บทที่ 10 บทที่ 3 ของแทนใจ - 25%
นฤบดินทร์เดินเข้าไปยืนขนาบข้างพราวนภาแต่สายตาจดจ้องอยู่ที่เพื่อนชายของเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะมองเลยไปที่หญิงสาวโดยไม่พูดอะไร เขาอยากรู้ว่าพราวนภาจะแนะนำเขาให้เพื่อนของเธอรู้จักหรือไม่ และจะแนะนำว่าเขาเป็นพี่ชายข้างบ้านหรือว่าน้าชาย เพราะกับกลุ่มเพื่อนสาวคนสนิทของเธอที่เคยพากันมาให้เขาติวคณิตศาสตร์ให้ พราวนภาแนะนำว่าเขาคือพี่ชายข้างบ้าน
พราวนภาหันมายิ้มให้เขาก่อนจะพูดกับเพื่อนชายคนนั้นว่า “บีม นี่น้าเราเอง น้าดินนี่บีมค่ะ เรียนที่เดียวกับพราวแต่คนละห้อง”
บีมยิ้มพร้อมกับยกมือไหว้นฤบดินทร์ แต่ชายหนุ่มไม่ได้รับไหว้ เขาแค่พยักหน้าให้เล็กน้อยเท่านั้น แม้กระทั่งรอยยิ้มบาง ๆ ก็ไม่มี ซึ่งความเย็นชานิ่งเฉยของเขาแบบนี้พราวนภาคุ้นเคยดีอยู่แล้วจึงไม่ได้ใส่ใจ หากแต่คนที่เพิ่งเคยเจอครั้งแรกอย่างบีมนั้นถึงกับวางหน้าไม่ถูก เพราะเขารู้สึกได้ถึงความเป็นปรปักษ์จากอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
“งั้นเราไปก่อนดีกว่าเดี๋ยวพวกนั้นมันจะรอ เจอกันตอนเปิดเทอมนะพราว” บีมยิ้มทำท่าจะผละจากไป แต่แล้วเขาก็เดินกลับมาอีกครั้งแล้วพูดกับพราวนภาด้วยท่าทางขัดเขินระคนไม่มั่นใจว่า
“คืนนี้เราขอโทร. หาพราวนะ”
พราวนภางุนงงที่จู่ ๆ อีกฝ่ายบอกว่าจะโทรศัพท์มาคุยด้วย แต่เธอจำได้ว่าไม่เคยให้เบอร์ส่วนตัวกับเพื่อนคนนี้จึงได้แต่พยักหน้าส่ง ๆ ไป ซึ่งหลังจากที่หญิงสาวพยักหน้าให้ บีมก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจก่อนจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นก็ยังหันหน้ามามองพราวนภาด้วยรอยยิ้มอยู่เป็นระยะ
นฤบดินทร์มองเหตุการณ์ทุกอย่างตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย หากแต่ในใจนั้นรู้สึกเหมือนมีคลื่นระลอกใหญ่สาดซัดถาโถมอยู่ข้างในจนปั่นป่วนไปทั้งช่องอก
เธอแนะนำกับหมอนั่นว่าเขาคือน้าชาย อีกทั้งยังเรียกเขาว่าน้าอีกด้วย
น่าแปลกที่ก่อนหน้านี้เขาพร่ำบอกให้พราวนภาเรียกเขาว่าน้าอยู่หลายครั้ง แต่เธอไม่เคยเอ่ยปากเรียกแม้แต่ครั้งเดียว ทว่ามาวันนี้พอได้ยินเธอเรียกว่าน้าตามที่เขาเคยต้องการ เขากลับรู้สึกไม่คุ้นชินและฟังขัดหูอย่างบอกไม่ถูก
“ว่าไง ตกลงถูกใจอันไหนบ้าง” เขาพูดพลางหยิบกล่องดนตรีชิ้นหนึ่งขึ้นมาและลองไขลานเพื่อฟังเพลง
“ถูกใจไปหมดเลยพี่ดิน เห็นอันไหนก็อยากได้กลับบ้านไปหมดมีแต่น่ารักทั้งนั้นเลย” พราวนภาหยิบสโนว์โกลบอันหนึ่งขึ้นมา ในลูกแก้วใสนั้นมีหมีเท็ดดี้สองตัวนั่งกอดหัวใจดวงเดียวกันใต้ต้นไม้
ชายหนุ่มหันไปมองหน้าเธอพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอกแล้วพูดว่า
“ไม่เรียกน้าแล้วหรือ”
พราวนภาหันมายิ้มจนแก้มบุ๋ม เขาเห็นแล้วอยากใช้นิ้วจิ้มลักยิ้มนั่นแต่ก็ต้องหักห้ามใจไว้
“แล้วพี่ดินอยากให้พราวเรียกอะไรล่ะ น้าดินหรือพี่ดิน” เธอเขย่งยืนบนปลายเท้าเพื่อให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับเขา แต่ทว่าก็ยังเตี้ยกว่าอยู่ดี ชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของพราวนภา แววตาของเธอยังเจือความรู้สึกอ่อนหวานที่มีต่อเขาอยู่ จึงตอบไปว่า
“ก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าอยากให้เรียกว่าอะไร ยังจะถามอีก”
พราวนภายู่หน้าใส่เขา “ไม่เอา จะเรียกพี่ดินอย่างนี้แหละไม่ยอมเปลี่ยนหรอก”
นฤบดินทร์ลอบยิ้ม เห็นชัดเลยว่าเมื่อครู่นี้หญิงสาวแค่จงใจอยากแกล้งเขาเล่นเท่านั้นเอง ถึงได้แนะนำว่าเขาเป็นน้ากับเพื่อนที่โรงเรียน
“อยากได้ชิ้นไหนบ้างก็บอกพนักงานเขาละกัน แล้วตอนจะจ่ายเงินก็โทร. มาเรียกน้านะ” พูดจบ ชายหนุ่มก็ทำท่าจะผละจากไป แต่พราวนภาเอื้อมไปคว้าข้อมือของชายหนุ่มได้ก่อน
“พี่ดินจะไปไหน”
นฤบดินทร์บุ้ยหน้าไปทางด้านขวามือแล้วตอบว่า “จะไปซื้อกาแฟกินสักหน่อย เราจะเอาอะไรรึเปล่า”
พราวนภาส่ายหน้าพร้อมกับปล่อยข้อมือของเขาให้เป็นอิสระ “ไม่เอาค่ะ งั้นพราวเดินดูของในงานรอพี่นะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินออกจากลานกิจกรรมไปโดยมีสายตาของหญิงสาวมองตามหลังไปตลอดจนกระทั่งร่างสูงโปร่งของนฤบดินทร์กลืนหายไปกับกลุ่มคนแล้ว เธอจึงเดินเลือกสินค้าในงานต่อ
นฤบดินทร์ไม่ได้แวะร้านกาแฟอย่างที่บอก แต่ชายหนุ่มขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นสามของห้างสรรพสินค้าโซนพลาซ่า จากนั้นก็ก้าวยาว ๆ ไปยังร้านขายของสะสม และของประดับตกแต่งบ้านร้านหนึ่ง
เขาเสิร์ชเจอร้านนี้โดยบังเอิญจากอินเทอร์เน็ตเมื่อปลายปีที่แล้ว เพราะตั้งใจจะหากล่องดนตรีสวย ๆ สักชิ้นให้พราวนภา ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีหมีเท็ดดี้เป็นส่วนประกอบหลัก และร้านนี้ก็มีของสะสม และของหายากจากทั่วทุกมุมโลกมาจำหน่าย ตอนนั้นเขาถูกใจกล่องดนตรีชิ้นหนึ่งเป็นรูปหมีเท็ดดี้ผู้หญิงกับผู้ชาย ตัวผู้หญิงนั่งอ่านหนังสืออยู่บนชิงช้า และตัวผู้ชายถือช่อดอกไม้ยืนอยู่ ตรงกลางระหว่างหมีทั้งสองตัวมีสโนว์โกลบอันเล็กตั้งไว้ ในลูกแก้วนั้นเป็นดอกไม้รูปหัวใจราวกับว่าดอกไม้นั้นเป็นตัวแทนของความรักที่ทั้งคู่ร่วมกันปลูกขึ้นมา
แค่เห็นเพียงครั้งแรกก็รู้สึกถูกใจ นฤบดินทร์จึงรีบโทรศัพท์ไปติดต่อขอซื้อทันที ทว่าน่าเสียดายที่กล่องดนตรีชิ้นนั้นถูกขายไปแล้ว
โชคดีที่ทางร้านรับปากว่าจะเสาะหามาให้ แต่ไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ว่าจะมีเมื่อไร ดังนั้นชายหนุ่มจึงได้แต่รอ กระทั่งในที่สุดเจ้าของร้านก็โทรศัพท์มาบอกเขาเมื่อวานว่าได้สินค้ามาแล้ว จึงอยากให้เขาเข้าไปดูที่ร้านว่าพอใจกับสินค้าหรือไม่
เมื่อนฤบดินทร์เปิดประตูเข้าไปในร้านก็เห็นพนักงานสาวคนหนึ่งกำลังจัดเรียงสินค้าบนตู้โชว์จึงแจ้งกับอีกฝ่ายว่า
“สวัสดีครับ คุณรุจให้ผมมาดูกล่องดนตรีน่ะ”
เมื่อพนักงานคนนั้นหันมาก็นึกขึ้นได้ว่าเป็นสินค้าชิ้นไหนเพราะมีลูกค้าเพียงคนเดียวที่รอสินค้าเป็นกล่องดนตรี
“รอสักครู่นะคะ ดิฉันจะนำออกมาให้ดูค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ ระหว่างรอเขาจึงมองไปรอบร้านด้วยความสนใจ เพราะร้านนี้มีแต่ของสะสมแปลกตา ไม่ว่าจะเป็นของเล่น รูปปั้น งานฝีมือ ของตั้งโชว์ต่าง ๆ และโดยส่วนใหญ่จะมีแค่อย่างละหนึ่งชิ้นเท่านั้น จึงไม่แปลกที่ราคาของแต่ละชิ้นจะมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสน
กล่องดนตรีที่เขาซื้อให้พราวนภาก็เช่นกัน ชิ้นนี้ราคาเกือบสามหมื่นบาทเพราะหายาก และผลิตมาตั้งแต่ปี 1999
คนอื่นอาจมองว่าเขาใช้เงินมือเติบซื้อของเล่นไร้สาระชิ้นเดียวตั้งหลายหมื่น แต่สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรที่แพงเกินไป หรือถูกเกินไปหากสินค้านั้นมีคุณค่าทางจิตใจ และสามารถเป็นตัวแทนของความทรงจำที่เรามีร่วมกับใครอีกคน
“เชิญค่ะคุณลูกค้า” พนักงานวางกล่องไม้ใบหนึ่งลงบนเคาน์เตอร์ จากนั้นก็ปลดสลักตัวล็อกทั้งสี่ด้านออกจนกระทั่งแผ่นไม้แต่ละด้านเอนราบไปกับพื้น
ในที่สุดกล่องดนตรีขนาดเจ็ดคูณเจ็ดนิ้วก็ปรากฏสู่สายตา วัสดุทำจากเรซิ่นทั้งหมด แต่น้ำในลูกแก้วเริ่มมีสีเหลืองเล็กน้อย ทว่าสภาพโดยรวมก็ถือว่าสินค้าชิ้นนี้สมบูรณ์มาก
“แต่ทางร้านต้องขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าเพลงมันจะเล่นได้ไม่ค่อยดีนัก คือมันมีติดขัดบ้างค่ะ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าอยากเปลี่ยนกล่องเพลงข้างในเป็นอันใหม่ไหมคะ”
นฤบดินทร์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ “ถ้าจะเปลี่ยนนี่ผมสามารถเลือกเพลงเองได้ไหมครับ”
“เลือกได้ค่ะ แต่การเปลี่ยนกล่องเพลงใหม่และใช้เพลงที่ลูกค้ากำหนดจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มนะคะ” พนักงานยิ้มอย่างเกรงใจ
“ไม่มีปัญหาครับ เรื่องราคาผมไม่เกี่ยง ว่าแต่จะใช้เวลาประมาณกี่วันครับ ภายในกลางเดือนหน้าจะเสร็จทันให้ผมรึเปล่า เพราะผมจะใช้ช่วงนั้น” เพราะตอนนั้นเขาต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้ว
พนักงานสาวดูไม่ค่อยแน่ใจนักจึงไม่กล้ารับปาก “คุณลูกค้ารอสักครู่นะคะ ขอดิฉันโทรศัพท์ไปสอบถามกับผู้จัดการก่อนค่ะ”
