมอร์แกนวางอยู่บนโต๊ะกาแฟ ภายในไม่กี่นาที ผมก็แฮกรหัสผ่านของเธอและเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนได้

“แม็กซ์! ทำอะไรน่ะ” มอร์แกนชะโงกหน้าข้ามไหล่ผมมาดู

“หาแม่” ผมพึมพำ นิ้วของผมรัวอยู่บนคีย์บอร์ด

ภาพจากกล้องวงจรปิดปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ผมกรอภาพช่วงบ่ายไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และหยุดเมื่อเห็นแม่ถูกชายร่างใหญ่ในชุดสูทสองคนคุมตัวไป ข้างหลังพวกเขาคือชายร่างสูงในชุดสูทราคาแพง ใบหน้าของเขาแข็งกระด้างราวกับหิน

“เขาคนนั้น” ผมกระซิบ

มอร์แกนอ้าปากค้าง “ริชาร์ดเหรอ พระเจ้า”

ผมหันไปหาเธอ หัวใจเต้นระรัว “พี่มอร์แกน ช่วยผมด้วย ผู้ชายคนนั้นจับตัวแม่ผมไป”

“ไม่ต้องห่วงนะแม็กซ์ เดี๋ยวพี่จะไปรับแม่ของเธอกลับมาเอง เธอกับลิลลี่รออยู่ที่บ้านนะ โอเคไหม” เธอบอกให้ผมสบายใจ

ผมพยักหน้า มองดูมอร์แกนคว้ากุญแจแล้วออกจากบ้านไป

ผมต้องรู้ให้มากกว่านี้ ผมเจอข้อมูลเกี่ยวกับชายคนนั้นในฐานข้อมูลของโรงเรียน พร้อมกับลูกสาวของเขาที่เพิ่งลงทะเบียนเรียน

เด็กผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนลิลลี่ชื่อเคธี่ และดวงตาของผู้ชายคนนั้นก็ค่อนข้างคล้ายกับของผมเวลาที่มองกระจก บางครั้งผมเห็นแม่ร้องไห้ตอนมองเสื้อผ้าเด็กอ่อน การคาดเดาที่อาจหาญก็ก่อตัวขึ้นในใจผม

ผมส่ายหัว ปัดความคิดอื่น ๆ ทิ้งไป ตอนนี้การช่วยแม่คือสิ่งสำคัญที่สุด

ผมหาเจอว่าแม่ถูกจับตัวไปไว้ที่ไหนผ่านกล้องวงจรปิด

ผมหยิบโทรศัพท์บ้านขึ้นมาโทรหามอร์แกน บอกเธอว่าแม่ของผมถูกจับตัวไปไว้ที่ไหน หลังจากที่เธอรู้ที่อยู่ เธอก็บอกให้ผมสบายใจสั้น ๆ แล้ววางสายไป

สิ่งที่ตามมาคือการรอคอยอันยาวนาน แต่หลังจากผ่านไปสองชั่วโมงก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไร ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหามอร์แกนอีกครั้งอย่างร้อนรน แต่คราวนี้เธอไม่รับสาย โทรไปหลายครั้งติดต่อกันก็ไม่มีคนรับสาย

ผมไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว ผมต้องไปช่วยแม่ด้วยตัวเอง ผมเดินไปหาลิลลี่

“ลิลลี่ ไปหาแม่กันนะ” ผมมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา แม้จะไม่แน่ใจว่ามันจะได้ผลหรือไม่ก็ตาม

“โอเคค่ะ แม่หายไปนานแล้ว หนูคิดถึงแม่” ลิลลี่พูดพลางทำปากยื่น

“งั้นเราไปหาแม่ด้วยกันเถอะ” ผมจูงมือลิลลี่ออกจากบ้านของมอร์แกน แล้วเรียกแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังโรงแรม

ผมเห็นรถเก๋งสีดำคันนั้นในลานจอดรถของโรงแรม ตรงตำแหน่งที่อุปกรณ์ติดตามของผมแสดงไว้พอดี รถคันเดียวกับที่พาแม่ไปจากโรงเรียน หัวใจผมเต้นโครมครามอยู่ในอกขณะที่กุมมือของลิลลี่แน่นขึ้น

“พี่แม็กซ์ แม่อยู่ที่นี่เหรอ” ลิลลี่กระซิบถาม ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ใช่” ผมพยายามทำเสียงให้กล้าหาญกว่าที่รู้สึก “เราจะเข้าไปตามหาแม่กัน”

ผมไม่เคยเข้ามาในสถานที่หรูหราขนาดนี้มาก่อน แต่ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อชื่นชมสถาปัตยกรรม ผมมาเพื่อช่วยแม่

“อยู่ใกล้ๆ พี่ไว้นะ แล้วก็ทำตามที่พี่บอก” ผมกระซิบกับลิลลี่ขณะที่เราเดินผ่านประตูหมุนเข้าไปในล็อบบี้ที่ส่องประกายแวววาว ระหว่างนั่งรถแท็กซี่มา ผมได้ศึกษาผังโรงแรมจากแท็บเล็ตของผมแล้ว

พนักงานต้อนรับซึ่งเป็นหญิงสาวที่รวบผมหางม้าไว้อย่างเรียบร้อยเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเราเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ผมต้องเขย่งปลายเท้าเพื่อจะมองข้ามเคาน์เตอร์ไปได้

“ขอโทษนะครับคุณ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ผมกำลังตามหา—”

ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเธอมองจ้องไปที่ลิลลี่ “คุณหนูแบล็กวู้ดเหรอคะ” เธออุทาน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสน “ลงมาทำอะไรข้างล่างคะนี่ เมื่อกี้เพิ่งจะขึ้นไปห้องอาหารกับผู้ช่วยไม่ใช่เหรอคะ”

ผมตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะก่อนที่สมองจะเริ่มทำงาน นี่เป็นเรื่องไม่คาดฝัน แต่ก็สมบูรณ์แบบ พวกเขาคิดว่าลิลลี่คือเคธี่

“หนู เอ่อ...” ลิลลี่เริ่มพูด พลางมองมาที่ผมอย่างประหม่า

“เราพลัดหลงกันน่ะครับ” ผมแทรกขึ้นอย่างราบรื่น “เมื่อกี้คุณบอกว่าพวกเขาไปห้องอาหารไหนนะครับ”

“ชั้นสี่ค่ะ” เธอตอบ ทั้งที่ยังดูสับสน “ให้ดิฉันพาขึ้นไปส่งไหมคะ”

“ไม่ต้องครับ” ผมรีบตอบ “เราไปกันเองได้ ขอบคุณครับ”

ขณะที่เราเดินไปทางลิฟต์ ผมกระซิบกับลิลลี่ “จำตอนที่เราซ้อมละครของโรงเรียนได้ไหม ให้ทำเหมือนว่ากำลังแสดงเป็นตัวละครตัวหนึ่ง”

“เหมือนตอนที่หนูเล่นเป็นเจ้าหญิงเหรอ” ลิลลี่ถาม

“ประมาณนั้น แต่ยิ้มน้อยหน่อย” ผมแนะนำ “พยายามทำหน้า...เบื่อๆ ทุกอย่างเข้าไว้”

ประตูลิฟต์ปิดลง และผมก็กดปุ่มไปที่ชั้นสี่

ห้องอาหารนั้นหรูหรา มีผ้าปูโต๊ะสีขาวและแก้วคริสตัลที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ใต้โคมไฟระย้า ผมเห็นเคธี่ทันที เธอนั่งตัวตรงสง่างามอยู่ที่โต๊ะมุมห้องกับชายในชุดสูทสีดำ

“นั่นไง” ผมกระซิบ พลางดึงลิลลี่มาหลบอยู่หลังกระถางต้นไม้ใหญ่

ลิลลี่ชะโงกหน้ามองลอดใบไม้ออกไป “เคธี่นี่นา!”

“ชู่ว์!” ผมปราม พลางสังเกตเคธี่อย่างละเอียด เธอนั่งหลังตรงเป๊ะ วางมือประสานกันบนตัก สวมชุดกระโปรงสีน้ำเงิน ไม่เหมือนดวงตาที่อบอุ่นของลิลลี่ ดวงตาของเธอดูเย็นชาและห่างเหิน เธอดูเหมือนผู้ใหญ่ตัวจิ๋ว ไม่เหมือนน้องสาวผู้ร่าเริงของผมเลยสักนิด

“อีธาน เมื่อไหร่เราจะกลับไฮแลนด์เอสเตท” เคธี่ถาม

“ทันทีที่การรักษาของคุณพ่อเสร็จสิ้นที่นี่ครับ เคธี่” อีธานตอบ

“ผู้หญิงคนนั้นมาที่นี่เพื่อช่วยคุณพ่อเหรอ” เคธี่ถาม

อีธานดูประหลาดใจกับคำถามนั้น “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ คุณพ่อต้องการเธอ”

คำพูดต่อมาของเคธี่ทำให้ผมตกใจ “งั้นก็บอกให้ท่านทำดีๆ กับเธอด้วยสิ”

“ทำไมล่ะครับ” อีธานถามอย่างระมัดระวัง

“ก็เพราะคุณพ่อเอาแต่หงุดหงิดตลอดเวลา และถ้าเธอมาช่วยท่าน ท่านก็ควรจะทำดีๆ ด้วย” น้ำเสียงของเคธี่เรียบเฉยเหมือนกำลังอธิบายเรื่องที่เห็นๆ กันอยู่

ผมรู้สึกโกรธขึ้นมานิดๆ ผู้ชายคนนี้พรากแม่ไปทั้งที่แม่ไม่เต็มใจ แล้วยังมาทำตัวแย่ๆ กับแม่อีกเหรอ

“มานี่” ผมกระซิบบอกลิลลี่ “พี่มีแผนแล้ว”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป