บทที่ 13 บทที่ 3 ของแทนใจ - 100%
“ตกลงจะกลับบ้านอาทิตย์หน้าจริงหรือ”
จู่ ๆ นฤบดินทร์ก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน พราวนภาหันไปมองเขาพร้อมกับอมยิ้มแล้วพูดว่า
“ถามทำไมหรือ อ๋อ...หนูพราวไม่อยู่ พี่ดินก็เลยเหงาใช่ไหมล่ะ” เธอหัวเราะคิกคักก่อนจะพูดต่อ
“ความจริงแล้วที่พราวไปนอนบ้านคุณแม่ก็เพราะอยากฝึกตัวเองน่ะ”
ได้ยินอย่างนั้น ชายหนุ่มจึงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย “ฝึกอะไร”
หญิงสาวถอนหายใจแผ่ว “ก็อีกหน่อยพี่ดินต้องไปอเมริกาแล้วนี่นา พราวเคยชินกับการเจอหน้าพี่เกือบทุกวัน อยากเจอเวลาไหนก็แค่เดินไปหา แต่ถ้าพี่ไปอเมริกาแล้วพราวคงเดินไปหาพี่ไม่ได้ พราวก็เลยอยากฝึกตัวเองให้ชินเข้าไว้เวลาที่พี่ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปนานเมื่อฟังเธอพูดจบ บรรยากาศในรถที่ต่างคนต่างเงียบจึงให้ความรู้สึกเศร้าจาง ๆ ปกคลุมคนทั้งคู่ แม้จะมีเสียงเพลงจังหวะสนุกสนานเปิดคลอ หากแต่ทั้งสองคนก็ไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับเพลง
“แค่สามสี่ปีเอง แป๊บ ๆ ก็ผ่านไปแล้ว” เสียงทุ้มพูดขึ้นแผ่วเบา พราวนภาหันไปมองเขา ทำท่าราวกับอยากพูดอะไรบางอย่าง ทว่าสุดท้ายหญิงสาวก็ไม่พูด
นฤบดินทร์จอดรถแอบไว้ริมกำแพงบ้านจันทร์เจ้า จากนั้นก็ลงจากรถเพื่อเข้าไปส่งหญิงสาวในบ้านและถือโอกาสไหว้ลาผู้ใหญ่ด้วย ชายหนุ่มอยู่คุยกับชินดนัยไม่กี่ประโยคก็ขอตัวกลับโดยมีพราวนภาเดินมาส่งขึ้นรถ
ก่อนเขาจะเคลื่อนรถออกไป นฤบดินทร์เลื่อนกระจกลงแล้วพูดกับหญิงสาวว่า “ถ้าอยากกลับบ้านวันไหนก็บอกละกันจะได้มารับ ไม่ต้องรบกวนพวกผู้ใหญ่เขา”
พราวนภายิ้มหวานพร้อมกับพยักหน้ารับด้วยความเต็มใจ เธอมองส่งเขาจนกระทั่งไม่เห็นไฟท้ายรถแล้วจึงเดินเข้าบ้าน รีบคว้ากระเป๋าสะพายและหิ้วถุงห้างสรรพสินค้าพะรุงพะรังเต็มสองมือขึ้นห้องไปอย่างลิงโลด
เมื่อถึงห้องนอนของตัวเอง หญิงสาวก็วางของทั้งหมดลงบนเตียงจากนั้นก็เปิดกระเป๋าเพื่อจะหยิบโทรศัพท์มาโทร. หาเพื่อนสนิทเล่าเรื่องที่ออกเดตกับนฤบดินทร์วันนี้ให้เพื่อนฟัง
แต่ไม่ว่าเธอจะรื้อค้นที่ซอกมุมไหนของกระเป๋าก็ไม่เห็นโทรศัพท์มือถือของตนอยู่ในนั้นเลย
“เฮ้ย...แย่แล้ว เราทำโทรศัพท์หายหรือเนี่ย!”
นฤบดินทร์เลี้ยวรถเข้าไปจอดในร้านอาหารกึ่งผับแห่งหนึ่ง เวลานี้เพิ่งเป็นเวลาหัวค่ำลูกค้าจึงบางตา ชายหนุ่มเดินเข้าไปในด้านในอย่างคุ้นเคยแต่ไม่ได้เข้าไปนั่งตามโต๊ะเหมือนลูกค้ารายอื่น เขากลับเดินผ่านเข้าไปในส่วนของหลังร้านซึ่งมีป้ายติดเอาไว้ที่ประตูว่าสำหรับพนักงานเท่านั้น
เขายิ้มบาง ๆ ให้พนักงานที่เอ่ยปากทักทายก่อนจะเคาะประตูห้องที่อยู่ด้านหน้าสุด จากนั้นก็หมุนลูกบิดเปิดเข้าไปทันทีโดยไม่สนใจว่าคนที่อยู่ในห้องจะอนุญาตหรือไม่
“โหมึง นี่ถ้ากูกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับสาว ๆ อยู่แล้วมึงเปิดพรวดมาแบบนี้ กูไม่ขายหน้าลูกน้องแย่หรือวะไอ้ดิน” ศิวัฒน์บ่นให้เพื่อนอย่างไม่จริงจังนัก
“กูรู้ว่ามึงไม่กล้าทำอะไรที่นี่หรอก อย่ามาปากดี” นฤบดินทร์แค่นยิ้มพลางทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวยาวฝั่งตรงข้ามกับเพื่อนสนิท บนโต๊ะกลางของชุดรับแขกมีเอกสารกองโตวางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ ส่วนผู้ที่นั่งจมกองเอกสารก็หัวคิ้วขมวดมุ่นขณะที่จดจ่อกับการนั่งคัดแยกกระดาษตรงหน้าทีละใบ
“พี่โตว่าไง” นฤบดินทร์เอ่ยปากถามเข้าเรื่องทันที ศิวัฒน์จึงเงยหน้ามองเพื่อนแล้วตอบว่า
“พี่กูกำลังมา คงใกล้ถึงแล้วมึงก็คุยกับเขาเองละกัน ว่าแต่มึงจะทำงั้นจริงหรือวะเพื่อน ไม่อาลัยอาวรณ์สักหน่อยหรือวะในฐานะที่เคยเป็นแฟนกันมาก่อน เพราะถ้าพี่กูเอาจริง ยายเกรซนี่อนาคตดับเลยนะเว้ย”
นฤบดินทร์ได้ยินอย่างนั้นก็แค่นยิ้ม “ดับมานานแล้วรึเปล่าวะ ทำตัวเองทั้งนั้นกูไม่เกี่ยวสักหน่อย”
เขาไม่ได้เล่าเรื่องที่เกรซยืมเงินตนสามแสนเพื่อไปรักษาแม่ให้ศิวัฒน์ฟัง เขาบอกแค่ว่าบังเอิญเจออีกฝ่ายที่ห้างสรรพสินค้าและได้พูดคุยกันเล็กน้อยเท่านั้น
“มึงนี่น้า ใจร้ายกับสาว ๆ ตลอด” ศิวัฒน์ส่ายหน้าทั้งรอยยิ้ม เป็นเวลาเดียวกับที่โทรศัพท์ของนฤบดินทร์มีข้อความเข้ามา ชายหนุ่มจึงหยิบขึ้นมาอ่าน
Proud : พี่ดิน พราวทำโทรศัพท์หาย T_T
Din : หาดูดีแล้ว?
Proud : ในกระเป๋าไม่มีเลย ทำไงดีพราวไม่อยากได้เครื่องใหม่
Din : อาจจะทำหล่นในรถรึเปล่า จะดูให้ละกัน
Proud : ขอให้เป็นอย่างนั้น พี่ดินดูให้พราวหน่อยนะ
Din : อืม แล้วนี่ใช้อะไรแชตมา คอม?
Proud : พราวเอาโน้ตบุ๊กมาด้วยไง ก็เลยแชตผ่านทางนี้
รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากของนฤบดินทร์ โทรศัพท์ของพราวนภาไม่ได้หายไปไหนเพราะเขาเป็นคนเอาซ่อนไว้ใต้เบาะในรถเอง กะไว้ว่าพรุ่งนี้จะนำไปคืนให้เธอที่บ้านมารดา หรือไม่ก็อาจจะถ่วงเวลาไปสักสองสามวัน
ถ้าไอ้หมอนั่นไม่พูดว่าจะโทรศัพท์มาคุยกับเธอตอนค่ำ เขาก็คงไม่ทำอย่างนี้หรอก
ประตูห้องเปิดออกอีกครั้งตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบต้น ๆ คนหนึ่ง นฤบดินทร์เห็นดังนั้นยกมือไหว้อีกฝ่ายทันที
“ทางพี่พร้อมแล้วนะ แกจะไปด้วยกันรึเปล่า” ศิระยังคงยืนอยู่ที่ประตู ไม่ได้เดินมานั่งกับกลุ่มของน้องชาย
“ผมคงไปซุ่มอยู่แถวนั้นแหละพี่ คงไม่ขึ้นไปด้วย ผมจะโทร. ไปบอกเขาก่อนว่าอาจจะเอาเงินไปให้เขาช้าหน่อยเพราะติดธุระ ระหว่างนั้นพี่ก็ขึ้นไปได้เลย” นฤบดินทร์บอกอีกฝ่ายตามที่วางแผนเอาไว้ในหัว
“แกแน่ใจนะว่าชัวร์” ศิระถามเพื่อความแน่ใจ นฤบดินทร์ก็ตอบด้วยความมั่นใจเช่นกัน
“ชัวร์ครับ วันนี้ผมเจอเขาที่ห้าง เขายืมเงินผมสามแสนบอกว่าจะเอาไปจ่ายค่ารักษาแม่และจะขายบ้านเอาเงินมาคืนผม แต่ที่ผมรู้มาก่อนหน้านี้คือเขาขายบ้านไปตั้งนานแล้ว ส่วนแม่เขาก็เส้นเลือดในสมองแตกจริง แต่ตายไปตั้งแต่ปีที่แล้วน่ะ เห็นว่าโมโหจนความดันขึ้นที่ลูกสาวเอาบ้านไปขายเพราะติดยาอย่างหนัก”
“และที่สำคัญนะพี่ พวกผมได้ข่าวมาว่าตอนนี้ยายเกรซน่ะกำลังคบกับไอ้เวย์ ขาใหญ่ย่านดอนเมือง และคอนโดฯ ที่ยายนั่นนัดให้ไอ้ดินไปหาน่ะก็คือคอนโดฯ ของไอ้เวย์มัน เจตนาแบบนี้มันชัดเจนเลยว่าพวกนั้นมันสมคบคิดกันจะปอกลอกไอ้ดิน หรือไม่ก็แบล็กเมล์ไอ้ดินแน่นอน โทษฐานที่ไปนอนกับผู้หญิงของมัน” ศิวัฒน์พูดเสริม
“พูดตามตรงนะพี่โต ความจริงแล้วผมมีเพื่อนบางคนที่เล่นยาไอซ์ยาเคเหมือนกัน และเพื่อนผมคนนี้มันก็ซื้อมาจากเกรซนี่แหละ เกรซเอายามาปล่อยให้พวกนักศึกษา บางครั้งเพื่อนผมยังตามไปซื้อยาที่คอนโดฯ นั้นเลย ผมถามเพื่อนมาแล้ว เป็นคอนโดฯ เดียวกันกับที่เกรซส่งพิกัดมาให้นั่นแหละ”
นฤบดินทร์ไม่ได้บอกไปว่าครั้งล่าสุดที่เพื่อนของเขาไปซื้อยาถึงคอนโดมิเนียมของเกรซนั่นคือเมื่อวาน เพราะฉะนั้นเขาจึงค่อนข้างมั่นใจว่าในห้องที่หญิงสาวอาศัยอยู่จะต้องมียาเสพติดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อจำหน่ายแน่
“โอเค ถ้าอย่างนั้นพวกพี่จะได้ลุยเลยเพราะมีหมายค้นแล้ว” ศิระยิ้มก่อนจะดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือแล้วพูดว่า
“แกโทร. ไปหาผู้หญิงคนนั้นได้เลยนะ เพราะพี่จะกลับไปสน.ก่อน”
“ครับพี่” นฤบดินทร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็โทร. ออกไปยังหมายเลขที่โทร. เข้ามาล่าสุด...เกรซ...
เรื่องที่หญิงสาวทั้งเสพและค้ายานั้น นฤบดินทร์รู้มาสักพักแล้ว แต่เขาไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตน ทว่าวันนี้ที่เจอกัน เธอมาล้ำเส้นเขาก่อน เพราะหากหยิบยืมเงินเขาได้ครั้งหนึ่งแล้วย่อมมีครั้งต่อไป ดีไม่ดี เขาอาจจะโดนเธอกับแฟนเล่นงานเข้าสักวันก็ได้ เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องชิงเล่นงานอีกฝ่ายก่อน จะได้ไม่ต้องมีเรื่องอะไรมากวนใจเขาก่อนไปอเมริกา
