บทที่ 2 ตอนที่ 1 : สวรรค์ลวงในนรกร้าย [18+]

ตอนที่ 1 : สวรรค์ลวงในนรกร้าย [18+]

“พ่อจะขายเชอร์รีนให้คนน่ากลัวแบบนั้นจริงๆ หรือคะ”

น้ำเสียงสั่นพร่าเอ่ยถาม พลางทอดสายตามองบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาแท้ๆ ซึ่งเวลานี้เมามายจนแทบประคองสติไม่อยู่ ทั้งที่ลึกๆ ในใจพอจะคาดเดาคำตอบได้เด่นชัด ทว่าหัวใจดวงน้อยกลับดื้อดึงขอกระทุ้งถามให้รู้ดำรู้แดงกึ่งประชดประชันโชคชะตา นึกย้อนไปกี่คราความช้ำชอกก็หลั่งไหล... มีสักกี่ครั้งกันที่เธอต้องแอบเร้นมานั่งร้องไห้เงียบๆ เพราะรสชาติความรุนแรงของชายตรงหน้า ชายที่มักจะลงไม้ลงมือตบตีมารดาและตัวเธอเป็นประจำราวกับพวกเธอไม่ใช่สายเลือด

“มึงจะถามในเรื่องที่รู้อยู่แล้วทำไมวะ รำคาญฉิบหาย! พวกมึงสองคนแม่ลูกทำตัวน่ารำคาญพอกันเลย!”

คนเมาตวาดลั่นอย่างหัวเสีย ก่อนจะพาลพาโลหันไปถลึงตาใส่ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ซึ่งเด็กสาวรู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อนี้ดีว่า หากเธอยังดึงดันต่อปากต่อคำ เรื่องราวคงไม่จบลงง่ายๆ และบทสรุปสุดท้ายคงหนีไม่พ้นร่างของผู้เป็นแม่ที่ต้องมารับแรงกระแทกจากฝ่ามือแทนเธอ ร่างบางจึงเลือกที่จะกลืนก้อนความขมขื่นและคำทัดทานทั้งหมดลงคอไป ยอมสยบให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องแคบๆ อีกครั้ง

มือเรียวเล็กเริ่มเก็บงำอาภรณ์ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบเก่า น้อมรับอนาคตอันมืดมนของตนเองพลางลอบระบายลมหายใจทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งหญิงสูงวัยไม่อาจทนดูความร้าวรานของลูกสาวฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป จึงก้าวเท้าเข้ามาหาด้วยความทรมานใจ

“เชอร์...”

น้ำเสียงสั่นเครือของมารดา ผสานกับแววตาหม่นแสงที่ทอดมองมาพร้อมหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า มันช่างเป็นภาพที่บีบคั้นหัวใจคนเป็นลูกยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้... เชอร์รีนจึงมักสวมหน้ากากแห่งความแข็งแกร่งเอาไว้เสมอเพื่อไม่ให้บุพการีต้องจมอยู่กับความกังวลจนเกินไป นิสัยไม่ยอมหักไม่ยอมงอจึงหล่อหลอมกลายเป็นเกราะกำบังตัวเธอไปโดยยาย

“แม่ไม่ต้องคิดมากนะคะ หนูอยู่ได้... แล้วหนูจะหาทางมาเยี่ยมแม่บ่อยๆ นะ”

ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มปลอบประโลม กัดกรามแน่นเพื่อกักเก็บหยาดน้ำตาเอาไว้สุดกำลัง หากเธอล้มพับหรือแสดงความอ่อนแอออกมาตอนนี้ คนเป็นแม่คงต้องแบกรับความรู้สึกผิดไปจนตาย เธอต้องอดทน... อดทนให้ถึงที่สุด

เด็กสาวร่ำลามารดาด้วยท่าทีผ่อนคลายคล้ายไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล ทว่าภายในอกกลับหนักอึ้งราวกับมีหินผามาบดทับ เรือนร่างอ้อนแอ้นพาตัวเองก้าวขึ้นไปนั่งบนรถยนต์คันหรูหราที่ผู้ทรงอิทธิพลส่งมารับ แม้ตัวเธอจะไร้ความรู้เรื่องยวดยานพาหนะ แต่ความโอ่อ่าและระดับราคาของมันก็เดาได้ไม่ยากเลยว่า ชายผู้มารับตัวเธอไปนั้นมั่งคั่งเพียงใด

.

เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หลังโตหรูหราพร้อมกระเป๋าเดินทางใบย่อม บุคคลที่ยืนรอต้อนรับอยู่กลับไม่ใช่เจ้าของบ้าน ทว่ากลับเป็นบุตรชายทั้งสองคนของเขา เนื่องจากคนระดับ ‘เจ้าพ่อ’ ไม่มีวันสละเวลาลงมาทำเรื่องหยุมหยิมต้อนรับเมียขัดดอกด้วยตนเองเด็ดขาด และเขาก็ยื่นคำขาดให้เธอเรียกขานเขาด้วยสรรพนามนั้น แม้ว่าในทางพฤตินัยเธอจะเข้ามาอยู่ในฐานะภรรยาแต่งก็ตาม

“สวัสดีครับผมชื่อ วาคิน แล้วนั่นก็วายุ... น้องชายของผม”

แวบแรกที่สายตาสบประสาน เชอร์รีนลอบประเมินในใจว่าพวกเขาน่าจะมีวัยรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ใบหน้าของสองหนุ่มหล่อเหลาราวกับเทพบุตรจุติลงมา ซึ่งข้อนี้เธอไม่คิดปฏิเสธ เพราะตัวเจ้าพ่อเองก็จัดว่าเป็นบุรุษที่มีรูปสมบัติงดงามไม่แพ้ใคร

หากแต่สิ่งที่ต่างคือแววตา... สายตาของ ‘พี่ชายคนโต’ เต็มไปด้วยกระแสความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างปิดไม่มิด ทว่า ‘คนรอง’ อย่างวายกลับใช้สายตาคมกริบกวาดมองและเหยียดหยามเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ทว่าเวลานี้เธอเหนื่อยล้าเกินกว่าจะนำเอาสายตาของใครมาคิดให้รกสมอง ร่างบางทำเพียงเอ่ยคำขอบคุณแผ่วเบา ก่อนจะขอตัวแยกย้ายเข้าห้องนอนเพื่อจัดเก็บสิ่งของและพักผ่อนทางกาย

คฤหาสน์ของเจ้าพ่อกว้างขวางและเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ตลอดระยะเวลาร่วมสัปดาห์ที่เชอร์รีนย้ายเข้ามาพำนัก ชีวิตของเธอราบรื่นจนน่าใจหาย แทบไม่ต้องหยิบจับงานหนักใดๆ ทั้งยังสามารถเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยได้ตามปกติโดยที่ผู้ปกครองคนใหม่ไม่ได้ตั้งแง่รังแก เด็กสาวเริ่มชะล่าใจและปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตใหม่ที่ดูราวกับว่ากำลังลอยล่องอยู่บนสรวงสวรรค์

ทว่า... ในค่ำคืนที่เขาเดินทางกลับมาถึงบ้าน เชอร์รีนถึงได้ตระหนักรู้อย่างถ่องแท้ว่า คำว่าสวรรค์สำหรับผู้หญิงอาภัพอย่างเธอนั้น... มันไม่มีอยู่จริง

ครืด...

เสียงบานประตูห้องนอนถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมความเงียบสงัด เชอร์รีนสะดุ้งตื่นจากภวังค์นิทรา ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟสลัวที่หัวเตียง นัยน์ตาคู่สวยเหลือบมองตัวเลขบนนาฬิกาข้างฝาซึ่งบ่งบอกเวลาประหนึ่งลางร้าย... 01.30 น.

กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกคละคลุ้งลอยนำมาก่อนตัวเสียอีก ร่างบางได้กลิ่นคาวน้ำเมาเด่นชัดตั้งแต่เขายังก้าวไม่พ้นขอบประตู และเมื่อร่างสูงใหญ่ของหนุ่มใหญ่วัย 48 ปีสืบเท้าเข้ามาใกล้ เขาก็ไม่คิดจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำพร่ำเพรื่อ มือหนาขยับเข้ามากระชากชุดนอนผ้าบางของเชอร์รีนจนขาดวิ่นอย่างแรงกล้า ไร้ซึ่งความปรานีดึงดันให้เรือนร่างนวลลอออวดสายตาคนตรงหน้าโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ยินยอมพร้อมใจเลยสักนิด

“จุ๊... จุ๊... จุ๊ เธอนี่มันน่ากินไปทั้งตัว อย่างที่ฉันคิดไว้ไม่มีผิด”

นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองเรือนร่างเปลือยเปล่าจากหัวจรดเท้าด้วยความหิวกระหาย ก่อนจะส่งเสียงเดาะลิ้นพึมพำในลำคอราวกับเจออาหารอันโอชะ

“นะ... นี่คุณจะทำอะไรคะ คุณเมามากแล้วนะเจ้าพ่อ เชอร์ว่า...”

เด็กสาวประท้วงเพียงแค่นั้นจริงๆ ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นกลับจุดชนวนโทสะของจอมบงการให้อัตคัดความอดทน

เพียะ!

ฝ่ามือหนาฟาดลงบนใบหน้าขาวนวลอย่างเต็มแรงจนหน้าหัน ความเจ็บแสบแล่นริ้วขึ้นมาทันควัน

“มึงอย่าพูดมาก! กูไม่ชอบคนปากดี หน้าที่ของเมียก็นอนแบให้กูเอาดีๆ!”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดตวาดลั่น ใบหน้าคมคายฉายแววหงุดหงิดดุดัน พร้อมกับฝ่ามือใหญ่ที่ง้างค้างไว้กลางอากาศคล้ายคอยท่าจะซ้ำเติมอีกหน

อึก...

เชอร์รีนกลืนก้อนสะอื้นลงคอ เม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด พยายามระงับอารมณ์และยอมสงบนิ่งลงแต่โดยดีเพื่อรักษาชีวิต

เรียวขางามถูกมือหนาจับแยกออกจากกันอย่างไร้ความอ่อนโยน ก่อนที่เขาจะจัดการปลดเปลื้องปราการส่วนตัว เผยให้เห็นแกนกายใหญ่โตอวบหนาจนดูน่ากลัว เด็กสาวมองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทว่าต้องทำใจดีสู้เสือ เพราะหากขัดขืน... สิ่งที่ได้รับกลับมาอาจไม่ใช่แค่รอยฝ่ามือ

มือใหญ่รวบจับแกนกายชักรูดเพียงไม่กี่ครั้งเพื่อเตรียมความพร้อม

ปึก! พรวด!

“กรี๊ดดดดดด!”

สติสัมปชัญญะของเชอร์รีนแทบดับวูบและเลือนรางลงในทันที ยามเมื่อแท่งเนื้อขนาดมหึมาบุกทะลวงกระแทกกระทั้นเข้ามาในร่องสวาทที่ปิดสนิท... ช่องทางรักที่ไม่เคยมีชายใดรุกล้ำกรายมาก่อน ยิ่งซ้ำร้าย ความดุดันเดือดพล่านนั้นกลับปราศจากน้ำหล่อลื่นใดๆ คอยชโลม เนื่องจากเขาไม่ได้คิดจะเล้าโลมหรือทะนุถนอมเธอเลยแม้แต่น้อย ร่างเล็กกรีดร้องครางโหยหวนด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวปานจะขาดใจ เสียงหวานสั่นระรัวดังก้องไปทั่วห้องนอนที่เคยเงียบสงบ

“เชี่ย... แน่นฉิบ! นี่เธอยังไม่เคยผ่านมือใครมางั้นเหรอวะ?!”

เจ้าพ่อหนุ่มใหญ่สบถอุบ สายตาคมดุดันจ้องมองใบหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเผือด ได้แต่ทอดร่างหายใจรวยรินอย่างบอบช้ำอยู่บนเตียงกว้างอันโหดร้าย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป