บทที่ 12 บทที่ 3 ของแทนใจ - 75%
“ความจริงเกรซคิดมาแล้วละว่าจะขายบ้าน แต่ต้องรอแม่ออกจากไอซียูก่อน ดินก็รู้ว่าจะขายบ้านสักหลังไม่ใช่ว่าจะได้เงินวันนี้พรุ่งนี้ แต่เงินสามแสนนี่เกรซจำเป็นต้องใช้ตอนนี้จริง ๆ เพราะไม่อย่างนั้นแม่ก็จะไม่ได้ผ่าตัด เกรซมีแม่แค่คนเดียว” พูดจบเธอก็เม้มปากแน่นราวกับสะกดกลั้นก้อนสะอื้นที่ขึ้นมาจุกอยู่ตรงคอ
นฤบดินทร์ลอบกลอกตามองไปทางอื่นอย่างแนบเนียน แม้ผู้หญิงคนนี้จะเคยคบหากับเขามาช่วงหนึ่งถึงขั้นลึกซึ้งมีอะไรกันด้วยซ้ำ แต่เจ้าหล่อนกลับไม่รู้จักนิสัยของเขาเอาเสียเลยว่าการใช้น้ำตาของผู้หญิงนั้นไม่มีผลกับเขา และที่สำคัญ เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษแสนดีที่เห็นคนเดือดร้อนแล้วจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
“เมื่อกี้เกรซเห็นดินซื้อของให้แฟนเป็นหมื่น ๆ เลย แฟนดินยังดูเด็กอยู่เลยเนอะเห็นเดินเลือกของอยู่ตั้งนานแถมยังเลือกตั้งเยอะแน่ะ แต่เกรซก็รู้ว่าดินคงใจดีจ่ายให้ทุกบาทเหมือนเดิมเพราะตอนเราคบกันดินก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าเกรซอยากได้อะไรดินก็ซื้อให้ทุกอย่าง...ความจริงเกรซยังรักดินอยู่นะ ถ้าดินไม่รังเกียจ ดินจะมาหาเกรซบ้างก็ได้”
การที่หญิงสาวเชิญชวนให้เขาไปนอนด้วยนั้นไม่เคยอยู่ในความคิดเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้นฤบดินทร์ตวัดตามองคนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ก็เพราะอีกฝ่ายพูดถึงพราวนภามากกว่า เกรซพูดแบบนี้ก็หมายความว่าเธอแอบติดตามดูเขากับพราวนภามาสักพักแล้ว ถ้าเธอมาตามดูเขาคนเดียวจะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่เจ้าตัวกลับไปตามดูพราวนภาในช่วงที่เขาไม่อยู่ มิเช่นนั้นเกรซจะรู้ได้อย่างไรว่าพราวนภาใช้เวลาเดินเลือกของนาน ซึ่งการทำแบบนี้เขาถือว่าอีกฝ่ายล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว ใครหน้าไหนที่บังอาจมายุ่งกับคนของเขา เขาจะไม่ให้มันได้อยู่อย่างสงบแน่นอน
“ทุกวันนี้ยังอยู่บ้านหลังเดิมรึเปล่า เผื่อคืนนี้จะแวะเอาเงินไปให้ที่บ้าน” ชายหนุ่มพูดเสียงอ่อนพลางมองหน้าหญิงสาวนิ่ง สายตาของเขาทำให้เกรซเข้าใจผิดคิดว่านฤบดินทร์ต้องการมาเก็บ “ดอกเบี้ย” กับตนล่วงหน้าจึงยิ้มกว้างด้วยความยินดี
“เปล่า ๆ ตอนนี้เกรซอยู่คอนโดฯ แถวรัชดาน่ะ บ้านหลังใหญ่ขนาดนั้นเกรซไม่อยากอยู่คนเดียวเพราะคิดถึงแม่”
“ส่งพิกัดมาละกัน คืนนี้จะแวะไป” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แค่นั้นก็ทำให้คนฟังดีใจจนหน้าระรื่น
“ได้สิ เกรซจะส่งพิกัดไปให้นะ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะดิน เกรซรู้อยู่แล้วว่าดินจะต้องช่วย ดินจะให้เกรซทำอะไรเกรซยินดีทำทุกอย่างเลย จริง ๆ นะขอแค่ดินบอกมาแค่นั้น”
“อืม แล้วเจอกัน” พูดจบเขาก็เดินจากมาโดยไม่หันไปมองหน้าของหญิงสาวอีกเลย เขาไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะยิ้มร่าด้วยความดีใจแค่ไหน เพราะเธอก็คงได้ยิ้มแค่ตอนนี้เท่านั้น หลังจากคืนนี้เป็นต้นไปเธอก็จะยิ้มไม่ออกอีกแล้ว
เมื่อนฤบดินทร์กลับเข้าไปในร้านอาหารอีกครั้ง พราวนภาก็ยิ้มกว้างให้เช่นเคย อาหารบนโต๊ะทยอยมาเสิร์ฟแล้วสองอย่างแต่หญิงสาวยังไม่ตักกินเพราะต้องการรอให้เขากลับมาก่อน
เมื่อชายหนุ่มหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ พราวนภาก็ลุกขึ้นมานั่งติดกับเขาทั้งยังเอนตัวเข้ามาใกล้
“ทำอะไรน่ะเรา” เขาเบี่ยงตัวห่างออกมาเล็กน้อย แต่พอเห็นเธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเปิดโหมดถ่ายภาพ เขาก็รู้ทันทีว่าพราวนภาต้องการถ่ายรูปคู่กับเขา
“พราวอยากถ่ายรูปคู่กับพี่ดินนี่นา เดือนหน้าพี่จะไปเมืองนอกแล้ว...พี่ดินมองกล้องนะ ยิ้มหน่อยเร็ว”
ชายหนุ่มมองพราวนภาจากหน้าจอโทรศัพท์ รอยยิ้มเจิดจ้าของเธอเขาจดจำได้ขึ้นใจ ทว่าอีกไม่นานเขาก็คงไม่ได้เห็นอีกแล้ว และบางทีหลังจากที่เขาเรียนจบกลับมา ป่านนั้นพราวนภาก็คงมีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้วกระมัง
ถ่ายรูปเสร็จหญิงสาวก็กลับไปนั่งที่ของตน จากนั้นก็เธอก็นำกุญแจรถกับกระเป๋าสตางค์ของเขายื่นส่งให้ เมื่อนฤบดินทร์รับมาแล้วก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นสิ่งแปลกปลอมบางอย่างห้อยอยู่กับกุญแจรถของเขา
“มาจากไหนเนี่ย” เขาเปรยขึ้นเบา ๆ พลางมองเลยไปยังคนที่นั่งยิ้มอวดรอยบุ๋มที่แก้ม
“หนูพราวซื้อให้พี่ดินเองแหละ ตอนแรกว่าจะซื้อที่ห้อยโทรศัพท์ แต่พี่ดินเป็นคนขี้รำคาญคงไม่ชอบให้มีอะไรมาป้วนเปี้ยนตรงหูเวลาคุยก็เลยซื้อเป็นพวงกุญแจมาให้ นี่พราวเลือกแบบที่ไม่รุงรังมากนะเพราะรู้ว่าพี่ไม่ชอบ หนูพราวไม่ขออะไรมาก ขอแค่พี่พกมันไปอเมริกาด้วยก็พอ เวลาพี่เห็นมันจะได้คิดถึงพราวไง”
“ได้สิ” นฤบดินทร์ยิ้มบาง ๆ พลางมองพวงกุญแจรูปหมีเท็ดดี้ใส่ชุดสีชมพูและติดโบว์สีแดง หากเพื่อนสนิทมาเห็นเขาห้อยหมีเท็ดดี้ในชุดหวานแหววกับกุญแจรถคงโดนแซวไม่เลิกเป็นแน่ ถ้าคนอื่นให้มาเขาคงเอาออกทันที แต่นี่เป็นพราวนภา ซึ่งเขาถือว่าเป็นของแทนใจจากเธอ
หลังจากซื้อของและรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว สองหนุ่มสาวก็พากันเดินทางกลับ เพราะหากอยู่นานกว่านี้ พราวนภาจะต้องออดอ้อนให้นฤบดินทร์ดูภาพยนตร์เป็นเพื่อนแน่ ซึ่งชายหนุ่มไม่ต้องการอย่างนั้น อีกทั้งเขารู้ตัวเองดีว่าหากโดนหญิงสาวตื๊อมากเข้าตนคงใจอ่อน ฉะนั้นการกลับบ้านจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
นฤบดินทร์มองใบหน้ายิ้มแย้มของพราวนภาที่กำลังชื่นชมของสะสมที่ซื้อมาก็อดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ หญิงสาวขี้เห่อมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่ซื้ออะไรมาใหม่เจ้าตัวมักจะเปิดกล่องดูทันที ไม่ยอมอดใจรอไปเปิดดูที่บ้าน
“อยากให้พี่ดินเห็นตู้โชว์เท็ดดี้ของพราวจังเลย พราวจัดตู้ใหม่แล้วนะ เอาไว้พราวกลับบ้านเมื่อไร พี่ดินต้องมาดูที่ห้องพราวให้ได้นะ” เธอพูดไปยิ้มไป แต่คนฟังอย่างเขากลับเห็นใบหน้าถมึงทึงของภาวิน บิดาของหญิงสาวผุดวาบขึ้นมาในหัวทันทีอย่างช่วยไม่ได้
“น้าจะขึ้นไปได้ยังไง นั่นมันห้องนอนเธอนะ” เขาเอ่ยปากเตือนเพราะหลายครั้งพราวนภาก็มักลืมตัวเสมอว่าตนไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อยในวันวานอีกแล้ว
“ไม่เห็นเป็นไรเลย เมื่อก่อนพี่ดินยังอุ้มพราวไปส่งที่ห้องบ่อยไป” เธอทำหน้าง้ำโดยที่สายตายังให้ความสนใจกับบรรดาเท็ดดี้แบร์บนตัก
ชายหนุ่มคร้านจะเถียงกับพราวนภา ทั้งที่ใจอยากพูดออกไปเหลือเกินว่าเมื่อก่อนที่เธอพูดถึงนั้นคือตอนเจ้าตัวยังอายุแค่เจ็ดแปดขวบ ตอนนี้เธอสิบเจ็ดแล้ว หากเขาอุ้มเธอขึ้นห้องนอนมีหวังได้โดนบิดาจอมหวงของเธอเล่นงานแน่
พลันนั้น นฤบดินทร์ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชายหนุ่มขับรถไปก็มองหาร้านสะดวกซื้อริมทางไปด้วย เมื่อเจอแล้วเขาก็จอดชิดทางเท้าแล้วหันไปบอกพราวนภาว่า
“พราวลงไปซื้อน้ำเปล่าให้น้าหน่อยสิ” เขาปลดล็อกรถพลางยื่นธนบัตรให้เธอ
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะมองไปที่ประตูฝั่งคนขับ ตรงนั้นมีน้ำเปล่าเหลืออยู่ประมาณครึ่งขวด ชายหนุ่มจึงหยิบน้ำขวดนั้นออกมาแล้วยื่นส่งให้พร้อมกับพูดว่า
“ฝากทิ้งด้วย มันไม่เย็นแล้ว”
พราวนภายิ้มขำ “เจ้าค่ะคุณชาย” จากนั้นหญิงสาวก็ลงจากรถไป
ครั้นพอเห็นเธอเข้าร้านสะดวกซื้อไปแล้ว นฤบดินทร์จึงรีบเปิดกระเป๋าสะพายของหญิงสาวแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอออกมา จากนั้นก็จัดการปิดเครื่องแล้วนำมันไปแอบไว้ใต้เบาะที่เธอนั่ง เสร็จเรียบร้อยก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้จนกระทั่งพราวนภาขึ้นรถมาพร้อมกับน้ำเปล่าเย็นเฉียบสองขวด
“พราวเอามือพิสูจน์ความเย็นแทบจะทุกขวดเลยนะเนี่ยเพราะเห็นพี่ดินชอบดื่มน้ำเย็น ๆ”
ชายหนุ่มยิ้มอ่อน ไม่ได้พูดอะไร เขาเปิดขวดน้ำแล้วยกดื่มอึกหนึ่งก่อนจะวางไว้ข้างประตูเช่นเคย จากนั้นจึงขับรถต่อเพื่อไปส่งหญิงสาวที่บ้าน
