บทที่ 11 บทที่ 3 ของแทนใจ - 50%

นฤบดินทร์พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ระหว่างที่รอให้พนักงานปรึกษากับผู้จัดการ ชายหนุ่มจึงจับแผ่นไม้ที่วางรองกล่องดนตรีหมุนไปช้า ๆ เพื่อดูสินค้าให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง มุมปากของเขายกขึ้นยิ้มด้วยความพอใจที่กล่องดนตรีชิ้นนี้ดูดีกว่าที่คิดไว้มากนัก

“ไม่มีปัญหาค่ะคุณลูกค้า เสร็จทันกลางเดือนหน้าแน่นอน”

“ดีครับ จริงสิ ถ้าผมจะรบกวนช่วยเปลี่ยนน้ำในลูกแก้วให้ด้วยได้ไหมครับ เพราะน้ำในนี้มันออกเหลืองแล้ว” เขาชี้ไปที่โกลบ และเชื่อว่าทางร้านต้องมีบริการนี้ด้วยแน่นอนเพราะสโนว์โกลบหลายลูกที่วางโชว์อยู่ในตู้อีกฝั่งนั้น ส่วนใหญ่น้ำในลูกแก้วจะใสราวกับของใหม่ ทั้งที่สินค้าเหล่านั้นเป็นของมือสองทั้งหมด และน่าจะมีอายุหลายปีแล้ว

“ยินดีค่ะ ความจริงทางร้านเราจะเปลี่ยนน้ำให้ลูกค้าก่อนส่งมอบอยู่แล้วค่ะ เดี๋ยวรบกวนคุณลูกค้าเขียนชื่อเพลงที่อยากได้ไว้ในเอกสารให้ด้วยนะคะ ถ้าเป็นไปได้ขอชื่อคนร้องด้วยก็ดีค่ะ” พนักงานสาววางเอกสารการจองสินค้าไว้ให้ตรงหน้าพร้อมกับปากกาหนึ่งด้าม

“โอเคครับ” ชายหนุ่มก้มลงอ่านข้อความในเอกสารครู่หนึ่งก่อนหยิบปากกามาเซ็นชื่อตัวเองลงไป จากนั้นก็เขียนชื่อเพลงที่ต้องการเอาไว้ในช่องหมายเหตุ

...เพลงขอเป็นตัวเลือก วงกะลา...

พราวนภาเดินดูสินค้าที่เกี่ยวกับเท็ดดี้แบร์ด้วยความเพลิดเพลินจนลืมเวลา หญิงสาวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านฤบดินทร์หายไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ครั้นพอชายหนุ่มกลับมา เธอจึงได้แต่ยิ้มกว้างให้เขาอย่างประจบเพราะตอนนี้ในตะกร้าสินค้ามีของที่เลือกไว้อยู่หลายชิ้น

นฤบดินทร์มองของในตะกร้าในตะกร้าครู่หนึ่งก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ในนั้นมีชุดตุ๊กตาทั้งของผู้หญิงและผู้ชายหลายชุด แต่กลับไม่มีชุดแต่งงานทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเห็นพราวนภาจับดูอยู่หลายครั้ง เธอเดินผ่านแต่ละทีก็ต้องหยิบมาดู จนเขาคิดว่าเธอต้องซื้อแน่นอน

“ทำไมพี่ดินทำหน้าอย่างนั้นล่ะ หนูพราวซื้อเยอะไปหรือ” เธอทำสายตาเว้าวอนใส่เขา อีกทั้งยังแทนตัวเองว่าหนูพราว ซึ่งทุกครั้งที่หญิงสาวแทนตัวเองด้วยคำนี้ก็หมายความว่าเธอกำลังออดอ้อนเขาอยู่ และแน่นอนว่าเขาแพ้ทุกที

“เปล่า ก็บอกแล้วว่าถ้าอยากได้อะไรก็ซื้อเลย น้าจ่ายให้เอง” จากนั้นชายหนุ่มก็ชี้ไปทางชุดตุ๊กตาที่แขวนเรียงกันอยู่ ซึ่งแถวแรกนั้นเป็นชุดแต่งงานทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวแล้วถามว่า

“ไม่เอาชุดนั้นไปด้วยหรือ เห็นจับ ๆ วาง ๆ อยู่ตั้งหลายรอบ”

พราวนภาหันไปมองตามที่เขาชี้แล้วก็ต้องยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะยื่นตะกร้าให้เขาถือแล้วพูดว่า

“ตอนแรกหนูพราวเกรงใจพี่ดินค่ะ แต่ในเมื่อพี่ดินเสนอมาให้ หนูพราวจะปฏิเสธก็กระไรอยู่ ฝากหน่อยนะคะ ขอหนูพราววิ่งไปเลือกแป๊บหนึ่ง”

พูดจบเธอก็วิ่งไปทางนั้นแล้วยืนเลือกชุดให้ตุ๊กตา ขณะที่เลือกก็หันมามองเขาเป็นระยะพร้อมกับรอยยิ้มเช่นเคย

นฤบดินทร์ไม่ได้ยิ้มตอบ หากแต่สายตาที่มองหญิงสาวนั้นอ่อนเชื่อมและเจือความอาวรณ์เล็กน้อย ทว่าพอพราวนภาเลือกเสร็จและเดินมาทางเขา สายตาของชายหนุ่มก็กลับมาเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ดังเดิม

จ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนก็พากันไปนั่งในร้านอาหารไทยร้านหนึ่ง หลังจากสั่งอาหารแล้วพราวนภาก็หยิบของที่ซื้อมาออกจากถุงแล้ววางบนโต๊ะเพื่อชื่นชมทีละชิ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นฤบดินทร์มองอาการบ้าเห่อของหญิงสาวแล้วก็ได้แต่อมยิ้มอย่างเอ็นดู จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแอบกดบันทึกภาพรอยยิ้มของคนตรงหน้าไว้โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังแอบถ่ายภาพพราวนภาอยู่นั้น เขาก็ได้รับข้อความจากใครบางคนเข้ามาพอดี อีกทั้งยังส่งเข้ามาติดกันหลายข้อความ โชคดีที่เขาไม่ได้เปิดเสียงโทรศัพท์เอาไว้ เสียงข้อความเข้าจึงไม่รบกวนคนในร้าน

เขามองคนที่กำลังเห่อของเล่นด้วยแววตาอ่อนแสง น้ำเสียงที่พูดออกไปจึงอ่อนลงกว่าเดิมไปด้วย

“เดี๋ยวน้ามานะ ขอไปห้องน้ำก่อน”

เขาลุกขึ้นยืนพลางหยิบโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกง แต่ไม่ได้หยิบกุญแจรถกับกระเป๋าสตางค์ไปด้วย

พราวนภาเงยหน้ามองเขา “ถ้ากับข้าวมาเสิร์ฟ พราวจะรอกินพร้อมพี่ดินนะ”

ชายหนุ่มยิ้มพลางยื่นมือไปจับศีรษะของเธอโยกเบา ๆ อย่างลืมตัว ก่อนจะเดินออกจากร้านอาหารโดยมีสายตาของหญิงสาวมองตามจนกระทั่งแผ่นหลังของเขาลับสายตาไปแล้ว เธอจึงก้มหน้าลงมาสนใจกับของที่ซื้อมาอีกครั้ง

นฤบดินทร์ไม่ได้ไปห้องน้ำตามที่บอกพราวนภาไว้แต่ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้นสอง เขาเดินไปหยุดอยู่หน้าร้านกาแฟร้านหนึ่งแต่ไม่ได้เข้าไป ชายหนุ่มยืนกอดอกอยู่แถวหน้าร้านราวกับรอใครบางคน

เขายืนรอไม่ถึงหนึ่งนาที คนที่ส่งข้อความมาขอนัดเจอเพราะมีเรื่องด่วนก็ปรากฏตัวขึ้น

“ดิน! ดีใจจังที่ดินยอมมาพบเกรซ” หญิงสาวหน้าตาสวยหวาน แต่เหมือนมีความหม่นหมองบางอย่างปกคลุมอยู่ เธอยิ้มให้เขาด้วยความดีใจ สายตาแทบไม่ละไปจากใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ทว่านฤบดินทร์กลับไม่ได้แสดงท่าทียินดีหรือความรู้สึกอื่นใดให้เห็น สีหน้าและแววตาเฉยชานั้นดูเหมือนว่าหญิงสาวตรงหน้าก็คุ้นเคยและรู้จักตัวตนของเขาดีจึงไม่ได้มีท่าทีตัดพ้ออะไร ชายหนุ่มแค่พยักหน้าให้ช้า ๆ หากแต่ในใจนั้นทั้งตกใจและคาดไม่ถึงอยู่บ้าง เพราะไม่อยากเชื่อว่าข่าวลือที่ตนได้ยินมานั้นจะเป็นเรื่องจริง

“ผู้หญิงคนนั้น...เอ่อ...แฟนใหม่ดินหรือ น่ารักดีเนอะ” เกรซพยายามยิ้มแต่ก็ฝืดเฝื่อนเต็มที

“เรียกเรามามีอะไรรึเปล่า” นฤบดินทร์ไม่ตอบเพราะเขาไม่ต้องการให้พราวนภามายุ่งเกี่ยวกับปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น

“เอ่อ...” เกรซมีท่าทางลังเล หญิงสาวมองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าบริเวณนี้คนพลุกพล่านจึงพยักหน้าเป็นเชิงให้เขาเดินตามไปอีกที่หนึ่ง ซึ่งไม่ห่างไปจากร้านกาแฟเท่าไรนักแต่คนไม่ค่อยเดินผ่าน

“คือว่า...เกรซบอกตรง ๆ เลยนะว่าเกรซไม่กล้าพูด เกรซอายดิน แต่ก็ต้องพูด” เสียงของเธอเริ่มสั่นด้วยแรงสะอื้น นฤบดินทร์เองก็ไม่ถามว่าเธอมีเรื่องอะไร เขายังคงยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงและรอฟังอย่างนิ่งเฉย

“คือ...ตอนนี้เกรซกำลังเดือดร้อนมากเลยดิน แม่ของเกรซจู่ ๆ ก็เส้นเลือดในสมองแตก ตอนนี้อยู่ไอซียูมาสามวันแล้วยังไม่ฟื้นเลย ดินก็รู้ว่าเกรซอยู่กับแม่แค่สองคน และตอนนี้เกรซก็ไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษาให้แม่เลยด้วย” พูดถึงตรงนี้หญิงสาวก็น้ำตาไหลลงมา จากนั้นก็ยื่นมือมาจับแขนของชายหนุ่มไว้

“ดินจะว่าอะไรไหมถ้าเกรซจะขอยืมเงินสักสามแสน เกรซไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้วจริง ๆ วันนี้เกรซมาสัมภาษณ์งานที่โรงแรม โชคดีจริง ๆ ที่ได้เจอดินอีกครั้ง...ได้ไหมดิน เห็นแก่ที่เราเคยคบกัน”

นฤบดินทร์ลอบถอนหายใจ เธอบอกว่าโชคดีที่ได้เจอเขา แต่สำหรับเขาถือเป็นโชคร้ายมากกว่า เขามีกฎของตัวเองหนึ่งข้อนั่นคือจะไม่ให้เพื่อนหยิบยืมเงินเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่ามีเรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆ และหญิงสาวตรงหน้านี้ใช่ว่าเขาจะไม่รู้เบื้องหลังของเธอ

“สามแสน” เขาแค่นยิ้มมุมปากแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจ

“เธอคิดว่าบ้านเราผลิตเงินใช้เองได้รึไงเกรซ”

เกรซส่ายหน้ารัวพร้อมกับกำแขนของชายหนุ่มแน่นกว่าเดิม

“ไม่ใช่นะ เกรซรู้ว่าเงินไม่ใช่น้อย ๆ แต่เกรซเดือดร้อนจริง ๆ นะดิน ตอนที่เราคบกันดินก็รู้ไม่ใช่หรือว่าเกรซไม่เคยเบียดเบียนเงินของดินเลย แต่ตอนนี้เกรซไม่รู้จะหันไปพึ่งใครแล้วจริง ๆ นะ เกรซสัญญาว่าจะรีบหาเงินมาคืนดินให้เร็วที่สุด” พูดถึงตรงนี้หญิงสาวก็น้ำตาคลอเบ้าอีกครั้งก่อนพูดต่อ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป